Loading...
  010150  รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี......?
พุทธรักษา
วันที่ 16 ต.ค. 2551
อ่าน 937
 
 



ขอนอบน้อมแด่

พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น.



ข้อความบางตอนจากการบรรยายธรรม

โดย อาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์


ถอดเทปโดย

คุณสงวน  สุจริตกุล
..............................


เพราะฉะนั้น

ถ้าจะอบรม สั่งสอน บุตรหลาน

แต่ยังเป็น ผู้ที่มีกิเลสอยู่

โทสมูลจิต ก็ต้องเกิด.


เพราะฉะนั้น
.....ขณะนั้น

สติเกิด ระลึกรู้ลักษณะของ "โทสะ"

ที่กำลังปรากฏ ในขณะนั้น

รู้ชัด ว่า

เป็น "ลักษณะ" ของสภาพธรรมชนิดหนึ่ง

"ไม่ใช่ตัวตน"


ไม่ต้องไปห่วงว่า
....."ไม่อยากให้โทสะเกิด"

..........จะทำยังไงได้.?


ในเมื่อ ยังไม่ได้ดับโทสะ เป็นสมุจเฉท

ก็ย่อมมี เหตุปัจจัย ที่จะเกิดขึ้น

แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
...................


"สติ"

ระลึกรู้ ในลักษณะที่

"ไม่ใช่ตัวตน"






 



  ความคิดเห็นที่ 1  
ปริศนา
วันที่ 16 ต.ค. 2551
 




ท่านผู้ฟัง.

เรื่องนี้เป็นความจริง แต่ถ้าผู้ที่เจริญสติแล้ว

การเฆี่ยนตีบุตรหลานนั้น ก็อาจจะลดน้อยลงได้บ้าง

เพราะว่า ผู้ที่เจริญสติปัฏฐานแล้วนั้น ถือว่า

การเฆี่ยนตีบุตรหลานนั้น ไม่ใช่วิธีที่ประเสริฐ

วิธีที่ประเสริฐ ที่จะอบรมสั่งสอนนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงแล้ว

ทรงอบรมสั่งสอน สัตว์โลก กับผู้ที่ควรอบรมนั้น

พระองค์ ไม่ทรงเฆี่ยนตีใครเลย

ผู้ที่เจริญสติ
......ถ้าขณะสติเกิด ก็เฆี่ยนไม่ลงหรอกครับ.!

ทีนี้ ผมสงสัย คำโบราณว่า

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี"

ถ้ามาเทียบเคียงกับสภาพธรรม ตามความเป็นจริงแล้ว

กระผมไม่แน่ใจว่า ลักษณะนี้ ที่คนทั่วไปถือว่า เป็น สุภาษิต

แต่ความเป็นจริง
....เป็นสุภาษิต หรือ ทุภาษิต.?




ท่านอาจารย์.

กำลังจะเป็นปัญหาว่า ควรจะตีเด็ก หรือ ไม่ตีเด็ก

ในการอบรมสั่งสอน.

อันนี้ แล้วแต่เหตุการณ์ แล้วแต่บุคคล ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว

แต่ว่า จะต้องพิจารณา สภาพธรรม เฉพาะกาลๆ.

และที่ว่า ถ้าสติเกิด จะไม่ตีเลยนั่นนะคะ
...........

สติเกิด แล้วหยุดเลย........มือค้างเลย.!

หรือยังไงคะ
........?

ท่านผู้ฟังกล่าวว่า อาจจะไม่ตี

หรือตีค่อย หรืออาจจะตีเบาลง

นี่เป็นเรื่องคาดคะเน.!

ขอให้เหตุการณ์นั้น เกิดขึ้นจริงๆเถอะค่ะ.!

ไม่มีใครเดาได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น ในขณะนั้น.?

คิดว่าจะไม่ตี
........ขอให้เกิดขึ้นก่อนเถอะค่ะ

แล้วก็ดูเอาเองว่า จะตีหรือไม่ตี.!

