เรื่องพระฉันนเถระ[ คาถาธรรมบท]
 
chomchean
วันที่  15 ส.ค. 2556
หมายเลข  23385
อ่าน  388

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้า ๒๙๖

          ๓.  เรื่องพระฉันนเถระ 

     ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภพระฉันนเถระ

ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  "น  ภเช  ปาปเก  มิตฺเต"   เป็นต้น.

     พระฉันนเถระด่าพระอัครสาวก

ดังได้สดับมา       ท่านพระฉันนะนั้นด่าพระอัครสาวกทั้งสองว่า

"เราเมื่อตามเสด็จออกมหาเนษกรมณ์     กับพระลูกเจ้าของเราทั้งหลายใน

เวลานั้น  มิได้เห็นผู้อื่นแม้สักคนเดียว,  แต่บัดนี้   ท่านพวกนี้เที่ยวกล่าวว่า

เราชื่อสารีบุตร,    เราชื่อโมคลัลลานะ, พวกเราเป็นอัครสาวก."  พระ-

ศาสดาทรงสดับข่าวนั้นแต่สำนักภิกษุทั้งหลายแล้ว    รับสั่งให้หาพระฉันน-

เถระมา  ตรัสสอนแล้ว.   ท่านนิ่งในชั่วขณะนั้นเท่านั้น    ยังกลับไปด่าพระ-

เถระทั้งหลายเหมือนอย่างนั้นอีก.    พระศาสดารับสั่งให้หาท่านซึ่งกำลังด่า

มาแล้ว   ตรัสสอนอย่างนั้นถึง ๓ ครั้งแล้ว       ตรัสเตือนว่า  "ฉันนะ ชื่อว่า

อัครสาวกทั้งสองเป็นกัลยาณมิตร    เป็นบุรุษชั้นสูงของเธอ,    เธอจงเสพ

จงคบกัลยาณมิตรเห็นปานนี้"       ดังนี้แล้ว     เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดง

ธรรม  จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

     น   ภเช  ปาปเก  มิตฺเต น  ภเช   ปุริสาธเม

ภเชถ  มิตฺเต  กลฺยาเณ ภเชถ  ปุริสุตฺตเม. 
     
     คำแปล 

     "บุคคลไม่ควรคบปาปมิตร ไม่ควรคบบุรุษต่ำช้า

ควรคบกัลยาณมิตร  ควรคบบุรุษสูงสุด."

     แก้อรรถ

เนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า    "คนผู้ยินดีในอกุศลกรรม      มีกาย

ทุจริตเป็นต้น    ชื่อว่าปาปมิตร,      คนผู้ชักนำในเหตุอันไม่สมควร   มีการ

ตัดช่องเป็นต้นก็ดี    อันต่างโดยการแสวงหาไม่ควร ๒๑ อย่าง ก็ดี   ชื่อว่า

บุรุษต่ำช้า.      อนึ่ง  ชน ๒ จำพวกนั้น  ชื่อว่าเป็นทั้งปาปมิตร    ทั้งบุรุษ

ต่ำช้า;   บุคคลไม่ควรคบ    คือไม่ควรนั่งใกล้เขาเหล่านั้น;   ฝ่ายชนผู้เป็น

ตรงกันข้าม  ชื่อว่า เป็นทั้งกัลยาณมิตร  ทั้งสัตบุรุษ,      บุคคลควรคบ  คือ

ควรนั่งใกล้ท่านเหล่านั้น.

 ในเวลาจบเทศนา    ชนเป็นอันมาก    บรรลุอริยผลทั้งหลาย   มี

โสดาปัตติผลเป็นต้นแล้ว.

     พระศาสดาตรัสสั่งให้ลงพรหมทัณฑ์พระฉันนะ

ฝ่ายพระฉันนเถระ    แม้ได้ฟังพระโอวาทแล้ว       ก็ยังด่าขู่พวกภิกษุ

อยู่อีกเหมือนนัยก่อนนั่นเอง.      แม้พวกภิกษุก็กราบทูลแด่พระศาสดาอีก.

พระศาสดาตรัสว่า  " ภิกษุทั้งหลาย   เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่  พวกเธอจักไม่อาจ

เพื่อให้ฉันนะสำเหนียกได้,    แต่เมื่อเราปรินิพพานแล้ว  จึงจักอาจ"    ดังนี้

แล้ว,       เมื่อท่านพระอานนท์ทูลถาม      ในเวลาจวนจะเสด็จปรินิพพานว่า

"พระเจ้าข้า      อันพวกข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติในพระฉันนเถระอย่างไร ?

จึงตรัสบังคับว่า     "อานนท์  พวกเธอพึงลงพรหมทัณฑ์แก่ฉันนภิกษุเถิด." 

พระฉันนะนั้น      เมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว       ได้ฟัง

พรหมทัณฑ์    ที่พระอานนทเถระยกขึ้นแล้ว    มีทุกข์   เสียใจ      ล้มสลบ

ถึง  ๓  ครั้ง  แล้ววิงวอนว่า   " ข้าแต่ท่านผู้เจริญ    ขอท่านอย่าให้กระผม

ฉิบหายเลย"    ดังนี้แล้ว    บำเพ็ญวัตรอยู่โดยชอบ    ต่อกาลไม่นานนัก

ก็บรรลุพระอรหัต    พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว  ดังนี้แล.

     เรื่องพระฉันนเถระ  จบ.


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
สิริพรรณ
สิริพรรณ
วันที่ 18 เม.ย. 2562

     กราบนอบน้อมพระรัตนตรัยด้วยเศียรเกล้า

      อนุโมทนาขอบคุณ คุณ chomchean ด้วยค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