จนกว่าจะถึงสติเกิดจึงอยู่ด้วยสติ
โดย เมตตา  11 เม.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52221

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้า 454

๗. ทุกขธรรมสูตร

ว่าด้วยเหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรม

ภิกษุย่อมรู้ทั่วถึงเหตุเกิดขึ้นและความดับสูญแห่งทุกขธรรมทั้งปวง ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูปดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปดังนี้ ความดับสูญแห่งรูปดังนี้ เวทนาดังนี้ .. สัญญาดังนี้ สังขารทั้งหลายดังนี้ . . วิญญาณดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณดังนี้ ความดับสูญแห่งวิญญาณดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมรู้ทั่วถึงเหตุเกิดขึ้นและความดับสูญแห่งทุกขธรรมทั้งปวง ตามความเป็นจริงอย่างนี้แล


อ.วิชัย: ขอโอกาสสนทนากับท่านอาจารย์ในพระสูตรหนึ่ง ก็คือทุกขธรรมสูตร ครับ ซึ่งข้อความมีดังนี้ว่า

ภิกษุย่อมรู้ทั่วถึงเหตุเกิดขึ้นและความดับสูญแห่งทุกขธรรมทั้งปวง ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูปดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปดังนี้ ความดับสูญแห่งรูปดังนี้ เวทนาดังนี้ .. สัญญาดังนี้ สังขารทั้งหลายดังนี้ . . วิญญาณดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณดังนี้ ความดับสูญแห่งวิญญาณดังนี้

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ อย่างข้อความในทุกขธรรมสูตรนี่ครับ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสถึงการรู้ความเป็นจริง ก็คือเข้าใจในลักษณะของรูปครับ แล้วก็ความเกิดขึ้น แล้วก็ความดับไป แต่การที่ได้มีโอกาสได้ศึกษาอย่างเราฟังเรื่องของรูป อย่างสีก็เป็นรูปหนึ่ง เสียงก็เป็นรูปหนึ่ง กลิ่นก็เป็นรูปหนึ่ง การที่จะเข้าใจในลักษณะของสีครับ ดูเหมือนจะเป็นการค่อยๆ ไตร่ตรองครับท่านอาจารย์ โดยสภาพธรรม ก็รู้ว่ายังไม่ได้ปรากฏครับ แต่ว่าการที่จะมีเหตุปัจจัยที่จะค่อยๆ ให้รู้ว่า นี่เป็นรูปจริงๆ ครับ ก็ดูเหมือนกับมีการค่อยๆ ไตร่ตรองในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังครับ ดังนั้น ปัญญาที่จะเจริญขึ้นจากการฟัง ไม่ใช่แค่เรื่อง แต่ว่าเป็นการค่อยๆ รู้จนค่อยๆ เข้าใจในลักษณะของรูปที่กล่าวว่าเป็นดังนี้ เป็นอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: กำลังเป็นเดี๋ยวนี้ใช่ไหม ไม่ห่างเลย?! ทุกคำที่คุณวิชัยกล่าวคือเดี๋ยวนี้ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: แต่ยังพอที่จะรู้ความละเอียดว่า รูปคืออะไร? และเดี๋ยวนี้รูปอะไร? เกิดหรือเปล่า? ถ้าไม่เกิดจะมีสักรูปไหม?

อ.วิชัย: ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีสักรูปเลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจแล้วใช่ไหม ทุกข์? ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลยดีกว่าใช่ไหม? ไม่ต้องดับไม่ต้องรู้อะไรทั้งสิ้นหมดเรื่องหมดราว

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: แต่ไม่มีใครไปยับยั้งการเกิดขึ้นมาได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงความจริงของสิ่งที่เกิดว่าแต่ละหนึ่งคืออะไร และมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้หนึ่งนั้นเกิดขึ้น เพื่อค่อยๆ รู้ความจริงว่า ไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีชั่วคราวแสนสั้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วดับไปกว่าจะมั่นคง

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์กล่าวถึงกว่าจะมั่นคงครับ หมายความว่า จากที่เคยว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็เหมือนกับเป็นการคิดไตร่ตรองครับ อย่างขณะนี้เห็นอะไร? ขณะที่รู้ว่ามีโทรศัพท์ มีไมโครโฟน ก็ไม่ใช่เป็นการรู้ในลักษณะของสี แต่ก็รู้ว่าสิ่งที่จะคิดเป็นเรื่องราวต่างๆ นั้นก็ต้องมีสีปรากฏนะครับ

ท่านอาจารย์: แล้วสีปรากฏหรือเปล่า?

