
อ.อรรณพ: คือ คำ นะครับที่เป็นคำธรรมะ ถ้าเป็นผู้ที่ท่านใช้ภาษานั้นอยู่แล้วท่านก็คงจะเป็นสิ่งที่ท่านใช้คำนั้นอยู่แล้ว เช่น คำว่า ขันธะ นะครับ แต่พอเราเป็นคนไทยเราก็ศึกษาคำในภาษาบาลี แม้จะแปลมาอะไรมา เราก็จะคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องราว หรือเป็นภาษาของธรรมะ แต่ว่าจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่กำลังมีอยู่อย่างนี้จริงๆ นะครับ
เพราะฉะนั้น จาก คำ ที่จะสื่อไปถึงความ เราก็ไม่ได้สนใจในความเป็นจริง แต่ว่า คำนี้ก็เหมือนกับจะทำให้เราไปคิดถึงคำ แต่ถ้าไม่มีคำก็ไม่สามารถจะเข้าใจความเป็นจริงสิ่งที่มีครับ
ขณะนี้ก็มีเย็นนะครับ ขันธ์ก็อยู่ตรงเย็นอย่างนี้ครับท่านอาจารย์ แต่ว่า อันนี้ก็เป็นขั้นที่ในขณะที่ไม่ได้มีการระลึกตรงสิ่งที่ปรากฏ แต่เป็นการคิดถึงการระลึกตรงสิ่งที่ปรากฏก็เป็นเพียงขั้นไตร่ตรอง เพราะว่ายังไม่ใช่ขณะที่รู้ตรง
แล้วก็กราบท่านอาจารย์ครับ ถ้าไม่เข้าใจในความเป็นขันธ์ นี่ก็จะไม่สามารถละคลายความติดข้องอะไรได้เลยใช่ไหมครับ?
ท่านอาจารย์: รู้ไหมว่า ติดข้องในอะไร? และติดข้องคืออะไร? ทั้งๆ ที่กำลังติดข้อง และกำลังมีสิ่งที่ถูกติดข้อง นี่ค่ะ คือความไม่รู้ความจริงของทุกขณะ กำลังมีความติดข้อง และก็กำลังมีสิ่งที่ถูกติดข้องก็ไม่รู้ จึงต้องรู้ว่า ทุกขณะนี้แหละความจริงคืออะไร เป็นธรรมะสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง นี่.. ตรัสรู้นะไม่ใช่แค่คิด ทีละหนึ่งตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น ฟังธรรมะ ก็คือว่าฟังให้รู้จักให้เข้าใจถูกต้องในสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย จะได้รู้ว่า ไม่เคยรู้ความจริงเลยสักขณะเดียว เพราะฟังแล้วคิดว่า อยู่ในหนังสือ ขันธ์มีเท่าไหร่? มี ๕ อายตนะมีเท่าไหร่? มี ๑๒ อะไรเป็นอายตนะภายใน ภายนอก เดี๋ยวนี้อยู่ไหน?
พระองค์ตรัสให้เข้าใจเดี๋ยวนี้ต่างหาก ไม่ใช่ไปให้เข้าใจเพียงคำ แต่ให้รู้ว่า แต่ละคำกล่าวถึงสิ่งที่กำลังมี พิสูจน์ได้ รู้ได้เข้าใจได้ จนกว่าจะมั่นคงว่า เป็นธรรมะไม่ใช่เราในขั้นการฟัง อริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ด้วย
ไม่ใช่เพียงนิดๆ หน่อยๆ เห็นไหม! นี่คือพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ไม่เห็นพระคุณแน่นอน จะเห็นเมื่อไหร่ล่ะ?
อ.อรรณพ: จนกว่าปัญญาจะทำกิจน้อมไปว่า ในแต่ละคำนั้น ก็คือสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ตรงนี้ในแต่ละคำ
ท่านอาจารย์: จนกว่าจะเข้าใจ กำลังพูดถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ให้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ จนกว่าจะประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่มีจริง
อ.อรรณพ: แม้แต่จะฟังคิดตาม หรือกล่าวตาม ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ทุกคำก็เพื่อความเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ที่นี่ครับ นี่แหละคือน้อมเข้ามาในตน หรืออะไรต่ออะไร แต่ก็ยังไม่ใช่ว่า จะถึงพร้อมในการที่จะเป็นเช่นนั้นครับ
ท่านอาจารย์: ก็ต้องฟังด้วยความอดทนที่รู้ว่า ทุกคนกล่าวว่า ธรรมะยาก ยากเพราะไม่รู้ค่ะ พระองค์ตรัสเรื่องสิ่งที่มีจริง คือเห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ตรัสถึงเรื่องอื่นเลย ได้ยินเดี๋ยวนี้ คิดเดี๋ยวนี้ จำเดี๋ยวนี้ ให้รู้ว่าความจริง มี แต่ไม่รู้ จึงยึดถือว่าเป็นเราเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้
เพราะฉะนั้น ต้องไม่ลืม ทุกคำเพื่อให้เข้าใจความจริงว่า ธรรมะไม่ใช่เรา ธรรมะแต่ละหนึ่งก็เป็นธรรมะแต่ละหนึ่ง ปะปนกันไม่ได้
เพราะฉะนั้น จึงเป็นอนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย พูดถึงเดี๋ยวนี้เองค่ะ ไม่ใช่เราที่กำลังฟัง เห็นไหม! แต่ได้ยินมี เห็นมี เป็นธรรมะแต่ละหนึ่ง จนกว่าจะไม่มีเราจริงๆ มั่นคงในขั้นการฟัง จนสามารถที่จะค่อยๆ รู้ตรงแต่ละหนึ่งที่กำลังปรากฏด้วยความค่อยๆ เข้าใจในความเป็นจริงตามที่ได้ฟัง ตรงกัน!! ต่างกันไม่ได้เลย
อ.อรรณพ: ครับ ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วปัญญาที่รู้เพิ่มขึ้นๆ ก็ต้องรู้ในสิ่งที่มีที่ปรากฏที่ท่านอาจารย์กล่าวครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ อย่างยิ่งค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