
อ.อรรณพ: ถ้าคนที่เขาไม่ได้ศึกษาธรรมมาเลย เขาย่อมจะสงสัย แต่เขาก็ไม่รู้ว่าเขาสงสัย เขาก็ เอ๊ะ! อะไรนี่ ไม่มีถ้วยแก้วถ้วยกาแฟในสิ่งที่ปรากฏทางตา เขาก็ย่อมสงสัยแล้วก็นำไปสู่ความเห็นผิด แล้วก็ความไม่พอใจอะไรอีกเยอะ แต่เขาก็ต้องสงสัยแต่ไม่รู้
ทีนี้มาพูดถึงผู้ที่ศึกษาพระธรรม ฟังแล้วไตร่ตรองตามพระธรรม ที่ท่านอาจารย์กล่าวมานี่ก็เป็นความจริงความไพเราะ เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งก็เข้าใจตามอย่างนี้ครับ
แต่ถ้าตราบใดยังไม่ได้เป็นพระโสดาบัน หรือว่าไม่ใช่เป็นช่วงที่วิปัสสนาญาณที่ขจัดความสงสัยเกิด ก็ยังต้องมีความสวสัยอะไร ถึงจะไม่มากมายหยาบกระด้างเหมือนคนที่ไม่ฟังธรรมะนะครับ เพราะยากจะเชื่อว่า ไม่มีท่านอาจารย์ ไม่มีรูปท่านอาจารย์ นี่เห็นรูปก็เป็นรูปท่านอาจารย์ใช่ไหมครับ ทั้งๆ ที่ความจริงก็ต้องเป็นอย่างที่พระองค์ทรงแสดงที่ท่านอาจารย์กล่าว
เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า อวิชชา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยความมีวิจิกิจฉาเป็นศีรษะ หมายถึงอย่างนี้หรือเปล่าครับ หมายความว่าความสงสัยที่เกิดแล้วก็ปรากฏให้รู้ ปรากฏความสงสัยว่า นี่มีความสงสัยนี่! ก็สะท้อนให้เห็นว่า เป็นรากฐานรากมูลมาจากโมหะ ซึ่งตราบใดยังไม่ได้ดับความไม่รู้ในสภาพธรรมะตามความเป็นจริง ก็ยังต้องมีความสงสัย ตรงนี้ก็ต้องกราบเท้าท่านอาจารย์ที่จะช่วยอนุเคราะห์แจกแจงอีกครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ต้องไปหาความสงสัยที่ไหนเลย กำลังสงสัยอยู่แล้ว!!
อ.อรรณพ: แม้ว่าจะเข้าใจตามในขั้นฟังขั้นไตร่ตรอง
ท่านอาจารย์: ที่พูดมานะ สงสัยใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ที่พูดมานี่สงสัยว่า อวิชชา ...
ท่านอาจารย์: นั่นแหละ สงสัยแล้ว
อ.อรรณพ: อวิชชานี่นะครับ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีวิจิกิจฉาเป็นศีรษะ
ท่านอาจารย์: ค่ะ แสดงให้เห็นชัด เพราะไม่รู้จึงสงสัย แต่ตัวความไม่รู้ปรากฏหรือเปล่า? ปรากฏความสงสัยใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้ามีความรู้จะไม่สงสัย
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น วิจิกิจฉาก็เป็นศีรษะที่ปรากฏให้เห็นของอวิชชาที่แม้เป็นรากมูลเป็นหัวหน้า แต่ว่าเป็นหัวหน้าที่ไม่ปรากฏตัว แต่ก็ความสงสัยนั่นแหละที่ยังพอปรากฏได้ แล้วก็จะต้องดับก่อนครับ จึงเป็นศีรษะที่มีอยู่ แต่ก็ลึกซึ้งครับท่านอาจารย์
แม้ว่าวิจิกิจฉาซึ่งดับด้วยโสดาปัตติมรรค ก็ต้องเรียกว่าหยาบกว่าความไม่รู้ แต่ถึงกระนั้นวิจิกิจฉาก็ลึกซึ้ง เพราะว่าไม่ได้รู้ว่าขณะนี้ก็มีวิจิกิจฉาครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: วิจิกิจฉาจะดับก่อนอวิชชาได้หรือ?
อ.อรรณพ: ต้องดับด้วยกันตามขั้นอวิชชาขั้นที่ดับพร้อมวิจิกิจฉา
ท่านอาจารย์: เพราะหมดอวิชชาขณะใดก็ต้องหมดความสงสัยขณะนั้น
อ.อรรณพ: แต่ก็มีอวิชชาที่เหลืออีกครับ
ท่านอาจารย์: เมื่อไหร่?
อ.อรรณพ: เมื่อดับอวิชชาเป็นเหตุให้ลังเลสงสัยก็เห็นผิดได้
ท่านอาจารย์: แล้วโสดาบันมีความสงสัยไหม?
อ.อรรณพ: ไม่มีครับ กราบท่านอาจารย์ อวิชชาที่เป็นเหตุให้ความสงสัยเกิดกับความไม่รู้ คืออวิชชาที่ยังเป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่เหลือของพระโสดาบันเกิดนี่ครับ อวิชชา ๒ ระดับนี้มีความหยาบละเอียดต่างกันอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: เพชรแท้ เพชรเทียม คุณอรรณพชอบอันไหน?
อ.อรรณพ: ก็ชอบทั้ง ๒ อย่าง เพชรเทียมสวยๆ ก็ก็ชอบ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม! ชอบทั้ง ๒ อย่างแม้ว่าจะรู้ว่าเทียม ยังชอบ รู้แล้วนะ ไม่สงสัยแล้วนะ! ก็ยังชอบ เพราะสะสมความชอบมามากมายมหาศาลระดับไหน?
อ.อรรณพ: ครับ ไตร่ตรองแล้วก็รู้เป็นคำตอบที่ชัดเจนครับ เพราะว่าคนที่ไม่รู้อุปมาเหมือนคนที่ไม่รู้จักเพชรแท้ เพชรเทียมนี่ เขาก็ชอบทั้ง ๒ อย่าง แต่เขาไม่รู้ว่า อะไรเทียม อะไรแท้ คิดว่าแท้หมดเลย แต่ผู้ที่มีความรู้ว่าอันนี้เทียม อันนี้แท้นะครับ เพราะฉะนั้น ของเทียมเขาก็ชอบ แต่เขาก็รู้ว่าไม่จริง
เพราะฉะนั้น พระโสดาบันไม่มีความลังเลสงสัยในสภาพธรรมะแล้ว แต่ก็ยังชอบเพชรเทียมอยู่ โมหะนี้หลายขั้นจริงๆ ท่านอาจารย์จะอนุเคราะห์อีกก็ได้นะครับ แต่ว่าก็กราบขอบพระคุณแล้วครับ เพราะว่าท่านอาจารย์ตอบ ก็คือทุกอย่างไม่ว่าจะถามข้อใดๆ ก็เป็นสิ่งที่มีจริงเดี๋วนี้ใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์: ก็ต้องตามลำดับใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ครับ ตามลำดับ
ท่านอาจารย์: กิเลสตั้งเยอะ แล้วจะให้หมดทีเดียวทันทีได้หรือ?
อ.อรรณพ: ไม่ได้ครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ...
ธรรมสําหรับละวิจิกิจฉา [ทีฆนิกาย มหาวรรค]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ
สนทนาธรรมเกิดขึ้น กุศลมี ฟังธรรมะในดิถี ถูกต้อง อาจารย์สุจินต์ศรี เป็นหลัก จิตเจตสิกรูปสอดคล้อง มั่นแฟ้นคำจริง
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