อวิชชาและวิชชา...เป็นหัวหน้าแห่งอกุศลและกุศล [อวิชชาสูตร]
 
พุทธรักษา
วันที่  22 ต.ค. 2552
หมายเลข  14044
อ่าน  844

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรคเล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 1-8

อวิชชาสูตร

ว่าด้วย อวิชชาและวิชชา เป็นหัวหน้าแห่งอกุศลและกุศล

[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถีณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย "อวิชชา เป็นหัวหน้าในการยังอกุศลธรรม ให้ถึงพร้อมเกิดร่วมกับความไม่ละอายบาป ความไม่สะดุ้งกลัวบาป ความเห็นผิดย่อมเกิดมีแก่ผู้ไม่รู้แจ้ง ประกอบด้วยอวิชชา ความดำริผิด ย่อมเกิดมี แก่ผู้มีความเห็นผิดการเจรจาผิด ย่อมเกิดมี แก่ผู้มีความดำริผิดการงานผิด   ย่อมเกิดมี แก่ผู้มีการเจรจาผิด  การเลี้ยงชีพผิด ย่อมเกิดมีแก่ผู้ทำการงานผิด ความพยายามผิด ย่อมเกิดมีแก่ผู้เลี้ยงชีพผิด ความระลึกผิด ย่อมเกิดมีแก่ผู้มีความพยายามผิด ความตั้งใจผิด ย่อมเกิดมีแก่ผู้ระลึกผิด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิชชาเป็นหัวหน้าในการยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อมเกิดร่วมกับความละอายบาป ความสะดุ้งกลัวบาป ความเห็นชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้รู้แจ้ง ประกอบด้วยวิชชา  ความดำริชอบ ย่อมเกิดมีแก่ผู้มีความเห็นชอบ   การเจรจาชอบ ย่อมเกิดมีแก่ผู้มีความดำริชอบ การงานชอบ ย่อมเกิดมีแก่ผู้มีการเจรจาชอบการเลี้ยงชีพชอบ ย่อมเกิดมีแก่ผู้ทำการงานชอบความพยายามชอบ ย่อมเกิดมีแก่ผู้เลี้ยงชีพชอบความ ระลึกชอบ ย่อมเกิดมีแก่ผู้มีความพยายามชอบความตั้งใจชอบ ย่อมบังเกิดมีแก่ผู้มีความระลึกชอบ"

จบอวิชชาสูตรที่ ๑

อรรถกถาอวิชชาสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในอวิชชาสูตรที่ ๑ แห่งมหาวรรค.*

บทว่า ปุพฺพงฺคมา ได้แก่ เป็นหัวหน้าด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย ๑ ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัย ๑.

บทว่า สมาปตฺติย ความว่าเพื่อการเข้าถึง เพื่อการได้สภาพ เพื่อความเกิดขึ้น.

บทว่า อนฺวเทว อหิริกํ อโนตฺตปฺปํ ความว่า ก็ อหิริกะ ตั้งอยู่ ด้วยอาการแห่งความไม่ละอายและ อโนตตัปปะ ตั้งอยู่ ด้วยอาการแห่งความไม่กลัว นั่นใดอวิชชานี้นั้น ย่อมเกิดขึ้นร่วมกับอหิริกะและอโนตตัปปะนั้นเว้นอหิริกะ และอโนตตัปปะนั้นเสีย หาเกิดขึ้นได้ไม่.

บทว่า อวิชฺชาคตสฺส ความว่ามิจฉาทิฏฐิ ย่อมเกิดมีแก่ผู้เข้าถึง คือ ประกอบด้วยอวิชชา

บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิมิจฉาทิฏฐิ ได้แก่ ความไม่เห็นตามเป็นจริงคือ ความไม่เห็นธรรมเครื่องนำสัตว์ให้พ้นทุกข์.

บทว่า ปโหติ คือ ย่อมมี ได้แก่ ย่อมเกิดขึ้น แม้ในมิจฉาสังกัปปะ เป็นต้น พึงทราบความเป็นมิจฉา ด้วยสามารถความไม่จริง และไม่นำสัตว์ให้พ้นทุกข์ นั่นแล. ชื่อว่า องค์แห่งความเป็นมิจฉาเหล่านี้ ย่อมมีเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรม ๘ ด้วยประการ ฉะนี้. ส่วนองค์แห่งมิจฉัตตะทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมดย่อมไม่เกิดในขณะเดียวกัน ย่อมเกิดในขณะต่างๆ กัน. ถามว่า อย่างไร ตอบว่า เมื่อใด จิตประกอบด้วยทิฏฐิเมื่อยังกายวิญญัติ ให้ตั้งขึ้นย่อมเกิดเมื่อนั้น ก็ย่อมมีองค์ ๖  คือมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด)   มิจฉาสังกัปปะ (ความดำริผิด) มิจฉาวายามะ (ความพยายามผิด)  มิจฉาสติ (ความระลึกผิด)มิจฉาสมาธิ (ความตั้งใจผิด)  มิจฉากัมมันตะ (การงานผิด)

