ความจน - ความรวยในพระพุทธศาสนา
 
supim
supim
วันที่  21 ส.ค. 2559
หมายเลข  28100
อ่าน  467

ได้อ่านบทความเรื่องความจน-ความรวยในพระพุทธศาสนา จากที่หนึ่ง จึงอยากรับฟังความคิดเห็นของผู้รู้ต่อรายละเอียดที่มีการสาธยายโดยอ้างถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดังนี้ะ

   หนึ่งในความยากลำบากที่น่ากลัวที่สุดในการดำเนินชีวิตของคนในระหว่างที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดก็คือ ความยากจน เพราะว่าความยากจนเป็นสิ่งที่บีบคั้นให้เกิดปัญหาอีกหลายอย่างขึ้นในโลก ความยากจนเป็นความลำบากทั้งกายและใจอย่างแสนสาหัสที่เกิดจากการไม่มีทรัพย์ บางคนถูกความยากจนบีบคั้นอย่างหนัก เพื่อให้ได้ทรัพย์มาใช้เลี้ยงชีวิตของตนและคนในครอบครัวให้ผ่านไปในแต่ละมื้อ แม้ต้องยอมตนเป็นคนรับใช้ผู้อื่นก็ยินยอมคนจนต้องใช้หยาดเหงื่อแรงกายและน้ำตาจากความเจ็บช้ำน้ำใจเพื่อแลกกับปัจจัย ๔ มาเลี้ยงชีวิต บางคนยอมเสี่ยงชีวิตทำงานหนักทั้งที่ยังป่วย บางคนยอมขายอวัยวะเพื่อแลกกับเงินมาซื้อข้าวกิน

     ชีวิตของคนจนจึงเป็นชีวิตที่ต้องทนกับความร้อนและความหนาวของสภาพดินฟ้าอากาศให้ได้ ทนความยากลำบากให้ได้ ถ้าทนไม่ได้บางคนถึงกับต้องอดตาย นี้คือสภาพของคนจนที่ไม่มีวันบรรยายได้หมดสิ้น พอ ๆ กับเสียงร่ำไห้ของคนยากจน ที่ไม่เคยเว้นวรรคแม้แต่นาทีเดียวในโลกนี้

     ด้วยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงไม่ทรงปรารถนาให้ใครเกิดมาเป็นคนยากจนพระองค์ทรงต้องการให้มนุษย์รื้อผังความจนออกไปจากชีวิตให้หมดสิ้น และทรงชี้โทษของความจนไว้ต่าง ๆ นานา รวมทั้งทรงพรรณนาถึงคุณของการแก้ปัญหาความจนอย่างถูกหลักวิชาไว้มากมาย ซึ่งหากกล่าวโดยย่อมี ๓ ประการดังนี้

     ๑. พระพุทธองค์ทรงตำหนิความยากจนไว้ใน “อิณสูตร”
     ๒. พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ความยากจนบีบคั้นให้มนุษย์ทำความชั่วได้ง่าย
     ๓. พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ความรวยเป็นคุณูปการให้สร้างบุญได้ง่าย

โดยสามารถอธิบายรายละเอียดแต่ละหัวข้อได้ดังนี้

๑. พระพุทธองค์ทรงตำหนิความยากจนไว้ใน “อิณสูตร”

     ในเรื่องการสร้างตัวสร้างฐานะของชาวพุทธนั้น พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามชาวพุทธรวย ในทางตรงข้าม พระองค์ทรงห้ามชาวพุทธยอมแพ้ต่อความยากจน โดยถึงกับทรงแจกแจงความทุกข์ของคนจนอย่างหมดเปลือก เพื่อให้ชาวพุทธเห็นโทษภัยของความยากจน ใครอยู่ในวัยที่กำลังสร้างตัวสร้างฐานะจะได้ไม่เกียจคร้าน ส่วนผู้ที่ตั้งหลักฐานได้แล้วจะได้ไม่ประมาทในการสร้างบุญ ดังปรากฏอยู่ในอิณสูตร ซึ่งพระพุทธองค์ทรงกล่าวถึงความจนไว้ว่า “ความเป็นคนจนเป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก” และทรงอธิบายไว้ดังนี้

