ข้อเสนอแนะการปฏิรูปพระพุทธศาสนาและวงการสงฆ์ให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองในประเทศไทย
 
paderm
paderm
วันที่  21 มิ.ย. 2561
หมายเลข  29839
อ่าน  2,040

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ข้อเสนอแนะการปฏิรูปพระพุทธศาสนาและวงการสงฆ์ให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองในประเทศไทย

การแก้วิกฤตพระพุทธศาสนา คือ เข้าใจพระธรรม และ มีพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า พระวินัยบัญญัติ เป็นรากฐานสำคัญ ปรับปรุงโครงสร้างการทำงานของวงการสงฆ์ในปัจจุบัน และ วางรากฐานตามพระธรรมวินัยอย่างถูกต้อง โดยรัฐบาลและสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมทั้งพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีตามพระธรรมวินัย ร่วมกันแก้ไขให้ถูกต้องตามพระธรรม ซึ่งขอเสนอแนวทางการปฏิรูปพระพุทธศาสนาของวงการสงฆ์ อันมีต้นเหตุจากความไม่รู้ และ ล่วงพระวินัยบัญญัติของพระพุทธเจ้า คือ การรับเงินทองของพระภิกษุต้องอาบัติ เป็นโทษ และ นำมาซึ่งกิเลสประการต่างๆ จนถึงล่วงทุจริต คดโกง ถึงอาบัติปาราชิก เพราะเหตุจากการรับเงินทองนั่นเอง เพื่อเป็นข้อเสนอแนะกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ปฏิบัติสอดคล้องตามพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ ซึ่งจะไม่นำมาซึ่งปัญหาในภายหลัง เพราะตรงตามพระธรรมวินัย

รากฐานสำคัญที่องค์กรพุทธ และ รัฐบาล ถือเป็นสิ่งที่จะพิจารณาปฏิรูป คือ ตามพระวินัยของพระพุทธเป็นสำคัญ นั่นคือ ที่ภิกษุทุกรูป ต้องถือปฏิบัติตามพระวินัยบัญญัติ มี ข้อ ภิกษุรับและยินดีในเงินและทอง ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ นั่นแสดงว่า พระภิกษุและสงฆ์ มีเงินทองไม่ได้เลย ต้องสละเงินทองนั้น ท่ามกลางสงฆ์ จึงจะพ้นอาบัติ และ คฤหัสถ์ให้เงินพระ หรือ ให้สงฆ์ พระภิกษุก็ต้องอาบัติเป็นโทษกับผู้รับ ทำลายพระพุทธศาสนาเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการปฏิรูปโครงสร้างด้วยข้อเสนอคร่าวๆดังต่อไปนี้

1.ระเบียบให้ภิกษุสละเงินทองของตนที่มีทั้งหมด จะมากน้อย ท่ามกลางสงฆ์ คฤหัสถ์เป็นผู้ดูแลเงินนั้น

ภิกษุที่บวชแล้วในพระศาสนานี้ ทั่วโลก มีเงิน จะมากหรือน้อยก็ตาม จะได้มาด้วยวิธีใดก็ตาม ต้องสละเงินนั้นทั้งหมด ท่ามกลางสงฆ์ และปฏิญานที่จะไม่รับเงินอีก (พระภิกษุไม่มีเงิน และ สงฆ์ก็ไม่มีเงิน ตามพระธรรมวินัย)และ คฤหัสถ์ผู้ฉลาด มีคุณธรรม ตั้งคณะกรรมการดูแลตรวจสอบเงินนั้นโดยทางฝ่ายฆราวาส มีรัฐบาล หรือ สำนักพุทธ เป็นต้น นำเงินนั้น เป็นส่วนกลางที่จะดูแลพระภิกษุรูปอื่นๆทั้งหมด โดยใช้เงินซื้อเป็นปัจจัย 4 คือมีจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและเภสัช ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายอื่นๆ บูรณะ ซ่อมแซมวัด โดยภิกษุไม่มีสิทธิ์ในเงินนั้นและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงินนั้นโดยประการทั้งปวง จึงตัดปัญหาภิกษุจะไม่มีคนดูแล ไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆจึงอ้างว่าต้องรับเงินทำผิดพระวินัย และ ปัจจุบัน พระภิกษุทั่วประเทศ ทั่วโลก มีเงินรวมกันมากมายมหาศาล เพียงพอแล้วที่จะดูแลภิกษุมากมาย โดยไวยาวัจกรที่เป็นคฤหัสถ์ที่ดี มีคุณธรรมเป็นผู้ดูแลจัดการ และมีระบบตรวจสอบเงินนั้นเป็นอย่างดี

2.ยกเลิกการมีสมุดบัญชีธนาคารของภิกษุทุกรูป

รัฐบาลและสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยกเลิกการมีสมุดบัญชีธนาคารของพระภิกษุ ภิกษุไม่สามารถมีสมุดบัญชีธนาคารได้โดยประการทั้งปวง ไม่ว่าโดยเหตุใด ภิกษุ คือ ผู้สลละ ละทุกสิ่ง มีสมุดบัญชี เท่ากับมีเงิน รับเงินและ สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติยกเลิกการโอนเงินเข้าบัญชีพระภิกษุ

รัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เงินนิตยภัตมา ก็ถือเข้าส่วนกลางของวัด และ ให้คฤหัสถ์ดูแลเงิน แต่ละวัดที่ทำหน้าที่ไวยาวัจกร มีระบบการตรวจสอบเงินอย่างเข้มงวด และคฤหัสถ์ก็ใช้เงินนั้น ซิ้อหาปัจจัย 4 ที่เหมาะสมกับพระ หากจะอ้างว่า คฤหัสถ์ทุจริตเงิน พระภิกษุจึงต้องรับเงินเองนั้น นั่นเป็นข้ออ้างของพระภิกษุผู้ต้องการเงิน อยากรับเงินเอง เพราะ พระรับเงินเอง ก็ทุจริตตั้งแต่รับเงิน เพราะฉะนั้น โครงสร้างการตรวจสอบของภาครัฐที่ดี เข้มงวด ในการรับเงินที่เป็นส่วนกลางจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้พระพุทธศาสนาขับเคลื่อนไปในทางที่ดี และ เหลือภิกษุที่ดี ที่ประพฤติตามพระธรรมวินัย

3.ออกระเบียบห้ามพระภิกษุยุ่งเกี่ยวกับเงินส่วนกลางของวัด

ออกระเบียบว่าวัดปัจจุบันแม้มีตู้บริจาคเงิน แต่ พระภิกษุทุกรูปและ เจ้าอาวาส ไม่มีสิทธิ์มารับเงินก่อน แล้ว ค่อยให้คนอื่นดูแล คฤหัสถ์ที่เป็นไวยาวัจกรเท่านั้น ดูแลเงินตู้บริจาคตั้งแต่ต้น ออกกฎไม่ให้พระภิกษุทุกรูปดูแลเงินบริจาค

4.ออกระเบียบการกระทำของพระภิกษุ ให้งดการเรี่ยไรเงิน เรี่ยไรสร้างโรงเรียน ช่วยสังคม เพราะเป็นบริบทหน้าที่ของคฤหัสถ์เท่านั้น ซ้ำซ้อน และ ไม่ใช่กิจของพระภิกษุ กิจของพระภิกษุ คือ ศึกษาพระธรรม(คันถะธุระ) และ ปฏิบัติธรรมอบรมปัญญา(วิปัสสนาธุระ) เพื่อดำรงไว้ซึ่งภิกษุที่ดี ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

@ พระเจ้าอโศกมหาราช ผู้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ดำรงพระพุทธศาสนาฝ่ายอาณาจักร สมัยพระองค์ ได้มีอัญญเดียรถีย์ปลอมบวชมากมาย เรี่ยไรเงินทอง พระองค์ก็ได้ศึกษา ได้ฟัง พระธรรมวินัยจาก พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ถามว่า ธรรมวินัยคืออะไร พระองค์ก็เลยให้ภิกษุที่ว่าคิดเป็นภิกษุ รวมเป็นพวกๆ ไว้ กั้นม่านแล้วสอบถามว่ามีวาทะ หรือว่ากล่าวไว้ว่าอย่างไร แต่ละท่านก็กล่าวตามลัทธิของตนเอง

พระเจ้าอโศกมหาราชรู้ว่า นี้ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย คำนี้ไม่ใช่คำสอนของพะพุทธเจ้าที่ภิกษุรูปนั้นกล่าว เพราะว่ากล่าวลัทธิไม่ตรงตามที่ท่านเข้าใจที่ศึกษามาแล้ว ก็เลยประทานผ้าขาวให้สึกออกไปเสีย เพราะว่าไม่ใช่ภิกษุ ดังนั้นพระภิกษุใดที่กล่าว ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นวิภัชวาที คือกล่าวจำแนกแจกแจงธรรม ตามความเป็นจริงๆ นั่นคือเป็นธรรมวินัย พระองค์ก็ทราบว่านั่น คือภิกษุ ดังนั้นในสมัยนั้น พระองค์ให้บุคคลที่ไม่ใช่ภิกษุออกจากความเป็นเพศของภิกษุถึง ๖๐,๐๐๐ รูป นี้คือเห็นถึงอาณาจักรนี้มีส่วนช่วยมาก

ดังนั้นปัจจุบัน มีพระภิกษุที่บวชในศาสนานี้ แต่มีวาทะตรงข้ามกับคำสอน พระพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสว่าภิกษุไม่พึงรับและยินดีในเงินและทอง รูปใดรับและยินดีต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ต้องสละเงินนั้นท่ามกลางสงฆ์ และ ให้คฤหัสถ์ผู้ฉลาด สามารถ ดูแลเงินนั้นแทน แต่ภิกษุอลัชชีปัจจุบัน มีวาทะตรงกันข้าม คือ รับได้ ไม่เป็นไร ยุคสมัยเปลี่ยนไป ค้านคำพระพุทธเจ้า หากเป็นสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ก็ย่อมจับสึกภิกษุเหล่านั้นที่กล่าววาทะนอกรีต ทำลายพระพุทธศาสนา เพราะการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 2 เพราะ ภิกษุอลัชชีนอกรีต กล่าวว่า ภิกษุรับเงินทองได้ ไม่อาบัติ

