ชีวิตในชาติปัจจุบัน
โดย NYC  29 พ.ย. 2557
หัวข้อหมายเลข 25845

ขอเรียนถามท่านอาจารย์ครับ ผมได้ฟังเรื่องกรรม ผมจึงอยากทราบว่ากรรมเก่าที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน มีผลต่อชีวิตปัจจุบันมากแค่ไหนครับ ไม่ว่าจะพยายามเจริญกุศลแค่ไหนก็เป็นไปตามกรรมเก่าชาติก่อนเป็นส่วนใหญ่หรือเปล่า อย่างเช่นผู้ที่เคยฆ่าสัตว์ในชาติก่อน พอมาชาตินี้เขาก็ไม่สามารถเลี่ยงความมีอายุสั้นได้เลยใช่หรือไม่ครับ



ความคิดเห็น 1    โดย paderm  วันที่ 29 พ.ย. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กรรมบางอย่างให้ผลในปัจจุบัน บางอย่างก็ยังไม่ให้ผล และ บางอย่างไม่ให้ผลก็มี และ การให้ผลของกรรม ก็อาศัยหลายปัจจัย คือ คติ อุปธิ กาล ปโยคะ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่ากรรมเก่า จะกำหนดให้เป็นเช่นนั้นเลย แต่อาศัยเหตุปัจจัยในปัจจุบันและเหตุปัจจัยอื่นๆ ด้วยที่จะให้ผลของกรรมหรือไม่ ครับ

ตัวแปร ปัจจัยที่จะเกิดให้มีการให้ผลของกรรม มี ๔ อย่างดังนี้ คือ

คติ ภพภมิที่เกิด

อุปธิ รูปร่าง หน้าตา

กาล ช่วงเวลาที่เกิด

ปโยคะ ความเพียร

คติ เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการให้ผลของกรรมในปัจจุบันเช่นกัน คติคือภพภูมิที่เกิด เช่น เกิดในภพภูมิที่ดี เช่น เทวดา โอกาสที่ผลของกุศลจะให้ผลก็มีมากกว่า แทนที่กรรมในอดีตที่เป็นอกุศลกรรมที่เคยทำไว้จะให้ผลในชาตินั้น แต่เมื่อเกิดในภพภูมิที่ดี เป็นคติสมบัติ มีเทวดา เป็นต้น ผลของอกุศลก็ให้ผลน้อยหรือห้ามอกุศลกรรมนั้น ส่วนผลของกุศลก็ให้ผลแทนครับ

เพราะมีคติ คือ ภพภูมิที่เกิดเป็นปัจจัยประการหนึ่งในการให้ได้รับผลของกรรมที่เป็นกรรมดี มีการเกิดในภพภูมิที่ดีครับ โดยนัยตรงกันข้าม ถ้าเกิดในคติไม่ดี คติวิบัติ เช่น เกิดในนรก โอกาสที่ผลของอกุศลจะให้ผลมากกว่าผลของกุศลกรรมครับเพราะอยู่ในภพภูมิที่มีแต่การทรมาน แม้จะเคยทำกรรมดีไว้มากมาย แต่ภพภูมินั้นเป็นภพภูมิที่ได้รับอกุศลวิบากเป็นส่วนใหญ่จึงทำให้เกิดในคติไม่ดี เป็นคติวิบัติก็ย่อมห้ามผลของบุญที่จะให้ผล ครับ

อุปธิ คือ รูปร่าง หน้าตา บุคคลที่เกิดมามีรูปร่างหน้าตาดี อุปธิสมบัติ ก็มีโอกาสได้รับสิ่งที่ดีมีโอกาสของผลของกุศลกรรมจะให้ผล เช่น การได้ยินเสียงที่ดี (คำชม) การได้รับโอกาสในชีวิตที่ดี เพราะอาศัย อุปธิ เป็นปัจจัยประการหนึ่งในการทำให้ได้รับวิบากที่ดีง่ายขึ้นเพราะอาศัยรูปร่างหน้าตาที่ดี ส่วนผู้ที่มีอุปธิไม่ดี อุปธิวิบัติ คือ รูปร่างหน้าตาไม่ดี ก็มีเหตุที่จะได้รับอกุศลวิบากและห้ามกุศลวิบากบางอย่างได้ครับ เช่น ได้รับเสียงที่ไม่ดี (คำติ) เป็นต้น

