
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
บิวอิค : ทำไมเวทนาถึงสำคัญแยกออกมาเป็นขันธ์เฉพาะ?
ทอจ : มีชีวิตอยู่เพื่อเวทนา อยากรู้สึกเป็นสุข คงไม่มีใครอยากจะอยู่เพื่อเป็นทุกข์ ทั้งชาติเกิดมาก็ขอให้เป็นทุกข์ไปเรื่อยๆ คงไม่มีใช่ไหม เพราะฉะนั้นความรู้สึกใหญ่ไหม? ที่เขารบราฆ่าฟันกันเขาต้องการอะไร ... รูปขันธ์ ... ต้องการรูปแข็งๆ หวานๆ แค่นี้ ... แต่เพราะไม่รู้ความจริงเพราะจะเป็นสุขเมื่อได้ คิดถึงแต่ความรู้สึกเป็นสุข ถ้าได้แล้วเป็นทุกข์เขาไม่เอากันหรอก แต่เขาคิดว่าได้มาแล้วเป็นสุขที่ได้
เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏทำไมเราต้องการอาหารอร่อย ทำไมต้องการรูปสวย ทำไมต้องการฟังเสียงดีๆ ทำไมต้องการกลิ่นหอมๆ ทั้งหมดเป็นที่ตั้งไม่งั้นเราจะต้องการอะไรถ้าไม่ต้องการรูปขันธ์ เราไม่มีปัญญาไปต้องการอื่นหรอก เราต้องการสิ่งที่มีที่ปรากฏให้เราเกิดความสุข ถ้าต้องการเมื่อไหร่เพราะต้องการความสุข ถ้าเอามาแล้วเป็นทุกข์เราไม่เอา เพราะฉะนั้นที่ได้อะไรมาแล้วเป็นสุข ทรัพย์สินเงินทองอะไรเพราะได้มาแล้วเป็นสุข เพราะฉะนั้นเวทนาจึงสำคัญเป็นขันธ์หนึ่งต่อจากรูปขันธ์ และถ้าเราไม่มีความจำว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรเราจะเกิดสุขเกิดทุกข์ในสิ่งนั้นได้ไหม? ก็เป็นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นเพียงรูปน่ายินดี กลิ่นหอมๆ มันต่างกับกลิ่นเหม็น ติดข้องเลยทันทีในกลิ่น เพราะฉะนั้นรูปทุกรูป ... สี เสียง กลิ่น รส เป็นรูปขันธ์นำมาซึ่งเวทนาขันธ์ เพราะเราจำไว้ ถ้าเราไม่จำใครจะให้เรามาเราไม่จำว่ามันดีหรือไม่ดี มันเสียหรือมันหวานหรือมันอร่อย ถ้าไม่มีความจำก็ไม่มีความปรารถนาต้องการ เพราะฉะนั้นโลกก็เป็นไปอย่างนี้โดยการที่สภาพทั้งหมดธาตุรู้วิญญาณขันธ์ เมื่อรู้สิ่งใดนำมาซึ่งความสุขเป็นความรู้สึกเป็นสุขแล้วก็จำไว้แม่นยำว่าขณะนั้นเป็นลักษณะที่น่ายินดีน่าต้องการเพราะฉะนั้นสังขารขันธ์ก็ปรุงแต่งไปเอามาจนได้ทั้งเจตนา ทั้งวิตก อะไรทั้งหมดขวนขวายหามา เพราะฉะนั้นทั้งหมดจิต เจตสิก รูปเป็นที่ตั้งของความยินดีพอใจ แต่จำแนกเป็นประเภทว่าประเภทไหน
ความรู้สึกมีใครบ้างที่ไม่ชอบ เกิดกับจิตทุกขณะ แต่ขอชนิดที่เป็นสุข ถ้าไม่ได้แบบเป็นสุขก็เอาแค่เฉยๆ แต่ทุกข์ไม่มีใครเอาแน่ เพราะฉะนั้นสัญญาก็จำว่าเราสุขจากอะไร เราสุขจากอาหารชนิดนี้ เราสุขจากรูปชนิดนี้เสื้อผ้าต้องเป็นแบบนี้ เข็มกลัดต้องเป็นแบบนี้ นาฬิกาต้องเป็นแบบนี้เพื่อความสุข เพราะสัญญาจำและก็ปรุงแต่งไปจนกระทั่งได้ และวิญญาณขันธ์ก็เป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง ไม่มีชื่อเลยแต่ทำหน้าที่รู้แจ้งสิ่งที่เป็นอารมณ์ เป็นเหตุให้ทุกอย่างเกิดขึ้นเจริญตามการรู้แจ้งของจิต เพราะฉะนั้นทั้งหมดอยู่ในอำนาจของจิต เพราะจิตรู้แจ้งจนเห็นความหลากหลายของสิ่งต่างๆ
อำนาจของกาม รูป เสียง กลิ่น รสสัมผัสนำมาซึ่งเวทนาและก็จำไว้ว่าอย่างนี้ทำให้เป็นสุขถ้าชอบ ถ้าทำให้เป็นทุกข์ก็หลีกเลี่ยง ทั้งหมดเป็นไปด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้นติดโดยไม่รู้ตัวเลย เป็นเราแค่นี้ก็ยากที่จะถอนทั้งๆ ที่มันดับไปแล้ว
เพราะฉะนั้นมีคำของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้ค่อยๆ รู้ความจริงว่าไม่มีอะไรเหลือเลย จะพอใจเท่าไหร่ก็หมดแล้ว ไปหลงติดข้องในสิ่งที่ไม่เหลือแล้ว ... โง่หรือฉลาด?! ทุกข์หรือเปล่ามันไม่มีแล้วไปแสวงหาอยู่นั่น ได้มาก็เหมือนได้มาถาวรหรือเปล่า? เปล่าเลยแค่เห็นดับแล้ว ถ้าคิดละเอียดๆ ได้มาเพื่อเห็นแล้วเห็นก็ดับ แต่โลภะติดแน่น เพราะฉะนั้นโลภะไม่ใช่สภาพที่ไม่รู้ แต่โลภะเป็นสภาพที่ติดข้อง
จำแนกเป็นขันธ์ห้าก็ยังเป็นเรานั่งอยู่ตรงนี้ ทุกขณะเป็นเราหมด ดีใจก็เราเสียใจก็เรา แล้วจะไม่เห็นคุณของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร? ไม่มีทางออกเลยถ้าไม่รู้ความจริงว่า ทุกอย่างมีปัจจัยเกิดขึ้น ถ้าไม่มีปัจจัยให้เกิด เกิดไม่ได้ แล้วแค่เกิดแล้วดับนี่มีประโยชน์อะไร? กว่าปัญญาจะลงไปถึงระดับนั้นได้ ทุกอย่างแค่เกิดแล้วดับแล้วไม่เหลือเลย ... แล้วไปติดข้องในอะไร? ทุกคำของพระพุทธเจ้าสอดคล้องกันหมดไม่ว่าจะนัยใดๆ เป็นธรรมะทั้งหมด เป็นจิต เจตสิก รูปหลายระดับหลากหลายมาก
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