โลกสว่าง - โลกมืด

จรัล    ผมมีคำถามนิดหนึ่ง คือผมไม่เข้าใจว่า โลกสว่างกับโลกมืด หมายถึงโลกมนุษย์นี้ใช่ไหมครับ โลกอื่นไม่เกี่ยว ไม่ทราบว่าจะอธิบาย อย่างไร ขอคำอธิบายด้วย

เผชิญ ในที่นี้ท่านพูดถึงปัญญา ความเข้าใจสภาพธรรมะ ซึ่งไม่ว่าจะเกิดในโลกไหนก็ตาม โลกนั้นก็คือสว่าง จะเป็นมนุษย์ หรือเทวดา หรือพรหม   ถ้าได้ยินได้ฟังธรรมะ ก็คือโลกตรงนั้นก็สว่าง แต่จริงๆ แล้วก็ต้องเป็นโลกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้นทางกาย ทางใจ ไม่ว่าจะเป็นภพภูมิไหนก็ตาม เมื่อได้ยินได้ฟังพระธรรม นั่นคือสว่าง ตามใจความที่นี้

จรัล    แสดงว่าโลกทุกโลกจะเป็นโลกสวรรค์ หรือว่าโลกมนุษย์ หรือว่าสัตว์เดรัจฉาน ถ้ามีตา หู จมูก ลิ้น กาย จะมีโอกาสเป็นโลกสว่างได้ใช่ไหม หรือว่าอย่างสัตว์ เดรัจฉานก็มีตา หู จมูก ได้ยินเหมือนกัน หรืออะไรอย่างนี้ แต่คงจะไม่ได้ยินพระธรรม คงจะฟังพระธรรมไม่รู้เรื่อง คงจะหมดโอกาส  อันนี้หมายถึงเฉพาะโลกมนุษย์หรือเปล่า อันนี้ผมสงสัย คำว่า โลกสว่างโลกมืด ส่วนมนุษย์ ได้ยินเสียง เข้าใจพระธรรมตามลำดับก็พอจะเข้าใจ อันนี้ว่า พูดถึงโลกอื่นด้วยหรือเปล่าอัน นี้คือข้อสงสัยของกระผม

เผชิญ สว่างโดยในหัวข้อนี้ ก็ควรจะเป็นสถานที่เข้าใจพระธรรม ไม่ว่าจะเป็นภพภูมิไหน แต่ว่าในอบายภูมิ โอกาสที่จะได้ยินได้ฟังพระธรรม จะได้เข้าใจพระธรรม เจริญปัญญาตามลำดับมากขึ้น ก็คงจะยาก เพราะว่าเป็นอบายภูมิ เป็นภูมิที่ไม่มีความสุข เป็นภูมิที่มีแต่ความเบียดเบียนกัน มีแต่โมหะความลุ่มหลงมากมาย  แต่ว่าผู้ที่ได้อบรมปัญญามา ได้เกิดในภพภูมินั้นบ้าง ด้วยอำนาจอกุศลกรรม ท่านก็ยังมีความรู้ มีความเข้าใจในระดับของท่าน ในเมื่อท่านได้เกิดตรงนั้นแล้ว ท่านก็ฉลาดกว่าสัตว์เหล่าอื่น  อย่างเช่นพระโพธิสัตว์ในพระชาติต่างๆ อย่างเช่น พระภูริทัตนาคราช ท่านก็อยู่ในภพภูมินั้น ท่านก็ได้บำเพ็ญบารมีได้ เป็นศีลบารมี แต่ว่าการอบรมปัญญาก็จะไม่มีโอกาสเหมือนกับการที่จะเกิดเป็นมนุษย์ แล้วได้พบพระพุทธศาสนา มีโอกาสได้อบรมปัญญามากขึ้นคือ ได้ฟังพระธรรมนั่นเอง

จรัล    แสดงว่า ที่ได้พูดถึงว่า ทางตาก็เป็นโลกหนึ่ง ทางหูก็เป็นโลกหนึ่ง แสดงว่าโลกในตัวเราเองก็มีโลกเยอะ คำว่าโลกทางหู โลกทางตา โลกทางจมูก ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า มันเป็นโลกได้อย่างไร ช่วยขยายความด้วยครับ

อดิศักดิ์            โลกคือสภาพที่แตกดับ เป็นสภาพธรรมที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง แล้วก็เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป คุณจรัลต้องเข้าใจว่า โลกนี่คือสภาพธรรมที่เกิดดับ เป็นธรรมะ โลก โลกะ เช่น ทางตา ทางหู เกิดดับไหมครับ