กาล คือ ช่วงเวลาที่เกิด เช่น หากเกิดในกาลสมบัติ คือ ช่วงเวลาที่บ้านเมืองสงบสุข ก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้รับสิ่งที่ดีๆ จากบ้านเมืองสงบสุขมากกว่า กาลวิบัติ คือ บ้านเมืองไม่สงบสุข ข้าวยากหมากแพง เป็นต้นครับ

ปโยคะ ความเพียร หมายถึง ความเพียรที่เป็นไปในกุศลกรรมและอกุศลกรรม ความเพียรที่เป็นปโยคะนี้เองที่เป็นเหตุปัจจุบันที่จะมีผลต่อการได้รับผลของกรรมที่ดีหรือไม่ดี ก็เพราะอาศัยความเพียรครับ ปโยคสมบัติ คือ ความเพียรที่เป็นไปในกุศลกรรม เช่น การทำความดีประการต่างๆ เนืองนิตย์ในชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันชาติ ผู้ที่ทำความดีเนืองๆ แม้มีอกุศลกรรมในอดีตที่ทำมา แต่อกุศลกรรมในอดีตนั้นก็ไม่สามารถให้ผลได้เพราะถูกปโยคสมบัติห้ามไว้ เนื่องด้วยความเป็นผู้ทำความดีเป็นประจำในชีวิตประจำวันนั่นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีกรรมในอดีตที่จะไม่ให้ผลที่เป็นอกุศลกรรมเลย แต่เพราะอาศัยกรรมดีที่ประกอบเนืองๆ ในปัจจุบัน ย่อมห้ามกรรมบางอย่างที่เป็นอกุศลกรรมได้ เพราะอาศัยเหตุปัจจุบัน คือการทำความดี ครับ

ดังนั้นความเพียรที่เป็นไปในกุศลกรรมในปัจจุบันย่อมห้ามกรรมไม่ดีบางอย่างได้ และย่อมส่งเสริมให้ได้รับผลของกุศลกรรมในอดีตให้ผลได้ เพราะอาศัยปโยคสมบัติ คือ การทำความดีในปัจจุบันครับ โดยนัยตรงกันข้าม ผู้ที่มักทำกรรมชั่วในปัจจุบันเนืองๆ บ่อยๆ เป็นปโยควิบัติ ความเพียรที่ไม่ดี ก็ย่อมทำให้มีโอกาสได้รับผลของอกุศลกรรมในอดีตได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันทำกรรมไม่ดีบ่อยๆ เนืองๆ นั่นเอง และเป็นการห้ามวิบากของกรรมดีที่เคยทำไว้ในอดีตแทนที่จะให้ผล ก็ไม่ให้ผล เพราะชาติปัจจุบันเป็นผู้ทำกรรมชั่วเป็นประจำ จึงเป็นปโยควิบัติ ห้ามกรรมดีในอดีตไม่ให้ผล ครับ

จะเห็นว่า กรรม จะให้ผล ไม่ให้ผล ก็อาศัยหลายปัจจัย มิใช่กำหนดด้วยกรรมเก่าอย่างเดียวทั้งหมด ครับ

ขออนุโมทนา


ความคิดเห็น 2    โดย peem  วันที่ 29 พ.ย. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 3    โดย thilda  วันที่ 29 พ.ย. 2557

ไม่เคยทราบรายละเอียดอย่างนี้มาก่อนเลย

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 4    โดย nopwong  วันที่ 29 พ.ย. 2557

ขออนุโมทนา


ความคิดเห็น 5    โดย khampan.a  วันที่ 29 พ.ย. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ก็จะสามารถเข้าใจถูกเห็นถูกได้ว่ากรรม คือ อะไร และ ผลของกรรม คือ อะไร?

