Loading...
 Print
08690  โกรธเป็นเรา - โกรธเป็นธรรม

โกรธเป็นเรา - โกรธเป็นธรรม

จรัญ    ปัญญาขั้นปริยัติจะเป็นปัจจัยให้ความโกรธลดลงได้หรือไม่ครับ

สุ.        แน่นอนค่ะ เพราะจริงๆแล้วความโกรธก็ดับไปแล้ว

บุตรสวงศ์    ขอคุณแม่ช่วยอธิบายว่า ปริยัติและปฏิเวธเป็นอย่างไร

สุ.        เรื่องของโทสะซึ่งใครๆก็รู้ใช่ไหมคะ แต่ว่าเป็นเราที่โกรธ แต่เวลาที่สติเกิดก็คือ

โทสะที่กำลังปรากฏนั่นแหละ แต่เริ่มค่อยๆเข้าใจว่า ลักษณะนั้นเป็นสภาพธรรม

            ลองคิดดูว่า เป็นเราโกรธกับเป็นสภาพธรรม เป็นความต่างไหม เราโกรธ นี่

อย่างหนึ่งเลย เราโกรธ แต่พอรู้ว่าเป็นสภาพธรรม ขณะนั้นเป็นสภาพธรรม มีจริงๆ

ลักษณะหนึ่ง แล้วต้องรู้ทั่วทุกอย่าง ขณะนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเสียง ไม่ว่าจะเป็นสี ไม่

ว่าจะเป็นคิดนึก ทุกอย่าง ต้องเป็นทุกอย่างที่สติปัฏฐานระลึก จนรู้ว่า ทุกอย่างเป็นธรรม

จริงๆ

            เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมต้องตรงกับการอบรมเจริญปัญญาที่จะต้องรู้ตาม

ลำดับขั้นด้วย คือ ขั้นแรกเรารู้ว่าเป็นธรรม เมื่อรู้อย่างนี้เป็นขั้นปริยัติ ขั้นปฏิบัติก็คือมี

การระลึกลักษณะของธรรมจริงๆ แล้วเริ่มเข้าใจว่า นั่นเป็นธรรม เพราะความเข้าใจว่า

เป็นธรรมกับความเป็นเราโกรธต่างกันมาก

            นี่ค่ะทุกอย่างไม่ว่าจะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะ

ฉะนั้นคนนั้นก็จะเริ่มรู้ว่า สติระลึกทางไหน ถ้าระลึกลักษณะที่โกรธ แต่ทางตานี่ไม่เคย

ระลึกเลย คนนั้นก็รู้ว่า สภาพที่เป็นนามธรรมยังปรากฏไม่ได้แน่นอน เพราะความเข้าใจ

ลักษณะของนามธรรมไม่พอที่สภาพนามธรรมจะปรากฏโดยความเป็นนามธรรม เพราะ

ว่าความเข้าใจว่าเป็นธรรมกับความเป็นเราโกรธนี่ต่างกันมาก

            เพราะฉะนั้นเราเริ่มเข้าใจความหมายของปัญญา ลักษณะของปัญญาเจตสิกว่า

ปัญญาเจตสิกก็คือสภาพที่เข้าใจถูกต้องในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็มีหลายระดับ

มาก ขั้นฟังก็ยังอ่อนมาก คือ หมายความว่าเป็นเพียงเรื่องราวเท่านั้นเอง แต่เวลาที่

สภาพธรรมมี แล้วก็อาศัยการฟังที่เคยเข้าใจมากๆแล้ว ก็ทำให้มีสัมมาสติที่ระลึกลักษณะ

ของสภาพธรรม ซึ่งระลึกได้ ไม่ใช่ไม่ได้ อย่าไปคิดว่า ยากเกินไป ยากเย็นเหลือเกิน

ชาตินี้จะมีไหม นั่นคือไปมัวคิดเรื่อง เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามีปัจจัยที่สติจะเกิด

สติเกิดเลย ไม่ต้องไปนั่งคิดว่า อีก ๑๐ ปี หรือว่าชาติหน้า เหมือนกับว่าเมื่อมีปัจจัยที่จะ

ได้ยิน ได้ยินก็ต้องเกิด มีปัจจัยที่จะเห็น เห็นก็ต้องเกิด มีปัจจัยที่สัมมาสติจะเกิด สัมมา-

สติก็เกิด

            เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา ให้เข้าใจว่าเป็นธรรมดา ธรรมเป็นธรรมดา ไม่

อย่างนั้นเราก็ต้องอยากให้สติเกิดอีกด้วยความไม่รู้ ใช่ไหมคะ แต่จริงๆแล้วทุกอย่างต้อง

เพื่อการละ ถ้าสติเกิดแล้วดับก็เป็นธรรมดา ทำไมจะต้องไปอยากอีก ก็แล้วแต่มีปัจจัย

เมื่อไร สติก็เกิด คือให้เข้าใจถ่องแท้ถึงสภาพธรรมทุกอย่างที่กำลังปรากฏขณะนี้ มี

ปัจจัยจึงเกิด ไม่ใช่มีปัจจัยโดยเราไปนั่งเรียนปัจจัย แต่เพราะรู้ความเป็นปัจจัยว่า ต้องมี

ปัจจัย ไม่อย่างนั้นก็เกิดไม่ได้ เพียงแค่นี้เราก็ไม่เดือดร้อนแล้ว โลภะจะเกิดก็เพราะมี