ขอให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงๆเสียก่อน

เพราะไม่มีใครจะสามารถรู้ได้เลย

ว่า ขณะนั้น อะไรจะเกิดขึ้น.


ทุกขณะนี้
......อะไรจะเกิดขึ้น สุดวิสัยที่ใครจะรู้ได้

ทุกท่าน นั่งอยู่ที่นี่  ทราบไหมคะ ว่าขณะต่อไป จะได้ยินเสียงอะไร.?

จะมีความสุข  ทุกข์  ดีใจ  หรือ  เสียใจ
..................


ไม่มีใคร สามารถที่จะรู้ เหตุการณ์

แม้ชั่วขณะ ที่ต่อจาก ขณะนี้ได้

ว่าจะเกิดอะไรขึ้น....!


เพราะฉะนั้น ที่ว่า ผู้ที่มีสติ
......จะตี(เด็ก)น้อยลง

ก็เป็นลักษณะที่ว่า ตีน้อยลง

เพราะไม่ได้ตี ด้วยความโกรธ

หรือ ตีเบาลง

เพราะไม่ได้ตี ด้วยความโกรธ

เพราะว่าขณะนั้น สติเกิด.


แต่ส่วนที่ว่าจะตี หรือไม่ตี ต่อไปนั้น

เป็นเรื่องที่ คาดคะเน ไม่ได้.




ท่านผู้ฟัง.

ผมไม่เชื่อหรอกครับ
......ตีลูก ไม่มีโทสะ.!

ก็อนุสัยกิเลส พระอนาคามีถึงจะละได้

ตีลูกโดยไม่โกรธ แล้วสั่งสอน ไม่จริงหรอกครับ.!

สุภาษิตที่ว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี"

ไม่เข้าท่าเลย
...เอาที่ไหนมา.

รักวัวให้ผูก
.....ทำลายอิสรภาพเขาแล้ว

รักลูกให้ตี
.....มันตรงกันข้าม พูดคล้ายกับว่า

ฉันไม่เคืองแกหรอก
.....แต่ขอลองเตะแกสักหน่อย.!

วิธีอื่นมีถมไป พระพุทธองค์ ท่านตรัสโอวาทไว้

ท่านพร่ำสอน หลายๆหน เช่นมีเรื่องหนึ่งว่า

นายสารถี ไปเฝ้าท่าน ท่านตรัสถาม วิธีฝึกของสารถี

สารถีก็กราบทูลว่า เฆี่ยนตี ไปตามเรื่อง

ส่วนพระองค์ ตรัสสอน ด้วยวาจาศิลป์.




ท่านอาจารย์.

ขอประทานโทษค่ะ ท่านน่ะ รักลูก แน่นอนใช่ไหมคะ.?




ท่านผู้ฟัง.

ก็มันฉิว....ถึงได้ตี.




ท่านอาจารย์.

ขอประทานโทษค่ะ  ถ้าไม่รักลูก  จะตีไหมคะ.?




ท่านผู้ฟัง.

ไม่รักก็ตี  บางที มันซนเหลือขอ คือตีอย่างนี้ครับ

ถ้ารัก ตีน้อยหน่อย  ถ้าเกลียด ตีแรงหน่อย

ปุถุชน จะพ้นโทสะไปได้ยังไง.?




ท่านอาจารย์.

เวลาตี เพราะ โกรธทุกที......หรือ รู้  ว่าต้องตี.




ท่านผู้ฟัง.

ก็มันโกรธ ทุกที.




ท่านอาจารย์.

แต่ ในขณะที่ตีนั้น มีเหตุผล คือ ใคร่ที่จะอบรมสั่งสอน.?




ท่านผู้ฟัง.

วิธีการ ที่ไม่ต้องตี มันมี.




ท่านอาจารย์.

แต่ในขณะเดียวกัน ท่านผู้ฟังก็รักลูก และท่านก็ตีลูก

แล้วก็ มีเหตุผลในการตี

ข้อสำคัญที่สุดคือ "เป็นผู้ที่มีเหตุผล" ในการตี.