เมื่อใด จิตไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ  เมื่อนั้นมีองค์ ๕ เว้นมิจฉาทิฏฐิ เมื่อใดสององค์เหล่านั้นแล ย่อมยังวจีวิญญัติให้ตั้งขึ้นเมื่อนั้น ย่อมมีองค์ ๖ หรือ องค์ ๕ ตั้งอยู่ใน มิจฉาวาจาในฐานะมิจฉากัมมันตะ ชื่อว่า อาชีวะนี้เมื่อกำเริบ ย่อมกำเริบในกายทวารและวจีทวารในทวารใดทวารหนึ่งเท่านั้นหากำเริบในมโนทวารไม่

เพราะฉะนั้น องค์ ๖ หรือองค์ ๕ เหล่านั้นแล  ย่อมมีด้วยอำนาจ มิจฉาชีวะ ว่า เมื่อใด จิตเหล่านั้นแล ย่อมยังกายวิญญัติและวจีวิญญัติให้ตั้งขึ้น โดยมุ่งถึงอาชีวะ เมื่อนั้น กายกรรม จึงชื่อว่า มิจฉาชีวะ วจีกรรม ก็อย่างนั้นก็เมื่อใดจิตเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้น เพราะไม่ยังวิญญติให้ตั้งขึ้น

เมื่อนั้น ย่อมมีองค์ ๕ ด้วยสามารถแห่งมิจฉาทิฏฐิ   มิจฉาสังกัปปะ   มิจฉาวายามะ   มิจฉาสติ  และมิจฉาสมาธิหรือองค์ ๔ ด้วยสามารถแห่ง มิจฉาสังกัปปะ เป็นต้น ดังนั้น องค์ทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่เกิดในขณะเดียวกันทั้งหมดย่อมเกิดในขณะต่างๆ กันอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล. ในสุกกปักข์ บทว่า วิชฺชา ได้แก่รู้ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน ---แม้ในวิชชานี้ พึงทราบความที่  วิชชาเป็นหัวหน้า โดยอาการ ๒ คือด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย ๑  ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัย ๑

บทว่า หิโรตฺตปฺปํ  ได้แก่ ความละอายบาป และความกลัวบาป. ในธรรม ๒ อย่างนั้น  หิริ ตั้งอยู่ด้วยอาการแห่งความละอายโอตตัปปะ ตั้งอยู่ด้วยอาการแห่งความกลัวนี้เป็นความสังเขปในข้อนี้.ส่วนความพิสดาร ท่านกล่าวในวิสุทธิมรรคแล้วแล.

บทว่า วิชฺชาคตสฺส ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ย่อมเกิดมีแก่ผู้เข้าถึง คือประกอบด้วยวิชชา บทว่า วิทฺทสุโน ได้แก่ ผู้รู้แจ้งคือบัณฑิต บทว่า สมฺมาทิฏฐิ ได้แก่ ความเห็นตามเป็นจริง คือความเห็นนำสัตว์ให้พ้นทุกข์ แม้ในสัมมากัมมันตะ เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. องค์ ๘ เหล่านี้ย่อมมี เพื่อความเกิดแห่งกุศลธรรมด้วยประการฉะนี้. องค์แม้ ๘ เหล่านั้น ย่อมไม่เกิดพร้อมกัน ในขณะแห่งโลกิยมรรค แต่ย่อมเกิดพร้อมกันในขณะแห่งโลกุตตรมรรค.