จรัล    คือเห็นแล้วก็ดับ

อดิศักดิ์            เกิดขึ้นและก็ดับไป

จรัล    ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ

อดิศักดิ์            อันนั้นคือโลกะ มีความหมายของคำว่าโลก ในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนั้น

ส.       ขอถามได้ไหมคะว่า ถ้าไม่มีตา จะเห็นอะไรไหมคะ

จรัล    ไม่มีตาก็ไม่เห็น

ส.       แล้วจะมีโลกไหมคะ ถ้าไม่เห็น

จรัล    ก็ไม่มีเรื่องราวอะไรทั้งสิ้น

ส.       จะมีโลกเห็นไหมคะ

จรัล    โลกเห็นก็คงไม่มี

ส.       ถ้าไม่มีหู ก็ไม่มีโลกเสียง ไม่มีจมูก ก็ไม่มีโลกกลิ่น ไม่มีลิ้น ก็ไม่มีโลกที่ลิ้มรสรู้รสต่างๆ ถ้าไม่มีกาย กายปสาทก็ไม่สามารถที่จะรู้ลักษณะเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็งตึงหรือไหวได้ ถ้าไม่มีจิตใจที่จะคิดนึก โลกต่างๆ ที่เกิดจากความคิดนึกก็ไม่มี

     เพราะฉะนั้น ถ้าจะย่อยโลกที่เราคิดว่าเป็นโลกรวมออกเป็นแต่ละทาง ย่อมได้ใช่ไหมคะ คือ โลกก็คือสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนั่นเอง เพราะว่าถ้าไม่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โลกใดๆก็ไม่ปรากฏทั้งสิ้น ไม่มีการคิดนึกเรื่องโลกต่างๆ ตอนดึก ไม่มีแสงสว่างเลย กลางคืนมืดหรือสว่าง

จรัล    มืดครับ

ส.       ตื่นเช้ามา มีพระอาทิตย์ มีแสงแดด มีแสงไฟ มืดหรือสว่าง

จรัล    สว่างครับ

ส.       จริงๆ หรือคะ

จรัล      ก็จริง เพราะว่าอย่างตอนนี้ก็สว่าง

ส.       ในความหมายหนึ่ง แต่เป็นเรา ยังชื่อว่า สว่างไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้รู้ความจริงของสภาพธรรมะว่า แท้ที่จริงแม้แต่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ก็อาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งเกิดแล้วดับ แน่นอน เพราะฉะนั้น ขณะที่กำลังมืดสนิท ไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม แต่ถ้าปัญญาเกิดก็สามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพรู้ หรือธาตุรู้ซึ่งมีจริงๆ ในขณะนั้นถูกต้องตามความเป็นจริง ขณะนั้นที่เป็นปัญญาเป็นความสว่าง เพราะเหตุว่าเป็นแสงสว่างที่สามารถเข้าใจถึงลักษณะของสภาพธรรมะที่มีจริงๆ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมะที่มีจริงๆ มี ๒ อย่าง ลักษณะหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น ที่เราใช่คำว่า “รูปธรรม” อีกลักษณะหนึ่งก็เป็นสภาพรู้ซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น  เช่นเวลาที่นอนหลับสนิท แล้วคิดนึก ไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือว่าไม่มีเสียง ไม่มีอะไร แต่จิตเป็นสภาพที่สามารถรู้ สามารถคิด ในขณะที่จิตเกิดขึ้นรู้ หรือคิดขณะนั้น ก็เป็นสภาพธรรมะที่มีจริง ถ้าสามารถที่จะประจักษ์ถึงความเป็นธาตุที่เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้ซึ่งสามารถจะรู้ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าทางตาขณะนี้กำลังเห็น ธาตุชนิดนั้นกำลังเห็น ทางหูกำลังได้ยิน ทางจมูกกำลังได้กลิ่น ทางลิ้นกำลังลิ้มรส ทางกายรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทางใจคิดนึก ถ้าสามารถที่จะหยั่งถึงความจริงของสภาพธรรมะ ขณะนั้นไม่มีแสงสว่างใดจะเปรียบได้  เพราะเหตุว่าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรมะที่มีจริงๆ

     เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ไม่ได้หมายความถึงความมืด ความสว่างที่มองเห็นด้วยตา แต่หมายความว่า แม้จะมืดหรือสว่างก็ตาม แต่ขณะใดที่ปัญญารู้ หยั่งถึงความจริงของสภาพธรรมะที่มีจริงๆ ขณะนั้นก็เป็นแสงสว่าง ซึ่งไม่มีแสงอื่นเปรียบได้ เพราะว่าแสงสว่างขณะนี้ก็ไม่สามารถที่จะทำให้หยั่งถึงความจริงของสภาพธรรมะได้ นอกจากปัญญา