อ.วิชัย: เกิดขึ้นครับ

ท่านอาจารย์: ดับไหม?

อ.วิชัย: ดับครับ

ท่านอาจารย์: แล้วเกิดมาทำไม จากไม่มี แล้วมี แล้วหามีไม่!! เกิดมาทำไม? เสียเวลาไหม ไม่เกิดก็เหมือนกันกับที่เกิดแล้วดับ เพราะไม่เหลือแล้ว

อ.วิชัย: ครับ ความเป็นจริงเป็นอย่างนี้ครับ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นและดับไปไม่มีสาระเลยครับ แต่ว่า ก็ยังมีเหตุให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ครับ

และอีกข้อความหนึ่งที่จะกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ครับนะครับ ซึ่งข้อความก็แสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นเครื่องประพฤติและธรรมเป็นเครื่องอยู่ เป็นอันติดตามภิกษุอย่างไรเล่า. อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัส ย่อมไม่ครอบงำภิกษุผู้ประพฤติอยู่ด้วยอาการใด ธรรมเป็นเครื่องประพฤติและธรรมเป็นเครื่องอยู่ เป็นอันติดตามภิกษุด้วยอาการนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษพึงเข้าไปสู่ป่าที่มีหนามมาก ข้างหน้าบุรุษนั้นก็มีหนาม ข้างหลังก็มีหนาม ข้างซ้ายก็มีหนาม ข้างขวาก็มีหนาม ข้างล่างก็มีหนาม ข้างบนก็มีหนาม บุรุษนั้นมีสติก้าวเข้าไปข้างหน้า ถอยกลับข้างหลัง ด้วยคิดว่า หนามอย่าแทงเรา แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม คือปิยรูปและสาตรูปในโลกนี้ เรากล่าวว่าเป็นหนามในวินัยของพระอริยเจ้า ฉันนั้นเหมือนกันแล.

ท่านอาจารย์ครับ จากข้อความนี้อ่านแล้วก็พอที่จะเข้าใจได้บ้าง อย่างเรื่องของปิยรูปและสาตรูปนะครับ ก็เป็นรูปอันเป็นที่ตั้ง ธรรมอันเป็นที่ตั้ง ธรรมเป็นที่น่ารัก แล้วก็น่ายินดีพอใจครับที่เป็นที่ตั้งของความติดข้องครับ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นหนาม ก็คือเหมือนกับถูกแทงเสมอเลยครับท่านอาจารย์ครับ

แต่ว่าข้อความที่กล่าวถึงอุปมาที่บุรุษเข้าไปในป่าแล้วมีหนามนี่ครับ บุรุษนั้นพึงมีสติก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับข้างหลังอย่างนี้ครับท่านอาจารย์ หมายถึงข้อความอุปมานี้นะครับหมายถึงว่า ก็รู้ว่าไม่ใช่ตัวเราที่จะมีอำนาจหรือสามารถที่จะบังคบอะไรได้ครับ แต่ข้อความอุปมานี้ครับจะมีความละเอียดอย่างไรครับที่จะรู้ว่าปกตินี่ก็ถูกหนามตำ คือติดข้องยินดีพอใจในสิ่งที่น่ายินดีน่ารักน่าพอใจครับ และก็เป็นผู้ที่จะไม่หลงลืม และรู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏครับท่านอาจารย์

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้า 455

[๓๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นเครื่องประพฤติและธรรมเป็นเครื่องอยู่ เป็นอันติดตามภิกษุอย่างไรเล่า. อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัส ย่อมไม่ครอบงำภิกษุผู้ประพฤติอยู่ด้วยอาการใด ธรรมเป็นเครื่องประพฤติและธรรมเป็นเครื่องอยู่ เป็นอันติดตามภิกษุด้วยอาการนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษพึงเข้าไปสู่ป่าที่มีหนามมาก ข้างหน้าบุรุษนั้นก็มีหนาม ข้างหลังก็มีหนาม ข้างซ้ายก็มีหนาม ข้างขวาก็มีหนาม ข้างล่างก็มีหนาม ข้างบนก็มีหนาม บุรุษนั้นมีสติก้าวเข้าไปข้างหน้า ถอยกลับข้างหลัง ด้วยคิดว่า หนามอย่าแทงเรา แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม คือปิยรูปและสาตรูปในโลกนี้ เรากล่าวว่าเป็นหนามในวินัยของพระอริยเจ้า ฉันนั้นเหมือนกันแล.


ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้พ้นจากหนามได้ไหม?

อ.วิชัย: ยังถูกหนามทิ่มแทงอยู่ ยังไม่พ้นจากหนามครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็เริ่มพิจารณาแต่ละคำที่ได้ฟังทีละคำด้วย

อ.วิชัย: ครับ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นเครื่องประพฤติ และธรรมเป็นเครื่องอยู่ อันติดตามภิกษุอย่างไรเล่าครับ

ท่านอาจารย์: ยังไม่พูดเลยใช่ไหมว่าอะไร?

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: แต่ต้องมีแน่

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: และถ้าพระองค์ไม่ตรัสต่อไป ใครจะรู้ไหม?

อ.วิชัย: ไม่ทราบเลยครับ อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌา และโทมนัส ย่อมไม่ครอบงำภิกษุผู้ประพฤติอยู่ด้วยอาการใด ธรรมเป็นเครื่องประพฤติ และธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นอันติดตามภิกษุด้วยอาการนั้น อันนี้ก็เข้าใจได้ครับ การที่อกุศลธรรมทั้งหลาย คืออภิชฌา และโทมนัส จะไม่ครอบงำ ก็คือภิกษุนั้นมีธรรมเป็นเครื่องประพฤติ และมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษพึงเข้าไปสู่ป่าที่มีหนามมาก ข้างหน้าบุรุษนั้นก็มีหนาม ข้างหลังก็มีหนาม ข้างซ้ายก็มีหนาม ข้างขวามก็มีหนาม ข้างล่างก็มีหนาม ข้างบนก็มีหนาม บุรุษนั้นมีสติก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับข้างหลัง ด้วยคิดว่า หนามอย่าแทงเราแม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม คือปิยรูปและสาตรูปในโลกนี้ เรากล่าวว่าเป็นหนามในวินัยของพระอริยเจ้า ฉันนั้นเหมือนกันครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้หรือเปล่า?

อ.วิชัย: ก็กำลังมีเดี๋ยวนี้ทั้งหมดเลยครับ

ท่านอาจารย์: แล้วเครื่องอยู่มีหรือยังที่จะไม่ถูกหนาม?

อ.วิชัย: ยังไม่มีครับ

ท่านอาจารย์: พูดถึงชีวิตธรรมดาให้เห็นความเป็นจริงที่ลึกซึ้ง มีอะไร!! ก็มีอกุศล!! ก็ถูกหนามตำอยู่ตลอด

ถ้ามีเครื่องอยู่เมื่อไหร่ ขณะนั้นไม่ถูกหนามตำ และเครื่องอยู่คืออะไร เห็นไหม? ไปหามาเองได้ไหม? คิดเอาเองได้ไหม?

อะไรเป็นเครื่องอยู่ที่จะป้องกันไม่ให้ถูกหนาม!!

อ.วิชัย: ครับ ซึ่งข้อความต่อไปพระองค์ก็แสดงถึงเรื่องของการอบรมเจริญกายคตาสติ ก็คืออบรมเจริญสติครับ

ท่านอาจารย์: ก็ต้องรู้จักสติใช่ไหม? ไม่ประมาทเลย ไม่ว่าพระองค์จะตรัสว่าอย่างไร ต้องเข้าใจสิ่งที่พระองค์ได้ตรัส

อ.วิชัย: ครับ อย่างประเด็น ก็คืออย่างที่อุปมาเหมือนกับเป็นผู้ที่เข้าไปในป่า แล้วมีความระแวดระวังที่จะไม่ถูกหนามตำนนะครับ ถ้าฟังไม่ดีก็เหมือนกับมีตัวเราที่จะพยายามไม่ให้เป็นอย่างนั้นครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทุกคำแม้แต่คำเดียวที่พระองค์ตรัส ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา กว่าจะถึงความไม่ใช่เรา กว่าจะถึงความรู้จริงๆ ว่า แล้วเป็นธรรมอะไรแต่ละหนึ่งๆ!!