ท่านผู้ฟัง.

คือมันอย่างนี้ครับ. การที่จะตีนี่
......................

ขอประทานโทษ ผมจะเล่านอกเรื่องสักหน่อย

สมเด็จพุฒาจารย์วัดระฆัง มีลูกศิษย์ของท่าน

เอาก้อนอิฐ ไปขว้างหัวลูกชาวบ้าน ลูกชาวบ้านก็มาฟ้อง ว่า

"ลูกศิษย์หลวงพ่อ เอาอิฐมาขว้างหัวผม"

ท่านก็ว่า "ก็เอ็งไปขว้างเขาก่อนนี่"

เด็กคนนั้นก็ยืนยันว่า ไม่ได้ไปขว้างนี่ๆๆ

ท่านบอกว่า "ชาติก่อน...ขว้าง"




ท่านอาจารย์.


เพราะฉะนั้น การกระทำใดๆ ขึ้นอยู่กับเจตนา.

แม้แต่การที่จะอบรมบุตร ธิดา แต่ละท่านก็ต้องมีวิธี

วิธีเฉพาะบุคคลนั้นๆ และเฉพาะเหตุการณ์นั้นๆด้วย

แต่การที่จะ "วางกฏ" ไปเลยว่า

ไม่ตี ถึงจะดี  หรือ  ต้องตี ถึงจะดี.


นั่นก็เป็นเรื่องยาก แก่การที่จะใช้ (วิธีนั้น)

ถ้าไม่พิจารณาใน "เหตุผล"

เฉพาะเหตุการณ์นั้น และบุคคลนั้น.


จิต เกิดดับ หรือเปล่าคะ

เพาะฉะนั้น สติเกิดไหม.?

ที่จะระลึกรู้ "ลักษณะ" ของนามธรม คือ จิต

ที่ประกอบด้วยโทสะ ในขณะนั้น.


โทสะเกิด แต่กุศลจิตเกิดต่อ สลับกันได้

ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

ขณะที่พิจารณา "เหตุผล"
(ในการกระทำนั้นๆ)

.................................


ขออนุโมทนา





แม้แต่บุตร ธิดา อันเป็นที่รักยิ่ง

ยังขนาดนี้
............

แล้วถ้าเป็นบุคคลอื่น ที่ไม่เป็นที่รัก

จะขนาดไหน
.........

หาก "ขาดสติและเหตุผล" ในการกระทำ

 และการกระทำนั้น ประกอบไปด้วย ความโกรธ

ที่มีเหตุปัจจัย ที่เป็นอนัตตา.

...........................................


ขออุทิศกุศล แด่ คุณพ่อ คุณแม่

และสรรพสัตว์.






 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
happyindy
วันที่ 17 ต.ค. 2551
 

ขออนุโมทนาค่ะ

ตี ด้วยอะไร

ไม่ตี ด้วยอะไร

คนถูกตี...ไม่รู้

แต่คนตี

ย่อมรู้

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
Noparat
วันที่ 17 ต.ค. 2551
 

 

 ขออนุโมทนาในกุศลจิตค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
wannee.s
วันที่ 17 ต.ค. 2551
 

ในสมัยที่พระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์  เป็นอาจารย์สอนวิชาทางโลก มีลูกศิษย์คน

หนึ่งไปขโมยเม็ดงาของหญิงคนหนึ่ง  ภายหลังพระโพธิสัตว์รู้ก็ลงโทษด้วยการเฆี่ยนตี

เพื่อสั่งสอนเขา  ต่อมาเขาก็เป็นคนดีค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 17 ต.ค. 2551
 
ท่านอาจารย์. เพราะฉะนั้น  การกระทำใดๆ ขึ้นอยู่กับเจตนา.    แม้แต่การที่จะอบรมบุตร

ธิดา แต่ละท่านก็ต้องมีวิธี วิธีเฉพาะบุคคลนั้นๆ และเฉพาะเหตุการณ์นั้นๆด้วย แต่การที่

