Loading...
 15088   ที่สุดของพรหมจรรย์ [มหาสาโรปมสูตร]
JANYAPINPARD
วันที่ 11 ม.ค. 2553 15:09 น.
อ่าน 679
 
 

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ ๕๕๔

               
ว่าด้วยที่สุดของพรหมจรรย์

[๓๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดังพรรณนามาฉะนี้ พรหมจรรย์นี้

จึงมิใช่มีลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่ง

ศีลเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นอานิสงส์ มิใช่มีญาณ-

ทัสสนะเป็นอานิสงส์ แต่พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ เป็นประโยชน์

เป็นแก่น เป็นที่สุด.พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่า

นั้นชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล.

                                     จบ มหาสาโรปมสูตรที่ ๙

                   

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
JANYAPINPARD
วันที่ 12 ม.ค. 2553 14:56 น.
 

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 556

                              อรรถกถามหาสาโรปสูตร

             มหาสาโรปมสูตร เริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-

พึงทราบวินิจฉัยในมหาสาโรปมสูตรนั้นดังต่อไปนี้ บทว่า อจิรปกฺกนฺเต ความว่า

เมื่อพระเทวทัตทำลายสงฆ์ทำโลหิตุปาทกรรม ทำพระโลหิตให้ห้อ    หลีกไปไม่

นาน พาพรรคพวกแยกไปโดยเพศเดิมของตน.  ในคำว่าอิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ กุล

ปุตฺโต ท่านมิได้กำหนดว่ากุลบุตรชื่อโน้นก็จริงถึงอย่างนั้น      คำนี้ พึงทราบว่า

ท่านกล่าวหมายเฉพาะพระเทวทัตเท่านั้น.         จริงอยู่ พระเทวทัต ชื่อว่า เป็น

กุลบุตรโดยชาติ เพราะเกิดในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช  ตามเชื้อสายมหาสมบัติ

ราชที่ไม่ระคนวงศ์อื่น. บทว่าโอติญฺโณ ได้แก่  ชาติของผู้ใดอยู่ภายใน ผู้นั้นชื่อ

ว่าผู้ถูกชาติครอบงำแล้ว. แม้ในชราเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน .    ปัจจัย ๔ ชื่อว่า

ลาภในคำว่าลาภและสักการะเป็นต้น.  บทว่า สกฺกาโร ได้แก่ ปัจจัย  ๔ เหล่านั้น

ที่เขาจัดไว้ดีแล้ว. บทว่า สิโลโก ได้แก่ การพูดสรรเสริญ. บทว่า อภินิพฺพตฺเตติ

ได้แก่ ให้เกิด. บทว่า อปญฺญาตา ความว่า ไม่ปรากฏในสถานที่ชนทั้ง ๒ดำรง

อยู่ ย่อมไม่ได้แม้เพียงอาหารและเครื่องนุ่งห่ม. บทว่า อปฺเปสกฺขาได้แก่ พวกที่

ไม่มีบริวาร ไม่ได้คนแวดล้อมไปข้างหน้าหรือข้างหลัง. บทว่าสาเรน สารกรณียํ

ได้แก่ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีเพลา ล้อ แอกและไถเป็นต้นที่จะพึงทำด้วยไม้แก่น. บท

ว่า สาขาปลาสํ อคฺคเหสิ พฺรหฺมจริยสฺสความว่า ปัจจัย ๔ ชื่อว่ากิ่งไม้ใบสด ของ

ศาสนพรหมจรรย์อันมีมรรคผลเป็นสาระ ได้ถือเอาแต่กิ่งไม้ใบสดนั้น. บทว่า เตน

จ โวสานํ อาปาทิ ความว่าก็ด้วยเหตุนั้นแล พระเทวทัตนั้น จึงหยุดด้วยเข้าใจว่า

พอแค่นี้ เราพบสาระแล้ว. บทว่า ญาณทสฺสนํ อภินิพฺพตฺเตติ ความว่า พระเท

วทัตได้อภิญญา ๕ ก็ทิพยจักษุอยู่สุดท้ายของอภิญญา   ๕          ทิพยจักษุนั้น.

ท่านกล่าวว่าญาณทัสสนะในพระสูตรนี้. บทว่า อชานํ อปสฺสํ วิหรนฺติ   ความว่า

ภิกษุทั้งหลาย ไม่รู้สุขุมรูปไร ๆ โดยที่สุดแม้ปีศาจคลุกฝุ่นก็ไม่เห็นอยู่.    บทว่า

อสมยวิโมกฺขํ อาราเธติ ความ กุลบุตรย่อมยินดี  ย่อมให้ถึงพร้อมย่อมได้โลกุตตร

ธรรม ๙ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ อสมยวิโมกข์ เป็นไฉนคือ    อริยมรรค ๔ สามัญ

ญผล ๔ นิพพาน ๑ นี้ ชื่อว่า อสมยวิโมกข์. จริงอยู่ สมาบัติที่เป็นโลกิยะ ย่อมพ้น

จากธรรมที่เป็นข้าศึกในขณะที่ถึงอัปปนานั้นเอง เพราะฉะนั้น   โลกิยสมาบัตินั้น

ท่านจึงกล่าวว่าเป็นสมยวิโมกข์ อย่างนี้ว่า       สมยวิโมกข์เป็นไฉน คือ รูปาวจร

สมาบัติ ๔ อรูปาวจรสมาบัติ ๔ นี้ เรียกว่า สมยวิโมกข์ ส่วนโลกุตตธรรม ย่อนพ้น

ได้ทุกกาล จริงอยู่ มรรคจิตและผลจิตที่พ้นคราวเดียว ก็เป็นอันพ้นไปเลย

นิพพานก็พ้นแล้วเด็ดขาดจริงจากสรรพกิเลสส่วนเดียว เพราะฉะนั้น ธรรม ๙

เหล่านี้ ท่านจึงกล่าวว่า อสมยวิโมกข์. บทว่า อกุปฺปา เจโตวิมุตฺติ

ได้แก่ วิมุตติสัมปยุตด้วยอรหัตผล. ประโยชน์นี้ ของพรหมจรรย์ นั้น มีอยู่

เพราะเหตุนั้น พรหมจรรย์นั้น จึงชื่อว่า เอตทัตถะ คือพรหมจรรย์นี้ มี

พระอรหัตตผลนั้นเป็นประโยชน์ ท่านอธิบายว่า นี้เป็นประโยชน์ของพรหม-

จรรย์นั้น. บทว่า เอตํ สารํ ความว่า อรหัตมรรคและอรหัตผลนี้เป็นสาระแห่ง

พรหมจรรย์. บทว่า เอตํ ปริโยสานํ ความว่า อรหัตผลนี้ เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์

นี้เป็นสุดท้ายไม่มีผลที่จะพึงบรรลุยิ่งขึ้นไปกว่านี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงจบเทศนา

ตามอนุสนธิดังนี้แล.

                               จบ อรรถกถามหาสาโรปมสูตรที่ ๙

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top