คันถะ ๔......สีลลัพพัตตปรมาสกายคันถะ
โดย พุทธรักษา  16 ก.ย. 2551
หัวข้อหมายเลข 9867

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


แนวทางเจริญวิปัสสนาครั้งที่ ๑๓๔ บรรยายโดย อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

สีลลัพพัตตปรมาสกายคันถะ ได้แก่ ข้อประพฤติปฏิบัติ ที่ผิดทางจากมรรค มีองค์ ๘

ทั้งหมดเป็น สีลลัพพัตตะปรามาสกายคันถะ เพราะว่าผู้ที่จะละสีลลัพพัตตปรามาสกายคันถะได้หมดสิ้นเป็นสมุจเฉทได้นั้นคือ พระโสดาบันบุคคลต้องเป็นผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรม จึงจะละสีลลัพพัตตปรามาสกายคันถะได้ ถ้าท่านไม่ใช่เป็นผู้ที่สำเหนียก สังเกตว่าสิ่งที่ท่านกำลังประพฤติปฏิบัติอยู่นี้ผิดหรือถูก ท่านก็ละสีลลัพพัตตปรามาสกายคันถะไม่ได้

คุณเอนก สำหรับข้อนี้ กระผมสงสัยครับ เนื่องจากว่า ผมได้ยินทางวิทยุที่ท่านบรรยายเกี่ยวกับสติปัฏฐานนี้เหมือนกัน ท่านบอกว่าการกำหนดรู้รูปนามที่เป็นปัจจุบันนั้น ท่านก็บอก ทางตา ให้กำหนดที่นาม ทางหู ท่านก็บอกให้กำหนดที่นาม ส่วนที่เหลือนั้น ท่านบอกว่า ให้กำหนดที่รูปก็มี กำหนดที่นามก็มี ท่านว่าอย่างนี้ แล้วท่านก็ยกบาลี ขึ้นมาอ้าง ท่านบอกว่าบาลีว่าไว้ ว่า ทิฏฺฐํ โสตํ มุตฺตํ ท่านว่าไว้อย่างนี้แหละครับ แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ จะเป็น สีลลัพพัตตปรามาสกายคันถะ ไปได้อย่างไร ขอความกรุณาด้วยเถอะครับ.

ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าเรื่องของสีลลัพพัตตปรามาสกายคันถะ นั้นก็คือว่า เป็นความเข้าใจผิดในข้อประพฤติปฏิบัติ ถ้าเป็นทิฏฐาสวะ คือความเห็นผิดทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ความเห็นผิดว่า โลกเที่ยง โลกสูญหรือว่าสภาพธรรมที่กำลังปรากฏนี้ (เห็นว่า) เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตนทั้งหมดเป็นความเห็นผิด.

เป็นทิฏฐาสวะ เป็นทิฏโฐฆะ เป็นทิฏฐิโยคะด้วย แต่พอถึงคันถะ เครื่องผูก ทรงจำแนกแล้ว. (คือ สีลลัพพัตตปรมาสกายคันถะ) ถ้าไม่มีความรู้ที่ถูกในการเจริญมรรคมีองค์ ๘ คือ มีความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนอย่างหนึ่งอย่างใด เกิดขึ้นที่จะไม่ทำให้รู้ลักษณะของนามและรูป ตามความเป็นจริง ก็เป็นสีลลัพพัตตปรามาสกายคันถะ

เพราะเหตุว่า ไม่ตรงกับสภาพธรรมตามความเป็นจริง เช่น ทางตา มีปรมัตถธรรม ๒ ชนิด คือนามธรรมที่เห็น กับสี (รูปธรรม) ที่ปรากฏทางตา จะให้ระลึกแต่เฉพาะ นามที่เห็นแล้วจะมีความรู้ ในสี (รูป) ที่ปรากฏ ได้อย่างไร
ไม่ได้แยกทวาร ทั้ง ๖ อายตนะทั้ง ๖ เลย ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตานี้ ก็เป็นของจริงเป็นสภาพธรรมที่มีจริงประการหนึ่ง ที่ไม่ปรากฏ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แต่ว่าเป็นสภาพธรรมของจริงที่ปรากฏทางตา ไม่ใช่ทางหู....กาย

เพราะฉะนั้น ความรู้ชัด ก็จะทำให้สามารถกระจัดกระจาย แยกนามและรูปที่เกาะกุมกันไว้ (ว่า) เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน (ออก) ได้ถูกต้อง ถ้าระลึกรู้ลักษณะของ "สี" ที่ปรากฏ ทางตาและระลึกรู้ลักษณะของ "เห็น" ที่กำลังปรากฏด้วย แต่ว่าไม่มีข้อความใด ในพระไตรปิฎกที่จะให้เว้น แล้วพยัญชนะที่อ้างก็คือ ทิฏฺฐํ โสตํ มุตฺตํ และวิญญาตํ นั้น ในขุททกนิกาย จุฬนิทเทส เหมก มาณวกปัญหานิเทส มีข้อความเรื่อง ทิฏฺฐํ โสตํ มุตฺตํ วิญญาตํ ดังนี้

คำว่า ทิฏฺฐํ ความว่า ที่ได้เห็น ด้วย จักษุ.

คำว่า โสตํ ความว่า ที่ได้ยิน ด้วย หู.

คำว่า มุตฺตํ ความว่า ที่ทราบ คือ ที่สูดด้วยจมูก ที่ลิ้มด้วยลิ้น ที่ถูกต้องด้วยกาย.

คำว่า วิญญาตํ คือ ที่รู้ ด้วย ใจ.

ขออนุโมทนา

ขออุทิศกุศลแด่คุณพ่อ คุณแม่และสรรพสัตว์



ความคิดเห็น 1    โดย อิน  วันที่ 16 ก.ย. 2551

ขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของคุณปริศนา

ขออนุโมทนาในกุศลจิตและกุศลวิริยะของทุกท่านค่ะ


ความคิดเห็น 2    โดย suwit02  วันที่ 16 ก.ย. 2551

สาธุ


ความคิดเห็น 3    โดย paderm  วันที่ 16 ก.ย. 2551
ขออนุโมทนาครับ

ความคิดเห็น 4    โดย JANYAPINPARD  วันที่ 17 ก.ย. 2551

อนุโมทนาคะ


ความคิดเห็น 5    โดย เมตตา  วันที่ 17 ก.ย. 2551

สีลลัพพัตตปรมาสกายคันถะ ได้แก่ ข้อประพฤติปฏิบัติ ที่ผิดทางจากมรรค มีองค์ ๘

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ


ความคิดเห็น 6    โดย pamali  วันที่ 15 ก.ค. 2553

ขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 7    โดย chatchai.k  วันที่ 19 ก.ค. 2563

ขออนุโมทนาครับ