ก็แลองค์ ๘ เหล่านั้น ย่อมมีในมรรคอันประกอบด้วยปฐมฌาน ส่วนในมรรคอันประกอบด้วยทุติยฌานเป็นต้น ย่อมมีองค์ ๗ เท่านั้น เว้นสัมมาสังกัปปะ. ในองค์ ๗ เหล่านั้น ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เพราะในมหาสฬายตนสูตร ในมัชฌิมนิกาย ท่านกล่าวว่าความเห็นของผู้เป็นอย่างนั้น อันใด  ความเห็นอันนั้น ย่อมเป็นสัมมาทิฏฐิของผู้นั้น ความดำริของผู้เป็นอย่างนั้นอันใด  ความเห็นอันนั้น ย่อมเป็นสัมมาสังกัปปะของผู้นั้นความพยายามของผู้เป็นอย่างนั้นอันใด ความเห็นอันนั้น ย่อมเป็นสัมมาวายามะของผู้นั้นความระลึกของผู้เป็นอย่างนั้น อันใด ความเห็นอันนั้น ย่อมเป็นสัมมาสติของผู้นั้นความตั้งใจมั่นของผู้เป็นอย่างนั้นอันใด ความเห็นอันนั้น ย่อมเป็นสัมมาสมาธิของผู้นั้นก็แล ในเบื้องต้นกายกรรม วจีกรรม และอาชีวะของผู้นั้นก็ย่อมบริสุทธิ์ด้วยดี ดังนี้. ฉะนั้น โลกุตตรมรรค ก็ย่อมประกอบด้วยองค์ ๕ เท่านั้น ดังนี้.

ผู้นั้นพึงถูกเขาต่อว่า ในสูตรนั้นแลว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่เห็นคำนี้ว่า อริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ย่อมถึงความเจริญเต็มที่แก่ภิกษุนั้นอย่างนี้ ดังนี้. ส่วนข้อที่ท่านกล่าวว่า ปุพฺเพว โข ปนสฺส นั้น ท่านกล่าวแล้วเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ จำเดิมแต่วันที่บวชแล้ว ในข้อนี้ท่านแสดงความหมายไว้ดังนี้ว่าก็จำเดิมแต่วันที่บวชแล้ว กายกรรม เป็นต้น อันบริสุทธิ์ ย่อมบริสุทธิ์ ยิ่งนัก ในขณะแห่งโลกุตตรมรรค ดังนี้. แม้คำใด อันท่านกล่าวในอภิธรรม ว่า ก็ในสมัยนั้นแล มรรค ย่อมประกอบด้วยองค์ ๕ คำนั้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงในระหว่างกิจอย่างหนึ่ง

ก็ในกาลใด บุคคลละการงานผิดแล้ว ย่อมยังการงานที่ชอบให้บริบูรณ์ในกาลนั้น. มิจฉาวาจา หรือ มิจฉาอาชีวะ ย่อมไม่มีสัมมากัมมันตะ ย่อมให้บริบูรณ์ในองค์ที่เป็นตัวการทั้งหลาย ๕ เหล่านี้คือ ทิฏฐิ ๑   สังกัปปะ ๑  วายามะ ๑  สติ ๑  สมาธิ ๑.ก็สัมมากัมมันตะ ชื่อว่า ย่อมให้บริบูรณ์ได้ ด้วยสามารถแห่งวิรัติแม้ในสัมมาวาจาและสัมมาอาชีวะ ก็มีนัยนี้แล.

คำอันท่านกล่าวแล้วอย่างนี้ เพื่อแสดงในระหว่างกิจนี้ส่วนในขณะแห่งโลกิยมรรค ย่อมมีองค์ ๕ แน่. แต่วิรัติไม่แน่ เพราะฉะนั้น ท่านไม่กล่าวว่าองค์ ๖แต่กล่าวว่า มีองค์ ๕ เท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

ก็บัณฑิตพึงทราบว่าโลกุตตรมรรค ย่อมมีองค์ ๘ เพราะความสำเร็จแห่งสัมมากัมมันตะ เป็นต้นเป็นองค์แห่งโลกุตตรมรรค.

ในสูตรหลายสูตร มีมหาจัตตทาฬีสกสูตร เป็นต้น อย่างนี้ว่าก็ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีจิตเป็นอริยะ หาอาสวะมิได้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ การงด การเว้น การเว้นขาดจากกายทุจริต ๓ คือเจตนาเครื่องงดเว้น ไม่กระทำ การไม่ทำอันใดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมากัมมันตะนี้ ย่อมเป็นโลกุตตรมรรค เป็นอริยะหาอาสวะมิได้ ดังนี้. ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสมรรคมีองค์ ๘ นี้เจือด้วยโลกิยและโลกุตระ.

จบอรรคกถาอวิชชาสูตรที่ ๑

... ขออนุโมทนา ...


  ความคิดเห็น 1  
 
pornpaon
วันที่ 23 ต.ค. 2552

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 2  
 
noynoi
วันที่ 23 ต.ค. 2552

ขออนุโมทนา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