เห็นไหม เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจจริงๆ ในแต่ละคำของผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว

ไม่ใช่พระองค์ตรัสอย่างนี้แล้วคิดเอง นั่นไม่รู้จักผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความเป็นจริงของธรรม

อ.วิชัย: ครับ อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่ว่า รู้จักสติแล้วหรือยัง? นี่ก็เป็นเครื่องเตือนอย่างยิ่งครับ เพราะถ้าเป็นผู้ที่ไม่เข้าใจสติ ไม่เข้าใจในความเป็นธรรมะ ก็คิดว่า เราอบรมเจริญสติครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: โดยไม่รู้จักสติ

อ.วิชัย: ครับ โดยไม่รู้จักสติครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ธรรมจึงต้องลึกซึ้งต้องตรงต่อความเป็นจริง สติคืออะไร? อกุศลคืออะไร? แม้แต่อุปมานี้ ถ้าไม่มีสติ ก็จะถูกหนามตำ

อ.วิชัย: ครับ ก็ต้องมีการอบรมเหตุที่สมควรครับด้วยการศึกษาด้วยการฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจความเป็นจริงของธรรม ขณะนั้นก็พอที่จะรู้ได้ในความต่างกันของขณะที่หลงลืมครับด้วยความเป็นเราด้วยความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ต่างกับขณะที่ได้ฟังพระธรรมแล้วก็สามารถค่อยๆ เข้าใจครับ ก็มีเพียงความคิดนี้ในทีหลังครับท่านอาจารย์ว่า ขณะนั้นก็เป็นอาการที่ต่างกัน ก็ค่อยๆ คิดปรุงแต่งว่ามีสติอย่างนี้ครับ ก็ดูเหมือนกับก็เป็นการค่อยๆ ปรุงแต่งอัธยาศัยอย่างนี้เพิ่มขึ้นที่จะค่อยๆ เข้าใจในลักษณะของสติ ซึ่งยังไม่ใช่เป็นการรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมครับ

ท่านอาจารย์: จนกว่าจะถึงสติเกิด จึงอยู่ด้วยสติ

อ.วิชัย: ตรงนี้ก็ละเอียดมากครับ เพราะว่าหนทางที่ท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจก็คือเป็นเรื่องของการที่จะละทั้งนั้นเลยครับ แต่ก็คือถูกหนามตำที่จะพยายามจะรู้อย่างนั้นบ้าง คิดบ้าง คือก็ดูเหมือนละเอียดมากนะครับท่านอาจารย์ที่จะยากที่จะรู้ความต่างกันว่าขณะไหนที่เป็นเป็นตัวที่จะรู้ หรือพอใจที่จะรู้ หรือว่าเป็นเหตุปัจจัยของสติที่จะเกิดครับ ดูเหมือนกับยังเหมือนเข้าไปในป่าคือหนามจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: ทุกวันค่ะ ลืมตาขึ้นมาก็ถูกหนามตำแล้ว

อ.วิชัย: ครับ ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมากครับ แต่ก็ได้อาศัยพระธรรม และคำที่ท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจ ก็ค่อยๆ สะสมความเข้าใจเพิ่มขึ้นครับ

ท่านอาจารย์: จึงเข้าใจความหมายของบารมี อกุศลใดๆ ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ เพราะเกิดจากความไม่รู้ อวิชชา

เพราะฉะนั้น จึงเรียนให้รู้ว่า อวิชชามีจริงไม่รู้อะไร ต่างกับวิชชาซึ่งขณะนั้นตรงกันข้ามกับอวิชชา และก็เพราะวิชชาความเห็นที่ถูกต้องจึงทำให้เกิดบารมีทั้งปวงที่จะทำให้ค่อยๆ ทนุบำรุงความเข้าใจถูกต้องที่ละเอียดอย่างยิ่งให้ค่อยๆ เติบโต จึงจะละความเป็นเราได้

อ.วิชัย: กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากๆ ครับ

ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..

เหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรม [ทุกขธรรมสูตร]

ขอเชิญฟังได้ที่ ..

ปิยรูปกับสาตรูป

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 14 เม.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