จะ "วางกฏ" ไปเลยว่า ไม่ตี ถึงจะดี หรือ ต้องตี ถึงจะดี.  นั่นก็เป็นเรื่องยาก  แก่การที่จะ

ใช้ (วิธีนั้น)    ถ้าไม่พิจารณาใน "เหตุผล" เฉพาะเหตุการณ์นั้น และบุคคลนั้น. จิต เกิด

ดับหรือเปล่าคะ เพราะฉะนั้น สติเกิดไหม.? ที่จะระลึกรู้ "ลักษณะ" ของนามธรม คือ จิต

ที่ประกอบด้วยโทสะ  ในขณะนั้น.       โทสะเกิด   แต่กุศลจิตเกิดต่อ สลับกันได้ ระลึกรู้

ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ   ขณะที่พิจารณา "เหตุผล" (ในการกระทำนั้นๆ)

_________________________________ ลึกซึ้ง   ชัดเจน     ขอกราบอนุโมทนา

ท่านอาจารย์ และ ขอขอบพระคุณคุณปริศนาครับ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
suwit02
วันที่ 17 ต.ค. 2551
 

สาธุ

 

ขออนุญาตเสริมความเห็นที่ 4 ครับ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๔ - หน้าที่ 12

๒. ติลมุฏฐิชาดก

การเฆี่ยนตีเป็นการสั่งสอน

             [๓๕๕] การที่ท่านให้จับแขนเราไว้แล้วเฆี่ยนตีเรา

ด้วยซีกไม้ไผ่เพราะเหตุเมล็ดงากำมือหนึ่งนั้น ยังฝังอยู่ในใจของเราจนทุกวันนี้.

              [๓๕๖] ดูก่อนพราหมณ์ ชะรอยท่านจะไม่ยินดี

ในชีวิตของตนแล้วสินะ จึงได้มาจับแขนแล้วเฆี่ยนตีเราถึง ๓ ครั้ง

วันนี้ท่านจะได้เสวยผลของกรรมนั้น.

             [๓๕๗] อารยชนใด ย่อมข่มขี่คนที่ไม่ใช่อารยชน

ผู้ทำกรรมชั่วด้วยอาชญากรรมของอารยชนนั้น เป็นการสั่งสอนหาใช่เป็นเวรไม่

บัณฑิตทั้งหลายรู้ชัดข้อนั้นอย่างนี้แล.

........................................................................

             ข้าแต่มหาราช ชื่อว่าการเฆี่ยนตีกีดกันบุตรธิดาหรือศิษย์

ผู้กระทำสิ่งไม่ควรทำด้วยอาการอย่างนี้ เป็นการสั่งสอนในโลกนี้

คือ เป็นการพร่ำสอน เป็นโอวาท หาใช่เป็นการก่อเวรไม่

.................................................................................

             ถ้าแม้ข้าพระองค์จักไม่ได้ให้พระองค์ทรงสำเนียกอย่างนี้แล้ว

ต่อไปภายหน้า พระองค์ลักขนม น้ำตาลกรวด แลผลไม้เป็นต้น ติดในโจรกรรม

ทั้งหลาย จะทำการตัดช่องย่องเบา ฆ่าคนในหนทางและฆ่าชาวบ้านเป็นต้น

โดยลำดับ ถูกจับพร้อมทั้งของกลาง  ว่าโจรผู้ผิดต่อพระราชาแล้ว

แสดงต่อพระราชา จักได้รับภัยคืออาญา โดยพระดำรัสว่า พวกท่าน

จงไปลงอาญาอันสมควรแก่โทษของโจรนี้    สมบัติเห็นปานนี้ จักได้

มีแก่พระองค์มาแต่ไหน พระองค์ได้ความเป็นใหญ่โดยเรียบร้อย

เพราะอาศัยข้าพระองค์มิใช่หรือ อาจารย์ได้ทำให้พระราชายินยอม

ด้วยประการดังกล่าวมานี้.

