ถ้าพ่อแม่มองเราในทางที่ผิด ควรทำอย่างไร
โดย nipornpiy  17 พ.ย. 2552
หัวข้อหมายเลข 14291

หากพ่อแม่ดุว่าและมองเราในทางที่ผิด ซึ่งเราได้ชี้แจงเหตุผลกับท่านแล้วว่าเราไม่ได้ทำผิดอย่างที่ท่านคิด จะทำอย่างไรดีคะ รู้ว่าการเถียง การโกรธท่านที่ไม่ยอมรับฟังเรานั้นเป็นบาป แต่ท่านยังคงยึดติดกับความคิดนั้น และยังดุว่าเราด้วยเรื่องเดิมๆ นั้นอยู่ ได้แนะนำไปว่าอย่างไรก็ตาม เราต้องยอมให้พ่อแม่ เพราะที่เขาดุว่าก็เพราะเขาเป็นห่วง แต่อาจจะแสดงออกมาในทางที่ผิด ซึ่งพอหลายๆ ครั้งเข้า ตอนนี้น้องเขารู้สึกว่าในเมื่อเขาไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องทนด้วย เลยไม่ทราบจะแนะนำอย่างไรต่อดีเลยค่ะ


ความคิดเห็น 1    โดย ajarnkruo  วันที่ 18 พ.ย. 2552

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตนเองและบุคคลอื่นๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นบุพการีหรือไม่ก็

ตาม ควรจะเป็นผู้ที่มีความเมตตาและอดทนด้วยใจที่เป็นกุศล ที่จะไม่ก้าวล่วงด้วย

กายวาจาที่ไม่เหมาะสม และที่จะคอยช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยใจที่เป็นกุศลจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่า เราไม่สามารถที่จะไปจัดการคนอื่นให้มีความคิด

ความเห็นเป็นอย่างเดียวกันได้ทั้งหมด เพราะทุกคนที่เกิดมาล้วนมีการสะสมที่

แตกต่างกัน แล้วก็มีกรรมเป็นของตนๆ ที่จะส่งผลให้มีสุข มีทุกข์ที่แตกต่างกันไป

ตามกรรม ให้ทราบว่าถ้าไม่มีการเกิดไม่มีกรรม ไม่มีกิเลส ปัญหาทุกอย่างจะ

ไม่มี แต่เมื่อได้เกิดมาแล้ว ก็ควรที่จะได้ศึกษาว่า ความเป็นไปของชีวิตแต่ละวัน

โดยแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร ผ่านพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้และทรงแสดง

ซึ่งเป็นสัจจธรรม เป็นความจริงสูงสุดที่จะทำให้ผู้ที่ได้มีโอกาสศึกษา ถึงที่สุดของ

การแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยปัญญาจริงๆ

ขอเชิญคลิกอ่าน >>> ความสุขใจ ความทุกข์ใจ เป็นเรื่องของความคิด

อยู่ในโลกของความคิดนึก


ความคิดเห็น 2    โดย wirat.k  วันที่ 18 พ.ย. 2552

ช่วยรับฟังและเป็นกำลังใจให้เขา แนะนำให้ประพฤติตนตามที่พ่อแม่สอน

ที่พ่อแม่เข้าใจผิดก็ชี้แจงท่านไป ท่านจะว่ายังไงก็เรื่องของท่าน แต่หาก

ได้ทำตัวเป็นคนดีก็ไม่ต้องกังวลอะไรเดี๋ยวท่านก็เห็นเอง หรือไม่เห็นก็

ไม่ได้ทำให้ความดีของเขาลดลง และแนะนำให้เขาฟังพระธรรม หรือเข้า

มาถามปัญหาใน web นี้ก็ได้ครับ

...ขออนุโมทนา...


