Loading...
  010460  อาชีพพ่อค้าแม่ค้า
เกมส์
วันที่ 20 พ.ย. 2551
อ่าน 5,458
 
 

อาชีพพ่อค้าแม่ค้า มักจะโดนรังเกียจจากคนในสังคม

คำว่าพ่อค้าแม่ค้า สามารถใช้มาเป็นคำด่าได้

อย่างเช่น "อ่อ เป็นพ่อค้านี่เอง"  "อย่ามาทำนิสัยพ่อค้านะ"

"พ่อค้าก็งี้แหละ"   "นึกว่าทำอะไร ที่แท้ก็ค้าขายไปวันๆ"

อยากทราบว่ามีพระพุทธพจน์กล่าวถึงความไม่ดีของพ่อค้าแม่ค้าอย่างไรบ้างครับ

ผมจะได้พิจารณาว่าผมสมควรจะเลิกอาชีพนี้ดีหรือเปล่า

เพราะว่าอยู่ในสังคมแล้วรู้สึกว่าเป็นที่รังเกียจ

ทั้งๆที่ยังไม่เคยติดต่อค้าขายกันเลยด้วยซ้ำ ก็ตัดสินกันจากอาชีพเสียแล้ว

ช่วยทีครับ กำลังเครียด

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
pornpaon
วันที่ 20 พ.ย. 2551
 

ความคิดเห็นส่วนตัว

ไม่ว่าใคร ทำอาชีพอะไร ล้วนมีโอกาสได้รับการยกย่องหรือถูกดูหมิ่นได้ทั้งนั้น

ต่อให้เป็นครูอาจารย์ แพทย์ พยาบาล ตำรวจ ทหาร นักธุรกิจ นักวิชาการ ฯลฯ

คุณเป็นพ่อค้า  หากค้าขายโดยสุจริต จะใส่ใจกับคำพูดของคนอื่นไปทำไม

..............................

ในสมัยพุทธกาล พระอริยบุคคลหลายท่านก็ดำรงเพศคฤหัสถ์ และเป็นพ่อค้า

ลองคลิกอ่านดูนะคะ

องค์คุณของพ่อค้ากับของภิกษุ [ปฐมปาปณิกสูตร]

ท่านอนาถบิณทิกเศรษฐีได้เป็นพระอริยบุคคลหมายความว่าอย่างไร

มีคำสอนเกี่ยวกับเรื่องพ่อค้าแม่ค้าอย่างไรบ้างคะ

สุข ทุกข์ อยู่ที่เราคิดเอง

อาชีพ...หากทำโดยสุจริต  ไม่สำคัญเลยว่าคนอื่นจะพูดจะว่าอย่างไร

สำคัญที่เราต่างหาก ว่าพูด คิด และ ทำ อะไร อย่างไร

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
JANYAPINPARD
วันที่ 21 พ.ย. 2551
 

 อาชีพค้าขายเป็นอาชีพสุจริตเว้นอาชีพ...การค้าขายศัสตรา ๑   การค้าขายสัตว์ ๑

          การค้าขายเนื้อสัตว์ ๑  การค้าขายน้ำเมา ๑    การค้าขายยาพิษ ๑

...หากสังคมจะรังเกียจก็ตรงทุจริต เช่น..การโกงน้ำหนัก 

นำสินค้าไม่ดี ไม่มีคุณภาพมาหลอกขายว่าดี มีคุณภาพ เป็นต้น

นิสัยดีหรือไม่ดี..ที่ทำให้ถูกด่าหรือว่า..เป็นพฤติกรรมส่วนตัวไม่เกี่ยวกับอาชีพคะ

หากจะเลิกควรเลิกเพราะขาดทุนหรือไม่มีกำไร

แต่ทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัย (ไม่ควรเครียดคะ) เช่นเรื่องของกำไรและขาด

ทุนตามพระสูตรที่ยกมา

   ขอเชิญคลิกอ่านได้ที่...