ความเป็นจริงของสภาพธรรม เป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ใครๆ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น สำหรับในเรื่องของกรรมและผลของกรรม ก็เป็นธรรม กรรมเป็นเหตุ ซึ่งมีทั้งเหตุที่ดีและเหตุที่ไม่ดี เมื่อเหตุต่างกัน ผลก็ต้องต่างกัน จะเหมือนกันไม่ได้ เหตุดีย่อมให้ผลที่ดี ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นเหตุไม่ดี ผลก็ย่อมเป็นผลที่ไม่ดี ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ โดยไม่มีใครทำให้เลย ผลของกรรมมีทั้งนามธรรม (วิบากจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย) และรูปธรรม (รูปที่เกิดจากกรรม เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นต้น) โดยไม่มีใครจัดสรร แต่ความจริงเป็นอย่างนั้น เป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ครับ

การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ในชีวิตประจำวัน ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นแห่งปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง แม้ในเรื่องกรรมและผลของกรรมก็เช่นเดียวกัน ไม่พ้นไปจากธรรมเลย ไม่พ้นจากชีวิตประจำวันด้วย

ผู้ที่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ย่อมจะเป็นผู้มีความเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุคคลแต่ละคน หรือแม้กระทั่งเกิดกับตัวเองไม่ว่าดีหรือร้าย น่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนาก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะกรรมที่เคยได้กระทำมาแล้วทั้งสิ้น ไม่มีใครทำให้เลย ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าไม่มีเหตุคือกรรมที่ได้กระทำมาแล้ว ผลที่จะเกิดย่อมมีไม่ได้ แต่เพราะมีเหตุคือกรรมที่ได้กระทำแล้ว เมื่อได้โอกาสที่กรรมจะให้ผล ผลจึงเกิดขึ้น

ดังนั้นจะมีความเข้าใจในเรื่องกรรมและผลของกรรมอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ก็ต้องอาศัยพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ศึกษาสะสมความเข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย เมื่อมีความเข้าใจถูกในเรื่องกรรมและผลของกรรม จะเกื้อกูลให้เว้นจากอกุศลกรรม แล้วเพิ่มพูนหรือกระทำกุศลกรรมซึ่งเป็นคุณความดีประการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน นี้แหละคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


ความคิดเห็น 6    โดย wannee.s  วันที่ 29 พ.ย. 2557

เราไม่สามารถรู้ได้เป็นเรื่องของกรรม แล้วแต่กรรมไหนจะให้ผล ถ้ากรรมนั้นให้ผล ก็ทำให้อายุสั้น ค่ะ


ความคิดเห็น 7    โดย wirat.k  วันที่ 30 พ.ย. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 8    โดย ประสาน  วันที่ 30 พ.ย. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 9    โดย PornchaiSe  วันที่ 30 พ.ย. 2557

ทางซึ่งเป็นที่รับผลของกรรมมี ๕ ทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้าเป็นผลของกรรมดี ก็จะได้รับสิ่งที่ดีจากทั้ง ๕ ทางข้างต้น โดยนัยตรงกันข้าม ถ้าเป็นผลของกรรมชั่วก็จะรับรู้สิ่งที่ไม่น่าพอใจจากทั้ง ๕ ทาง เมื่อได้รับสิ่งที่ดีและไม่ดีจากทั้ง ๕ ทางแล้ว ความชอบ ไม่ชอบ ไม่ใช่ผลของกรรม แต่เป็นกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้ทำกรรมใหม่ มีทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว จึงเป็นเหตุให้เกิดภพชาติต่อไปไม่สิ้นสุด


ความคิดเห็น 10    โดย j.jim  วันที่ 1 ธ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 11    โดย NYC  วันที่ 2 ธ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 12    โดย kullawat  วันที่ 3 ธ.ค. 2557

ขออนุโมทนา


ความคิดเห็น 13    โดย chatchai.k  วันที่ 25 พ.ค. 2563

ขออนุโมทนาครับ