ความคิดเห็น 3    โดย saifon.p  วันที่ 18 พ.ย. 2552

ปลอบโยนน้อง แสดงความจริงใจ พูดกับเขาด้วยความเมตตา ถึงพระคุณพ่อแม่ท่านอดทนเลี้ยงดูถนุถนอมเรามาตั้งแต่อยู่ในท้องจนเราเติบโตฯลฯตอนนี้ถึงเวลา ของเราแล้ว ที่ต้องอดทน ต่อพ่อแม่ เพื่อตอบแทนพระคุณท่าน

สิ่งที่ได้ยิน ได้เห็น ทั้งดีและไม่ดีนั้น เป็นผลของกุศลและอกุศลในอดีตที่ได้ทำมาคนเราเลือกเกิดไม่ได้ ถ้าเลือกได้คงเลือกดีๆ กันหมด แต่ละคนสะสมอุปนิสัยมาแตกต่างกัน แน่นอนว่า คิดก็แตกต่างกัน มีทั้งดีและไม่ดี เราเองก็เช่นกันควรคิดถึงใจเขาใจเรา คิดถึงคุณความดีที่มีต่อกัน ขณะนั้นจิตอ่อนโยนเมตตาเกิด ความดีพิสูจน์ด้วยเวลานะคะ

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ


ความคิดเห็น 4    โดย paderm  วันที่ 20 พ.ย. 2552

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

แน่นอนครับว่าเมื่อเสียงที่ไม่ดีมากระทบ ปุถุชนอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลายก็ย่อมไหล

ไปกับอำนาจกิเลสที่สะสมมาแสนโกฏิกัปป์ เกิดความขุ่นใจ บางครั้งก็อาจจะล่วงวาจา

ออกมาโต้ตอบกลับไปก็ได้เพราะทุกอย่างเป็นธรรมและเป็นอนัตตา ดังนั้นไม่มีใคร

บังคับให้ใครทำอะไรอย่างไรได้แม้แต่ตัวเองที่จะบังคับให้ทำอะไรเมื่อได้ยินเสียงเหล่า

นั้น เพราะธรรมต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ปัญญาน้อย ปัจจัยให้เกิดสติ งดเว้นจากบาป

ก็น้อย อกุศลก็เกิดง่ายเป็นธรรมดา ปัญญามาก สติเกิดงดเว้นในสิ่งไม่ดี เพราะเข้าใจ

ความจริง จะเห็นได้ว่าเป็นหน้าที่ของธรรมทั้งนั้นครับ รู้เหตุให้งดเว้นจากบาปแล้ว

ใช่ไหมครับ คือความเจริญขึ้นของปัญญา ปัญญาก็ต้องมีเหตุนั่นคือการฟังธรรม ถ้า

ไม่ได้ฟังธรรมเลยจะเอาอะไรไปละ ไปงดเว้นจากบาปได้เมื่อได้ยินเสียงไม่ดีจากคนอื่น

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอนำธรรมที่ทำให้ท่านทั้งหลายได้เจริญขึ้นของปัญญาเมื่อพิจารณา

ถูกต้องตามความเป็นจริง อันเป็นเหตุให้สติเกิดขึ้นงดเว้นจากบาปจนถึงรู้ความจริงว่า

เป็นธรรมครับ


ความคิดเห็น 5    โดย paderm  วันที่ 20 พ.ย. 2552

ประการที่ 1.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 610

เมื่อผู้ทำความผิดมีคุณ เราไม่ควรทำความโกรธในผู้มีคุณ.

เมื่อไม่มีคุณควรแสดงความ สงสารเป็นพิเศษ.

จะเห็นนะครับว่า เมื่อได้ยินเสียงไม่ดีก็คงโกรธแน่ แต่เมื่อโกรธแล้วควรพิจารณาครับ

ว่า เขามีพระคุณกับเราไหม ใครไม่เคยผิดพลาดบ้าง ถ้าพ่อแม่เราผิดไป แต่อย่างน้อย

เขาก็มีพระคุณกับเรามากๆ ควรโกรธท่านต่อไปหรือเปล่า เมื่อเรามองถึงความดีของ

ท่านบ้างครับในสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาที่ท่านทำให้ ดังนั้นถ้าเกิดโกรธใครที่ทำไม่ดีกับเรา

เราก็ควรมองว่าเขามีพระคุณกับเราไหม เคยดีกับเราหรือเปล่าหรือหากว่าเขาไม่มีพระ-

คุณอะไรกับเราเลย ควรสงสารเขาเพราะเขากำลังทำเหตุที่ไม่ดี อันเป็นเหตุที่จะได้รับ

ผลที่ไม่ดีครับ จะโกรธไม่โกรธเขา เขาก็ต้องรับสิ่งที่ไม่ดีแน่นอนครับ


ความคิดเห็น 6    โดย paderm  วันที่ 20 พ.ย. 2552

ประการที่ 2

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 73 เวรไม่ระงับด้วยเวร แต่ระงับได้ด้วยไม่ผูกเวร

"ในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อม

ไม่ระงับด้วยเวรเลย ก็แต่ย่อมระงับได้ด้วยความ ไม่มีเวร, ธรรมนี้เป็นของเก่า." การที่เราจะล้างสิ่งสกปรกให้พื้นสะอาดด้วยสิ่งสกปรกด้วยกันคงเป็นไปไม่ได้มีแต่

เพิ่มความสกปรกเพิ่มขึ้น เมื่อผู้อื่นโกรธแล้วกล่าวว่าเรา แต่เรากับโต้ตอบกลับย่อมทำ

ให้เรื่องต่างๆ ความโกรธเจริญขึ้น ดังนั้นควรล้างด้วยสิ่งที่สะอาดคือความอดทนและ

เมตตา ถ้าเรานิ่งด้วยความอดทน ดีกว่าเราไปโต้ตอบกลับย่อมเกิดเรื่องมากกว่าครับ


ความคิดเห็น 7    โดย paderm  วันที่ 20 พ.ย. 2552

ประการที่ 3

การที่เราถูกว่าในสิ่งที่ไม่จริง นั่นเป็นความผิดของเขา ไม่ใช่ของเรา

แต่การที่เราโกรธว่าเขาตอบในสิ่งที่ไม่จริง นั่นเป็นความผิดของเรา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หน้าที่ 285 คนเราย่อมไม่เป็นโจรเพราะคำของบุคคลอื่น ไม่เป็นมุนีเพราะคำของบุคคลอื่น บุคคลอื่นรู้จักตนเองว่า เป็นอย่างไร แม้เทพเจ้าทั้งหลายก็รู้อักบุคคลนั้นว่าเป็น

อย่างนั้น ก็คนพวกอื่นย่อมไม่รู้สึกตัวว่า พวกเราที่สมาคมนี้ จักพากันย่อยยับ ใน หมู่ชนพวกนั้น พวกใดมารู้สึกตัวว่า พวกเราจักพากันไปสู่ที่ใกล้มัจจุราช ความ ทะเลาะ วิวาท ย่อมระงับไปเพราะพวกนั้น

ตัวเองและเทวดาทั้งหลายและผู้ปัญญาเท่านั้นย่อมรู้ว่าเราเป็นอย่างไร เราไม่ได้เป็น

ไปตามคำพูดของคนอื่น หากไม่เข้าใจตรงนี้ก็ย่อมทะเลาะกัน ลืมไปว่าทุกคนจะต้อง

ตาย เมื่อรู้ว่าแต่ละคนต้องตายกัน ความให้อภัย ความเป็นมิตรจึงเป็นสิ่งที่สำคัญใน

การมีชีวิตอยู่ที่เกี่ยวข้องกันเพราะเราจะรู้จักกันอีกไม่นาน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่เราหรือ

ใครก็ตาม ขออนุโมทนาครับ อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์


ความคิดเห็น 8    โดย wannee.s  วันที่ 21 พ.ย. 2552

ถ้าเราไม่ได้ทำผิด แต่คุณพ่อคุณแม่เข้าใจเราผิด เราต้องถือคุณธรรมเป็นหลัก ถ้า

เราจะกล่าวธรรมแล้วคุณพ่อคุณแม่ไม่รับฟัง ก็ไม่มีประโยชน์ เราก็เป็นผู้นิ่งเสียดีกว่า

เพราะการไม่โกรธตอบผู้โกรธอยู่ ย่อมรักษาประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นค่ะ


ความคิดเห็น 9    โดย nipornpiy  วันที่ 21 พ.ย. 2552

ขอขอบพระคุณในทุกความคิดเห็น และขออนุโมทนาค่ะ นอกจากจะได้แนวทางที่จะไปแนะนำต่อได้แล้ว ยังได้แนวทางที่จะขัดเกลาตนเองอีกด้วยค่ะ


ความคิดเห็น 10    โดย รากไม้  วันที่ 23 ม.ค. 2553

ถ้าไม่มีพ่อแม่ ...ก็ไม่มีเราในวันนี้

ไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีสมอง ไม่มีจิตที่ไปคิดรำคาญในคำพร่ำบ่นของท่าน

ขออนุโมทนา ในความเห็นถูก


ความคิดเห็น 11    โดย pamali  วันที่ 24 ม.ค. 2556
ขออนุโมทนาค่ะ

ความคิดเห็น 12    โดย nopwong  วันที่ 10 ม.ค. 2558

ขออนุโมทนา