      ๑) ความจนเป็นทุกข์ของคนในโลกที่ยังครองเรือนอยู่
      ๒) คนจนเข็ญใจยากไร้ย่อมกู้หนี้ แม้การกู้หนี้ก็เป็นทุกข์ในโลก
      ๓) ครั้นกู้หนี้แล้วก็ย่อมต้องใช้ดอกเบี้ยแม้การต้องใช้ดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ในโลก
      ๔) คนจนเข็ญใจยากไร้ครั้นใช้ดอกเบี้ยแล้ว ไม่ให้ดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา พวกเจ้าหนี้ย่อมตามทวงเขา แม้การถูกตามทวงหนี้ ก็เป็นทุกข์ในโลก
      ๕) คนจนเข็ญใจยากไร้ เมื่อถูกเจ้าหนี้ทวงแล้วยังไม่มีให้ พวกเจ้าหนี้ก็เลยติดตามแม้การถูกติดตามก็เป็นทุกข์ในโลก
      ๖) คนจนเข็ญใจยากไร้ถูกเจ้าหนี้ติดตามทัน ยังไม่ทันจะให้ พวกเจ้าหน้าที่ก็จับเขามาจองจำเสียแล้ว แม้การถูกจองจำก็เป็นทุกข์ในโลก

      การที่พระองค์ทรงกล่าวเช่นนี้ เพราะต้องการเตือนสติให้ชาวพุทธทั้งหลาย “ไม่ประมาท” ในการดำเนินชีวิต คือ

     ๑) ให้กลัวความยากจน
     ๒) ให้ตั้งใจกำจัดความยากจนอย่างถูกวิธี
     ๓) ให้ป้องกันความยากจนข้ามภพข้ามชาติ

     เพราะฉะนั้น เมื่อชาวพุทธมีสติระลึกนึกถึงอันตรายของความยากจนอย่างนี้แล้ว จะได้ไม่ประมาทเอาแต่ขยันหาทรัพย์อย่างเดียวแต่ “ต้องสร้างตัวสร้างฐานะเป็นจนกระทั่งรวยทรัพย์ และขยันทำบุญเป็นจนกระทั่งบรรลุธรรม” ใครก็ตามที่ดำเนินตามหลักวิชานี้ ย่อมได้หลักประกันว่า นับแต่นี้ไป ตราบใดยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ถือกำเนิดในวัฏสงสาร แม้ยังไม่อาจกำจัดกิเลส จนกระทั่งบรรลุธรรมเข้าพระนิพพาน แต่ก็จะไม่ตกระกำลำบาก ไม่ต้องพบกับความยากจนอีกต่อไปอย่างแน่นอน

๒. พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ความยากจน บีบคั้นให้มนุษย์ทำความชั่วได้ง่าย


      ชีวิตอยู่ได้ด้วยการใช้ปัจจัย ๔ หล่อเลี้ยงแต่เพราะความยากจนจึงทำให้มีชีวิตลำเค็ญเกิดความขัดสนในการแสวงหาปัจจัย ๔ความหิวและความกลัวตายจึงบีบคั้นให้จิตใจตกอยู่ในอำนาจความชั่วได้ง่าย เป็นเหตุให้แสวงหาทรัพย์โดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี แม้ต้องปล้น จี้ ฆ่า ลักขโมย ขายตัวต้มตุ๋น หลอกลวง ค้าของผิดกฎหมาย ค้ายาเสพติดหรืออื่น ๆ เพื่อให้ได้ทรัพย์มา ก็ทำได้โดยไม่รู้สึกละอาย ผลสุดท้ายกลายเป็นคนมีนิสัยใจบาปหยาบช้า เพราะทนการบีบคั้นจากความยากจนไม่ไหว

      โดยสรุป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ว่า คนจนจะพ้นจากความยากจนได้ต้องอดทนต่อความยากจนในปัจจุบัน และต้องเอาชนะความตระหนี่ด้วยการหมั่นสั่งสมบุญกุศลไว้ล่วงหน้าอย่าได้ขาดแม้แต่วันเดียวดังคำสอนของพระองค์ที่ปรากฏอยู่ในพิลารโกสิยชาดก ว่า

