จะแสวงหาธรรมะได้จากที่ไหน

นิภัทร      คำว่า “ธรรมะ” คำเดียว ท่านวิเคราะห์ศัพท์ ให้คำจำกัดความโดยภาษาบาลีว่า อัตตโน สภาวัง ธาเรติ ธัมมัง ชื่อว่า ธรรมะ เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน ก็มาติดคำว่า สภาวะ คืออะไร สภาวะแปลเป็นภาษาไทยว่า สิ่งที่มีจริงๆ สันโตภาโว สภาโว สันโต มีอยู่ ภาโว ความเป็น ความมีอยู่จริงๆ และที่มีอยู่จริงๆ ธรรมะมีอยู่ที่ไหน ต้องไปหาหรือเปล่า หรือต้องไปนั่งสมาธิหลายๆชั่วโมงหรือเปล่า หรือต้องไปเข้าถ้ำ ไม่ใช่ครับ ก็มีอยู่จริงๆที่ตัวเรา ทุกคนมีธรรมะพร้อมที่ตัวเรา ขาดจะเข้าใจหรือเปล่า เท่านั้นเอง มีอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่นอกเหนือไปจากนี้ ที่ว่าโลกกว้างใหญ่ไพศาล มันมีนอกเหนือจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เรารับรู้มา ไม่มี มีอยู่เท่านี้ อย่าไปสงสัย อย่าไปคิดมาก คิดตรงนี้ เพราะเหตุให้เข้าใจธรรมะ คือ  ๑. ฟัง ฟังจากผู้รู้ที่เรียกว่า สัตบุรุษ ๒. ฟังแล้วคิด ที่ท่านใช้ว่า โยนิโสมนสิการ ฟังแล้วต้องคิด ที่เราพูดมาท่านบอกว่าธรรมะ เราต้องคิดให้ได้ คิดให้ออกว่ามันจริงอย่างที่ท่านพูดหรือเปล่า ทำอย่างนี้เนืองๆ บ่อยๆ ต้องเนืองๆ บ่อยๆ ด้วย ไม่ใช่คิดที ปล่อยไปเดือนสองเดือน ปีสองปี ไม่ได้ ต้องเนืองๆ บ่อยๆ ซ้ำๆ ซากๆ มนุษย์เราก็เข้าใจตัวเองยาก ท่านบอกว่า รกชัฏเหมือนป่าไฝ่เพราะตัณหา กิเลสตัณหาทำให้มนุษย์รกชัฏ เราจะถางความรกชัฏ ก็ต้องมีปัญญา ต้องมั่นคงในธรรมะที่ได้ยินได้ฟังว่า ธรรมะจริงๆ ของจริงอยู่กับใครก็จริงทั้งนั้น สิ่งที่มีชีวิตทุกชีวิต ถ้าสัมผัสแล้วเราจะรู้สึกเหมือนกัน เช่น ความหนาวเป็นธรรมะหรือเปล่า เป็นโผฏฐัพพธรรม ธรรมะที่กระทบกายปสาท ความหนาว คนไทยถูกก็หนาว ฝรั่งถูกก็หนาว จีนถูกก็หนาว เขมรถูกก็หนาว ลาวถูกก็หนาว ภาคเหนือ ภาคอิสานถูกก็หนาวเหมือนกันหมด เรียกไม่เหมือนกัน ฝรั่งก็เรียกอีกอย่าง แต่สภาพธรรมะเหมือนกัน ถูกก็เหมือนกัน นี่จริงหรือเปล่า เราจะรู้ว่าจริงได้อย่างไร เรามีสิ่งที่จะรู้อยู่ อย่างเห็น ชาติไหนภาษาไหนก็มีตาเห็นทั้งนั้น ได้ยินก็เหมือนกัน ได้กลิ่นก็เหมือนกัน รู้รสก็เหมือนกัน เพราะเรามีสิ่งที่พิสูจน์ได้ตลอด ขอให้ตั้งใจคิด ตั้งใจพิสูจน์ ค่อยๆศึกษาไป ไม่ใช่รู้วันสองวัน ปีสองปี

ส.     เพราะฉะนั้น ขณะนี้ทุกคนก็ตรงกันที่รู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรมะ ไม่ลืมว่า ธรรมะคือเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปแสวงหาที่อื่น เพราะขณะนี้เป็นธรรมะ