การถวายปัจจัยตรงตามที่ปวารณาไว้หรือไม่ [จตุกนิบาต]

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
wannee.s
วันที่ 21 พ.ย. 2551
 

        ในครั้งพุทธกาล   ผู้ชายค้าขาย  ผู้หญิงก็อยู่บ้านค่ะ  ท่านอนาถบิณฑิก ท่านเป็น

พ่อค้า   และได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าบรรลุเป็นพระโสดาบัน    เพื่อนของท่านพระ-

อานนท์เป็นพ่อค้าขายผ้าได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าได้บรรลุเป็นพระโสดาบันเช่นกัน

ค่ะ  ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ได้  ขอเพียงเป็นอาชีพสุจริต  ไม่ผิดศีล 5  ไม่ต้องอายใคร 

ไม่ต้องสนใจว่าใครจะรังเกียจ    ที่สำคัญคือเรามีธรรมะเป็นที่พึ่ง     มีกุศล และปัญญา

เป็นที่พึ่งค่ะ 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
paderm
วันที่ 22 พ.ย. 2551
 

                          ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

      เมื่อเกิดมาแล้วก็ไม่พ้นไปจากโลกธรรม มีลาภก็เสื่อมลาภ...มีสรรเสริญและมีนินทา

แม้พระพุทธเจ้ายังถูกนินทาว่าร้าย นับประสาอะไรกับปุถุชน ในสมัยพุทธกาล ก็มีบุคคล

ที่ท่านมีอาชีพต่ำต้อยมาก ถูกคนติเตียน คือมีอาชีพเทดอกไม้(รับจ้างทิ้งอุจจาระ) แต่ว่า

ตัวท่านก็กลับมีความประพฤติอ่อนน้อม   ไหว้บุคคลอื่น   เป็นต้น  ต่อมาตัวท่านก็ได้พบ

พระพุทธเจ้าและบวชได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ชื่อ   พระสุนีตเถระ   จะเห็นได้ว่าไม่ว่าทำ

อาชีพอะไรก็เป็นธรรมดาที่มีนินทาและสรรเสริญแต่สำคัญที่ปัญญา หากมีปัญญาแล้วก็

จะไม่หวั่นไหวในนินทาและคำสรรเสริญ เพราะมีปัญญาเข้าใจความเป็นจริงของโลกว่า

เป็นธรรมดาครับ    ดังนั้นไม่ว่าอาชีพอะไร  ชีวิตที่ประเสริฐคือชีวิตที่อยู่ด้วยปัญญาครับ

อย่าลืมฟังธรรมไปตลอดนะครับ อนุโมทนา

                                          เชิญคลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่ครับ
 
                     การนินทาสรรเสริญเป็นของเก่า [เรื่องอตุลอุบาสก]

                                               สรรเสริญและนินทา  

                             อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
ajarnkruo
วันที่ 22 พ.ย. 2551
 

ควรสงสารผู้ที่นินทาเรานะครับ ที่เขากล่าวอย่างนั้น ก็ด้วยจิตที่เป็นอกุศล  ยิ่งถ้าเขาใช้

คำที่สงเคราะห์ลงในวจีทุจริต 4 ก็เท่ากับได้กระทำอกุศลกรรมบถลงไป....โดยที่ไม่รู้ตัว

ซึ่งถ้ากรรมนี้ให้ผลเมื่อไร  อย่างหนักเลยก็คือ นำเกิดในอบายภูมิ    ตัวเราเอง ถ้าเรารู้ว่า

เขาทำผิดไปเพราะไม่รู้  และอาจจะมีที่ไปที่ไม่ดีในเบื้องหน้า  ก็คงจะให้อภัยได้ง่ายและ

เร็วขึ้น  แล้วก็หวั่นไหวน้อยลงเพราะเกิดความเมตตา กรุณา ในบุคคลผู้ล่วงเกินใช่ไหม

ครับ     แต่ถ้าสิ่งนี้ยังเป็นไปได้ยาก   เราก็ควรที่จะได้ศึกษาพระธรรม  เพื่อให้เกิดความ

เข้าใจในความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง   เพราะความหวั่นไหวเป็นของจริง  แต่เป็น

สิ่งที่มีปัจจัย คือ กิเลสของเราเองจึงเกิด  ใครก็หนีการให้ผลของกรรมที่จะต้องได้ยินไม่

ได้    แต่ว่าเสียงก็เป็นเพียงเสียง   ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร    แต่กิเลสในใจของ