      “คนตระหนี่กลัวจนจึงให้ทานไม่ได้ความตระหนี่นั้นจึงเป็นภัยสำหรับคนที่ไม่ให้ดังนั้นพึงกำจัดความตระหนี่ถี่เหนียวครอบงำมลทินใจเสีย แล้วให้ทานกันเถิด เพราะว่าในภพชาติหน้า บุญเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งของสัตวโลกทั้งหลายได้”

     เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะพ้นความจนได้นั้นจะต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่า


     ๑. คนยากจน คือ คนขาดแคลนทรัพย์เพราะความตระหนี่หวงแหนทรัพย์ มีความประมาท ไม่ทำบุญไว้ในอดีตจึงทำให้ต้องมาเกิดเป็นคนยากจนในปัจจุบัน

     ๒. คนอยากจน คือ คนที่มีทรัพย์แต่ต้องไปเกิดเป็นคนยากจน เพราะความตระหนี่หวงแหนทรัพย์ มีความประมาท ไม่ทำบุญไว้ในปัจจุบัน จึงต้องไปเกิดเป็นคนยากจนในอนาคต

     ๓. คนจนยาก คือ คนที่ยากจะพบกับความยากจน เพราะไม่มีความตระหนี่หวงแหนทรัพย์ ไม่ประมาท หมั่นสั่งสมบุญล่วงหน้าไว้ตั้งแต่ปัจจุบัน ย่อมจะได้ไปเกิดเป็นมหาเศรษฐีในอนาคต

๓. พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ความรวยเป็นคุณูปการให้สร้างบุญได้ง่าย

         ความรวย หมายถึง การมีทรัพย์
         ความรวยแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
     ๑) ความรวยทางโลก เรียกว่า “โลกิยทรัพย์” คือ การมีทรัพย์สิน เงินทอง สมบัติพัสถานมากมาย และมีความสามารถใช้จ่ายทรัพย์นั้นได้อย่างมีความสุข
     ๒) ความรวยทางธรรม เ รียกว่า “อริยทรัพย์” มี ๗ ประการ ได้แก่ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา

     ความรวยจึงมิใช่สิ่งเลวร้ายแต่อย่างใดแต่เป็นความสุข ความปลื้มใจ เป็นลาภอันประเสริฐ ผู้ที่ปรารถนาความรวยสมควรที่จะวางเป้าหมายไว้ที่การแสวงหาทั้งโลกิยทรัพย์และอริยทรัพย์มาไว้เป็นของตน

          ในทางพุทธศาสนาสอนไว้ว่า ความรวยหรือทรัพย์ที่ตนเองมีนั้น มีไว้เพื่อประโยชน์แก่บุคคลต่าง ๆ คือ
     ๑) เพื่อเลี้ยงตนให้เป็นสุข
     ๒) เพื่อเลี้ยงบิดามารดาให้เป็นสุข
     ๓) เพื่อเลี้ยงบุตร ภรรยา คนใช้ และบริวารให้เป็นสุข
     ๔) เพื่อเลี้ยงมิตรและอำมาตย์ให้เป็นสุข
     ๕) เพื่อบำเพ็ญทักษิณาทานในสมณพราหมณ์ ซึ่งหมายความว่า เรายิ่งมีทรัพย์มากเท่าไร เรายิ่งสามารถใช้ทรัพย์ทำประโยชน์ทั้ง ๕ ประการนี้ได้มากเท่านั้น ผลที่ได้จากการใช้ทรัพย์เช่นนี้ย่อมทำให้เราได้ผลบุญมากไปด้วย

       ดังนั้น กล่าวโดยสรุปแล้ว พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้คนจน แต่สอนให้คนรู้จักตั้งตนตั้งฐานะให้รวยอย่างสุจริต อันเป็นการทำประโยชน์ในชาตินี้ให้สมบูรณ์ และเมื่อรวยแล้วก็ควรรวยอย่างมีเป้าหมาย คือ นำทรัพย์ไปสร้างบุญต่อ เพื่อสร้างประโยชน์ในภพหน้าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อันจะเป็นโอกาสให้เราได้เดินไปสู่เป้าหมายคือการบรรลุมรรค ผล นิพพานในที่สุด

จากหนังสือ GB 304 สูตรสำเร็จการพัฒนาองค์กรและเศรษฐกิจ

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 21 ส.ค. 2559 16:01 น.

   ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

          

     ควรเข้าใจแม้แต่คำว่าบุญ  คือ อะไร ? บุญ เป็นธรรม เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ๆ อยู่ที่จิต ย่อมหมายรวมถึงโสภณเจตสิก (สภาพธรรมฝ่ายดีที่เกิดร่วมกับจิต เช่น ศรัทธา  สติ  หิริ  โอตตัปปะ เป็นต้น) ที่เกิดร่วมด้วย  ถ้าหากไม่มีจิตและไม่มีโสภณเจตสิกแล้ว บุญก็เกิดไม่ได้      จิตเกิดขึ้นเป็นกุศลขณะใด  ขณะนั้นเป็นบุญ  เป็นการชำระจิตจากกุศล  การทำบุญ ก็ควรที่จะเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลสของตนเองเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อความอยาก ติดข้องต้องการ หวังผลของบุญ 

  บุญจึงไม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน ไม่มีเงินก็สามารถทำบุญได้ เพราะ บุญมี 10 ประการ และ จากบทความนี้ ก็แสดงถึงการทำบุญด้วยความโลภ และ หวังบุญ และ เป็นบทความที่หลอกลวง เบี่ยงเบนไม่ตรงตามพระพุทธศาสนา อันเป็นการทำลายพระธรรมวินัย ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 21 ส.ค. 2559 18:40 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 แต่ละคน เกิดมา มีความแตกต่างกัน ทั้งด้วยผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว  และ แตกต่างกันตามการสะสมอีกด้วย    แต่ไม่ว่าจะเกิดเป็นใคร มีฐานะความเป็นอยู่อย่างไร  ก็ไม่ได้เป็นเครื่องกั้นความเจริญขึ้นของกุศลธรรมและปัญญา เลย  สำคัญที่ผู้นั้นจะเห็นความสำคัญของการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมและเห็นประโยชน์ของการสะสมความดีในชีวิตประจำวันหรือไม่?    พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหมด เป็นไปเพื่อขัดเกลาละคลายกิเลส  ไม่มีคำสอนแม้แต่บทเดียวที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย  

ขณะที่อกุศลธรรมเกิดขึ้นเป็นไป หรือ แม้กระทั่งในขณะที่หลับสนิท ขณะนั้น บุญไม่เกิด  กุศลไม่เกิดแต่เมื่อใดที่สติเกิด ระลึกได้เป็นไปในกุศลประการต่าง ๆ  กล่าวคือ ระลึกเป็นไปใน ทาน ศีล ความสงบของจิต และการอบรมเจริญปัญญา เมื่อนั้นบุญย่อมเจริญซึ่งไม่จำกัดเลย

    ที่ควรพิจารณา คือ บุญ ไม่ใช่มีแต่เฉพาะทานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ ที่เป็นบุญกิริยาวัตถุมี ๑๐ ประการ คือ