ศาสนาพุทธ คือ ศาสนาที่เป็นคำสอนของพุทธะ คือ ผู้มีปัญญาตรัสรู้ด้วยพระองค์เองแล้วตรัสสอน คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นสัจวาจา คำจริง แสดงให้บุคคลที่สะสมปัญญาเข้าใจ บรรลุธรรมเกิดเป็นพระสาวก เป็นพระรัตนตรัย เพราะฉะนั้น เมื่อเราเรียกตนเองว่าชาวพุทธ ก็คือ เคารพในพระรัตนตรัย เคารพอย่างไร เคารพเพราะเข้าใจธรรม ศึกษาพระธรรม เข้าใจความจริง น้อมประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม นั่นคือ เคารพพระธรรมและเคารพพระพุทธเจ้าด้วย เพราะทำตามคำสอนของพระองค์ และ เคารพในพระสงฆ์อย่างไร เคารพในคุณธรรมความดีของพระอริยสาวก มี ท่านพระสารีบุตร ท่าน พระอานนท์ เป็นต้น พระอริยสาวกเหล่านั้นเคารพในพระธรรม คือ น้อมประพฤติปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง มี พระวินัยบัญญัติ เป็นต้น พระสาวกเหล่านั้น ไม่ประพฤตินอกคำสอน คือ ไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง แม้ด้วยเหตุแห่งชีวิต ไม่ต้องกล่าวถึงเหตุข้ออ้าง ว่ารับเงินเพื่อการช่วยเหลือสังคม เรี่ยไรสร้างโรงเรียน ค่าใช้จ่ายต่างๆ และ สมัยนั้น แม้ไม่มีภิกษุช่วยสังคม รับเงินประพฤตินอกพระวินัย แต่พระพุทธศาสนากลับรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ต่างกับปัจจุบันมากมาย

เมื่อกล่าวว่าตนเองเป็นชาวพุทธ ก็คือ เคารพในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงดีแล้ว ดั่งเช่น พระวินัยบัญญัติที่พระองค์ตรัสว่า ภิกษุรับและยินดีในเงินและทองต้องอาบัติ มีโทษ ภิกษุเมื่อบวชแล้ว สละทุกสิ่ง ไม่ควรรับและยินดี สะสมเงินโดยประการใดๆเลย เราจะเชื่อคำของพระพุทธเจ้า หรือ ความคิดของเราเอง หรือ เชื่อ ภิกษุบุคคล นี่จึงเป็นเครื่องตัดสินความเป็นชาวพุทธของแต่ละท่าน และ แสดงถึงวิกฤตของพระพุทธศาสนา ที่ปัจจุบัน สรรเสริญ วัตถุ ศาสนาสถาน แต่ไม่เคารพพระธรรมคำสอน ไม่ศึกษาพระธรรมวินัยให้ดี อันเป็นพื้นฐาน รากเเก้วที่จะดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ดังนั้นผู้ที่ปฏิเสธพระธรรมวินัย เชื่อภิกษุบุคคลที่กล่าวผิด จะกล่าวว่าเป็นชาวพุทธไม่ได้ เพราะเป็นชาวไม่รู้ ชาวเห็นผิดจากคำสอน

ระเบียบที่ตามพระธรรมวินัย ย่อมขจัดภิกษุอลัชชี(ไม่ละอาย)ออกไป เพราะ มุ่งบวชต้องการเงิน รับเงิน เมื่อไม่มีเงินส่วนตัว ก็อยู่ไม่ได้ และ ดั่งสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ให้สึกพระภิกษุไม่ดี ปลอมบวช เป็นต้น และพระพุทธศาสนากลับมารุ่งเรือง เพราะ มีพระภิกษุดี มีคฤหัสถ์เข้าใจพระธรรม แต่ตรงกันข้าม มีภิกษุมากมาย แต่ ไม่ประพฤติตามพระวินัย กล่าววาทะชั่ว ว่ารับเงินได้ ค้านพระธรรมพระพุทธเจ้า วัดที่มีมากทั้งในประเทศและต่างประเทศเหล่านั้น พร้อมภิกษุที่ไม่ดีมีมาก ที่ช่วยเผยแพร่สิ่งที่ผิดเหล่านั้นต่างหากที่ทำลายพระพุทธศาสนา ไม่ได้มีภัยมาจากศาสนาอื่นๆเลย

ตื่นเถิดชาวพุทธ

ขออนุโมทนา

ศึกษาธรรมเพิ่มเติมได้ที่ www.dhammahome.com

โดย มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
Pattanan
Pattanan
วันที่ 21 มิ.ย. 2561

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 22 มิ.ย. 2561

ขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
thilda
วันที่ 23 มิ.ย. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 25 มิ.ย. 2561

   ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ

หัวข้อแนะนำ