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
ajarnkruo
วันที่ 17 ต.ค. 2551
 

ตี หรือ ไม่ตี...ขึ้นอยู่กับเหตุผลและเจตนา

แต่การตีที่ประเสริฐสูงสุด...คือการให้เขาได้ฟังพระสัทธรรม

จนเกิดอาวุธคือปัญญา ที่สามารถตีจนชนะกิเลสของตนเอง

...ขออนุโมทนาครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
JANYAPINPARD
วันที่ 17 ต.ค. 2551
 

ขออนโมทนาคะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
pornpaon
วันที่ 17 ต.ค. 2551
 

 ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 10  
orawan.c
วันที่ 17 ต.ค. 2551
 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 11  
choonj
วันที่ 17 ต.ค. 2551
 


              โดยธรรมชาติของสัตว์โลก พ่อแม่ย่อมรักลูกที่เกิดมา  และย่อมต้องการให้ลูก

เป็นคนดีเป็นความภูมิใจ     พระพุทธเจ้ายังต้องใช้ไม้แข็งในการฝึกเวไนยสัตว์     สัตว์

โลกบางจำพวกจึงต้องใช้ไม้แข็ง   พ่อแม่เมื่อตีลูกก็ ไม่พ้นความหวังที่จะให้ลูกได้ดีเป็น

คนดี   ความหวังที่จะให้ได้ดีเป็นคนดีเป็นเจตนา  เจตนาเป็นกรรม  เพราะฉะนั้นกรรมที่

ตีจึงเป็นกรรมดี   การตีบางครั้งอาจมีโลภะ โทษะ แต่แท้ที่จริงถูกขับเคลื่อนด้วนเจตนา

ดี   การตีอาจมีเจตนาที่ไม่ดีก็ได้ถ้าเช่นนั้นก็จบ

         ผมสังเกตว่าลูกที่ฉลาดส่วนมากต้องซนและเคยถูกตีมาก่อน  แต่ก็ไม่แน่เสมอไป
 
  

  ความคิดเห็นที่ 12  
paderm
วันที่ 17 ต.ค. 2551
 

          สำคัญที่เจตนาครับ ซึ่งวิธีแต่ละวิธีก็ตามความเหมาะสม บางคนเหมาะกับวิธีนี้

บางคนเหมาะกับวิธีอีกวิธีหนึ่ง แต่ที่สำคัญ มุ่งประโยชน์เป็นสำคัญ ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 13  
อิตถินทรีย์
วันที่ 18 ต.ค. 2551
 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 14  
เมตตา
วันที่ 18 ต.ค. 2551
 

ท่านอาจารย์.

แต่ในขณะเดียวกัน ท่านผู้ฟังก็รักลูก และท่านก็ตีลูก

แล้วก็ มีเหตุผลในการตี

ข้อสำคัญที่สุดคือ "เป็นผู้ที่มีเหตุผล" ในการตี.

จิต เกิดดับ หรือเปล่าคะ

เพาะฉะนั้น สติเกิดไหม.?

ที่จะระลึกรู้ "ลักษณะ" ของนามธรม คือ จิต

ที่ประกอบด้วยโทสะ ในขณะนั้น.


โทสะเกิด แต่กุศลจิตเกิดต่อ สลับกันได้

ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

ขณะที่พิจารณา "เหตุผล"
(ในการกระทำนั้นๆ)

กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ที่บรรยายให้เห็นธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตปัจจุบัน

สภาพธรรมที่เกิดขึ้นแต่ละขณะไม่มีใครบังคับบัญชาได้  เกิดขึ้นเพราะเหตุ

ปัจจัยทั้งสิ้น  จึงควรพิจารณาด้วยเหตุผลแม้ขณะที่ตีหรือไม่ตีก็ใคร่ที่จะอบรม

สั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี  

  ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ  



 

 
  

  ความคิดเห็นที่ 15  
เซจาน้อย
วันที่ 19 ต.ค. 2551
 
ขออนุโมทนาครับ
 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top