ปัจจัย โทสะจะเกิดก็เพราะมีปัจจัย สภาพธรรมใดเกิดแล้วต้องดับ ไม่ใช่ไม่ดับ แล้วจะไป

ทำอะไรกับสภาพธรรมที่เกิดดับ นอกจากศึกษาด้วยสติสัมปชัญญะ รู้ความจริงว่าเป็น

ธรรมตรงกับที่ได้ฟัง

            นี่คือการอบรมเจริญปัญญาพร้อมกับการศึกษา ไม่ใช่ว่าเพียงแต่ศึกษาไปเยอะๆ

แล้วก็รอเมื่อไรสติปัฏฐานจะเกิด หรืออยากให้สติปัฏฐานเกิด แต่เพราะความเข้าใจจริงๆ

จะทำให้การระลึกรู้เป็นปกติธรรมดา ธรรมดาจริงๆ หมดก็หมด เกิดก็เกิด ก็เป็นเรื่องของ

การรู้ความต่างกันของขณะที่สติเกิดกับขณะที่หลงลืมสติ

บุตรสวงศ์      ก็ต้องมีการเริ่มในการรู้ตามความเป็นจริงของความโกรธ ใช่ไหม ขอคุณ

แม่อธิบายต่ออีก

สุ.        ทุกอย่างที่มีจริงในขณะนี้ ต้องรู้ว่าเป็นธรรม

           คำว่า “ธรรม” หมายความถึง “ธาตุ” เป็นสิ่งที่รู้ยากหรือรู้ง่ายคะ คำว่าเป็นธาตุ

แต่ละอย่าง อย่างนามธาตุ ยากแน่ๆ ใช่ไหมคะ ถ้าเป็นเรา ก็คือธรรมดาปกติ แต่ถ้าไม่ใช่

เรา ก็คือเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นธาตุแต่ละชนิด

จรัญ    เห็นความโกรธด้วยความเป็นตัวตนกับจิตที่รู้สภาพจิตที่ดุร้ายด้วยความไม่มีตัว

ตน จะต่างกันอย่างไรครับ

สุ.        เห็นความโกรธ หมายความว่าอย่างไรคะ หมายความว่าลักษณะที่โกรธเกิด แล้ว

ก็รู้ว่าเป็นโกรธ ก็เป็นของธรรมดา

จรัญ    แต่ท่านอาจารย์แสดงว่า คนที่ไม่ได้ศึกษาธรรม หรือคนที่เข้าใจผิดว่ามีตัวตน ก็

จะเห็นความโกรธได้เหมือนกัน

สุ.        ถูกต้องค่ะ ทุกคนรู้จัก เพราะว่าลักษณะของเขาเกิดขึ้นให้รู้ว่า โกรธเป็นอย่างนี้

จรัญ    แล้วการที่สติระลึกรู้สภาพโกรธโดยไม่มีตัวตน จะต่างจากคนที่รู้ความโกรธด้วย

ความมีตัวตนอย่างไรครับ

สุ.        คือต้องรู้ลักษณะที่ต่างกันของขณะที่มีสติกับหลงลืมสติ เพราะลักษณะของสติ

ปรากฏเพราะเกิดขึ้น จึงรู้ว่า ขณะนั้นเป็นสติที่ระลึก ตอนนี้ลักษณะของสติจะชัดเพราะ

เกิด แต่เวลาที่สติไม่เกิด หรือว่าเกิดขั้นทาน ขั้นศีล ไม่มีทางที่จะรู้ได้

จรัญ    แล้วอันนั้นเป็นขั้นปฏิบัติหรือเปล่าครับ

สุ.        ขณะใดที่สติเกิด ไม่ใช่เรา ใช่ไหมคะ ไม่มีการไปเข้าห้อง แล้วต้องการ นั่งนิ่งๆ

สงบๆ แต่ว่าขณะนี้ธรรมดาปกติ ถ้าสติเกิด เหมือนกับโทสะเกิด โทสะก็มีลักษณะอย่าง

หนึ่ง สติก็มีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ถ้าสติเกิดก็คือขณะนั้นระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่

มี ปัญญาอ่อนมากสำหรับตอนขั้นแรก แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจถูกในสัมมามรรค ก็จะเป็น

เจตนา ความจงใจ เป็นมิจฉามรรค

           เพราะฉะนั้นสัมมามรรคก็คือปัญญาที่ได้ฟังจนกระทั่งมีสัญญา ความจำที่มั่นคง

ว่า ขณะนี้เป็นธรรม ทำให้สติระลึกที่ลักษณะนั้น เพื่อที่จะได้ศึกษาให้เข้าใจลักษณะของ

สภาพธรรมนั้นยิ่งขึ้น ตรงว่า ขณะนั้นไม่ใช่เพียงขั้นคิด แต่ลักษณะจริงๆปรากฏ ความ

เป็นธรรมก็ปรากฏ

          เวลานี้ธรรมก็ปรากฏ แต่กับอวิชชา หรือความไม่รู้ หรือจิตประเภทต่างๆ ซึ่งไม่ใช่

สติปัฏฐานที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม

          เพราะฉะนั้นเวลาที่สติปัฏฐานเกิด ก็มีการระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่กำลัง

ปรากฏตามปกติ แล้วก็เริ่มค่อยๆเข้าใจ

          นี่คืออธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา การศึกษาพร้อมทั้ง ๓ อย่างใน

ขณะที่สติปัฏฐานเกิด

ปรับปรุงข้อมูล 29 ม.ค. 2555
keyword keyword : -

Back to Top