๑. ทาน การให้วัตถุสิ่งของเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้รับ
๒. ศีล ได้แก่ ความประพฤติทางกาย  ทางวาจา  ที่เป็นกุศล  คือ ไม่เบียดเบียนบุคคลอื่นให้เดือดร้อน
๓. ภาวนา การอบรมจิตให้สงบ   คือ สมถภาวนา ๑  และการอบรมให้เกิดปัญญา วิปัสสนาภาวนา ๑
๔. อปจายนะ การอ่อนน้อมต่อผู้ที่ควรอ่อนน้อม ก็เป็นบุญ เพราะว่าจิตใจในขณะนั้นไม่หยาบกระด้างด้วยความถือตัว
๕. เวยยาวัจจะ การสงเคราะห์แก่ผู้ที่ควรสงเคราะห์  ไม่เลือกสัตว์ บุคคล  ผู้ใดที่อยู่ในสภาพที่ควรสงเคราะห์ช่วยเหลือให้ความสะดวก ให้ความสบาย ก็ควรจะสงเคราะห์แก่ผู้นั้น แม้เพียงเล็กน้อยในขณะนั้น ก็เป็นกุศลจิต เป็นบุญ
๖. ปัตติทาน การอุทิศส่วนกุศล ให้บุคคลอื่นได้ร่วมอนุโมทนา  ซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลจิตของบุคคลอื่นเกิดได้
๗. ปัตตานุโมทนา การอนุโมทนาแก่ผู้อื่นที่ได้กระทำกุศล     เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นคนพาล  ไม่สามารถจะอนุโมทนาได้เลย   เพราะฉะนั้น  ขณะใดที่ได้ทราบการกระทำบุญกุศลของบุคคลอื่น   ก็ควรเป็นผู้ที่มีจิตยินดี ชื่นชม อนุโมทนา ในกุศลกรรมของบุคคลอื่นที่ตนได้ทราบนั้น ไม่ใช่เป็นผู้ที่ตระหนี่แม้แต่จะชื่นชมยินดีในบุญกุศลของบุคคลอื่น
๘. ธัมมเทศนา การแสดงธรรมแก่ผู้ต้องการฟัง   ไม่ว่าเป็นญาติ มิตรสหาย หรือบุคคลใดก็ตาม  ซึ่งสามารถจะอนุเคราะห์ให้เขาได้เข้าใจเหตุผล ในพระธรรมวินัย  ก็ควรที่จะได้แสดงธรรมแก่บุคคลนั้น
๙. ธัมมัสสวนะ การฟังธรรม  เพื่อความเข้าใจถูก เห็นถูก ในสภาพธรรม ตรงตามความเป็นจริง ก็เป็นบุญ
๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์    การกระทำความเห็นให้ตรง ตามสภาพธรรม และเหตุผล ของสภาพธรรมนั้น ๆ ธรรมใดที่เป็นกุศล  ก็ให้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ว่า  เป็นกุศลจริงๆ ธรรมใดที่เป็น อกุศล   ก็ให้พิจารณากระทำความเห็นให้ตรงตาม สภาพธรรม จริงๆ ว่า สภาพธรรมนั้นเป็นอกุศล ไม่ปะปนกุศลธรรมกับอกุศลธรรม

    พระธรรมที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา  มีความละเอียด ลึกซึ้ง เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้ที่ได้ศึกษา และมีความเข้าใจ ไปตามลำดับอย่างแท้จริง  เพราะทุกส่วนของคำสอนที่พระองค์ทรงแสดงนั้น เป็นไป เพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรมอย่างแท้จริง  

ผู้ที่เห็นประโยชน์ของ การขัดเกลากิเลส   ก็จะไม่ละเลยโอกาส ในการเจริญกุศลประการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน    เพราะถ้ากุศลไม่เกิด  ก็จะเป็นโอกาสให้ อกุศลเกิด พอกพูนหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ  ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
thanee nakornvac
thanee nakornvac
วันที่ 21 ส.ค. 2559 20:49 น.

   อนุโมทนา สาธุครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 21 ส.ค. 2559 21:24 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 23 ส.ค. 2559 08:22 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
doungjai
วันที่ 23 ส.ค. 2559 18:46 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 24 ส.ค. 2559 20:02 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
papon
papon
วันที่ 25 ส.ค. 2559 16:16 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
kullawat
วันที่ 26 ส.ค. 2559 10:38 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
supim
supim
วันที่ 27 ส.ค. 2559 02:33 น.

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ ที่กรุณาอธิบายให้ความกระจ่างชัดเจน คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่คล้อยเชื่อตามบทความข้างต้น และประพฤติปฏิบัติเฉออกไปจากหนทางสู่ความหลุดพ้นที่พระพุทธะทรงแสดงไว้โดยไม่รู้ตัว

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 27 ส.ค. 2559 13:18 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
มานิสาโข่งเขียว
วันที่ 27 ส.ค. 2559 20:29 น.

สาธุ

 
แสดงความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