เราต่างหาก  ที่ทำให้คิดถึงเสียงที่ดับไปนั้น  ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจบ้าง โกรธบ้าง ทั้ง

หมดนี้เป็นความหวั่นไหวที่ไม่น่าปรารถนาทั้งสิ้น   เมื่อรู้ว่าหนีไม่ได้ ก็ควรที่จะเริ่มเข้าใจ

ความจริงของสิ่งนั้น พิจารณาเหตุและผล คุณและโทษ โดยอาศัยการศึกษาพระธรรมที่

ถูกต้องบ่อยๆ เนืองๆ      พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ผู้ที่ถูกสรรเสริญหรือนินทา  อย่าง

เดียว...ย่อมไม่มี   แต่ผู้ที่ไม่หวั่นไหวในสิ่งนั้นๆ อีกเลย...มีอยู่ครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
เกมส์
วันที่ 23 พ.ย. 2551
 

ขออนุโมทนาครับ นอกจากสังคมเพื่อนฝูงแล้วยังมีสังคมพ่อแม่พี่น้องอีกครับ   ตอนแรก

พวกเขาก็หวังกันว่าผมจะได้เป็นหมอหรือข้าราชการ แต่ผมก็ทำได้แค่นี้ครับ คือ ค้าขาย

ในสิ่งที่เราถนัด    แต่อย่างไรก็ตาม  ผมก็โชคดีมากครับที่ได้เจอกัลยาณมิตรที่มศพ.

 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
Nareopak
วันที่ 23 พ.ย. 2551
 
ขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วยค่ะ     ความจริงตอนเด็กๆไม่ได้อยากเป็นพยาบาล

แต่เนื่องจากในอดีต    คุณยายสอบพยาบาลได้แต่ไม่ได้เรียนเพราะอายุไม่ถึงเกณฑ์จึง

ต้องมาเรียนเป็นครู(คุณยายเล่าให้ฟังนะคะ)
       คุณยายจึงอยากให้ดิฉันเป็นพยาบาล

ถึงแม้ไม่ได้เป็นอาชีพที่ใฝ่ฝัน แต่เมื่อได้มาเรียนแล้ว     ได้บอกกับตัวเองว่าต้องทำให้ดี

ที่สุดไม่คิดว่าทำเพื่อหน้าที่ แต่คิดอยู่เสมอว่าทำให้เขาบรรเทาเบาคลายจากความทุกข์

เชื่อว่าถึงแม้คุณเกมส์จะมีอาชีพค้าขาย     แต่คุณเกมส์ก็คงมีธรรมะอยู่ในใจด้วยเช่นกัน
 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
เมตตา
วันที่ 25 พ.ย. 2551
 

ขอยกข้อความบางตอนที่ท่านอาจารย์สุจินต์   บริหารวนเขตต์กล่าวไว้.....

เกิดมาแล้วตามเหตุตามปัจจัย   ยับยั้งอะไรไม่ได้   ใครจะเรียนแพทย์   ใครจะเรียนวิชา

อะไร     ใครจะคิดอย่างไร    ใครจะพูดอย่างไร    ใครจะทำอย่างไร      ก็เป็นเรื่องของ

เหตุปัจจัย    .......ได้ยิน   แล้วก็คิดนึกเป็นเรื่องราวต่างๆ    ชีวิตจริงๆเต็มไปด้วย

เรื่องราว     จะทำอาชีพใดก็ตาม   ถ้าเข้าใจพระธรรมย่อมอยู่เป็นสุขค่ะ

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
saowanee.n
วันที่ 26 พ.ย. 2551
 

คุณเกมส์ค่ะ....คนที่คิดอย่างนั้น  กล่าวอย่างนั้น  สภาพจิตเป็นอย่างไรค่ะ....ลอง

พิจารณาดูดีๆอีกที  แล้วจะไม่เดือดร้อนเลยค่ะ

 

อาชีพใดที่สุจริตและไม่ได้เบียดเบียนใคร......ไม่ใช่เป็นอาชีพที่น่าอายเลยค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
suwit02
วันที่ 26 พ.ย. 2551
 

สาธุ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top