จงใจตั้งใจจะรู้อะไร!!
โดย เมตตา  12 มี.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52118

[เล่มที่ 30] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้า 176

๓. อุปาทานสูตร

อุปาทาน ๔

[๓๓๗] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทาน ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน ได้แก่อุปาทานคือกาม ๑ อุปาทานคือทิฏฐิ ๑ อุปาทาน คือศีลและพรต ๑ อุปาทานคืออัตตวาทะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทาน ๔ อย่างนี้แล.

[๓๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกําหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอุปาทาน อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ

จบอุปาทานสูตรที่ ๓


[เล่มที่ 76] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 417
สัญโญชนโคจฉกะ

[๗๑๙] ธรรมเป็นสัญโญชน์ เป็นไฉน?

สัญโญชน์ ๑๐ คือ กามราคสัญโญชน์ ปฏิฆสัญโญชน์ มานสัญโญชน์ ทิฏฐิสัญโญชน์ วิจิกิจฉาสัญโญชน์ สีลัพพตปรามาสสัญโญชน์ ภวราคสัญโญชน์ อิสสา สัญโญชน์ มัจฉริยสัญโญชน์ อวิชชาสัญโญชน์


ท่านอาจารย์: ธรรมะทั้งปวงทุกอย่างที่มีจริงเป็นอนัตตา แล้วไปสำนักปฏิบัติ!!

อ.อรรณพ: อันนี้ชัดครับ ท่านอาจารย์ครับ อย่างผู้ที่มีความเห็นถูกในระดับพอสมควรที่จะไม่ไปสำนักปฏิบัติ ไม่ไปทำอะไรที่เดินไปจ้องถึงขนาดอย่างนั้น คือว่าไม่ไปสำนักปฏิบัตินะครับ แต่ก็ยังไม่ได้เป็นผู้ที่ดับความเห็นผิดได้นะครับ สีลัพพตปรามาสะในชีวิตประจำวันเขาจะเป็นไปอย่างไรบ้างครับ สำหรับสีลัพพตปรามาสะ

ท่านอาจารย์: อกุศลมีหลายประเภทเวลาที่มีความติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใด อยากได้สิ่งที่ปรากฏทางตา อยากรับประทานอาหารอร่อย ขณะนั้นไม่มีทิฏฐิเจตสิกเกิดด้วย เป็นความอยาก ซึ่งไม่ได้ไปทำอะไรให้ผิดที่จะไปรู้ความจริง เพราะว่า ความจริงไม่ได้ไปทำ แต่ว่าเป็นความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย

เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องละเอียดที่จะต้องกล่าวถึงธรรมะแต่ละประเภทซึ่งคล้ายคลึงกันเกิดพร้อมกัน แต่ว่าไม่ใช่อย่างเดียวกัน ละเอียดอย่างยิ่งจึงสามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะไหนผิดขณะไหนถูก เช่น ถ้ามีความเข้าใจว่า ความเห็นผิดเดี๋ยวนี้มี จะหมดไปได้เมื่อมีความเห็นถูกเดี๋ยวนี้ เพราะความเห็นผิดเดี๋ยวนี้ทุกขณะ และก็ไม่มีความเห็นถูกในสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ทุกขณะ และความเห็นผิดนั้นจะหมดไปได้อย่างไร

เพราะฉะนั้น ถ้าทำขึ้นมามีความต้องการเพราะความไม่รู้ คิดว่าเป็นไปได้ทำได้ แต่ถ้าเป็นไปได้จริงๆ ทำซิ!! ทำอะไรก็ได้เดี๋ยวนี้ ทำซิทำได้ไหม? 

เพราะฉะนั้น ก็เป็นความลึกซึ้งของธรรมะทุกชนิดทุกประเภทที่จะต้องแยกกันโดยละเอียด

เพราะฉะนั้น ต้องศึกษาสภาพธรรมะที่มีจริงซึ่งหลากหลายต่างกันเป็นสภาพรู้กับสภาพไม่รู้ สภาพรู้ก็หลากหลายต่างกัน มิเช่นนั้น พอเป็นสภาพรู้ก็เป็นเรา เพราะไม่รู้ว่า ไม่ใช่เรา เพราะเป็นอะไร

อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ความที่อกุศลธรรมเหล่านี้ที่ละเอียดขึ้น ก็ยากจะเห็นอย่างสีลัพพตปรามาสะของพวกผมนี่แหละ ที่ก็มีความเข้าใจที่จะไม่ไปสำนักปฏิบัติ ก็เลยดูเหมือนกับว่า จะไม่ค่อยที่จะมีสีลัพพตปรามาสะอะไรเกิดขึ้นอย่างนี้ครับ เพื่อที่จะไม่ประมาท ขอท่านอาจารย์ช่วยชี้สีลัพพตปรามาสะของผู้ที่ศึกษาธรรมะแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้หมดความเห็นผิดครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีเห็น ศึกษามาแล้วว่า เห็นไม่ใช่เรา และเห็นก็เป็นสภาพรู้ ต่างกับสิ่งที่ปรากฏซึ่งไม่ใช่รู้อะไร จงใจตั้งใจจะรู้อะไร?

อ.อรรณพ: จงใจตั้งใจที่จะรู้ความเป็นจิตของเห็นซะที

ท่านอาจารย์: ผิดหรือถูก เห็นไหม!! นี่แหละสีลัพพตปรามาสะ ไม่เช่นนั้นแล้วจะดับเมื่อเป็นพระโสดาบัน ถ้ายังไม่ถึงความเป็นพระโสดาบัน แม้ผิดเพียงเล็กน้อยนิดหน่อย ปัญญาต้องสอดส่องรู้ทั่วจนสิ่งนั้นไม่เหลือที่จะผิดอีกต่อไป

เพราะฉะนั้น จึงต้องอาศัยความอดทนอย่างยิ่งที่จะรู้ความจริงว่าอะไรผิดอะไรถูก

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ก็เมตตา หยิบยกตัวอย่างให้เห็น เพราะเราฟังเรื่อง เห็น เป็นธาตุรู้ แล้วธาตุรู้ที่เห็นไม่ได้ปรากฏง่ายๆ แต่สิ่งที่กระทบตาที่ถูกเห็น ยังจะพอปรากฏให้ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อมีความอยากที่จะรู้ลักษณะของเห็น เพราะฉะนั้น ก็เหมือนนี่ไง กำลังเห็นอยู่นะ รู้ซะสิๆ รู้ ทำไมไม่รู้ สีลัพพตปรามาสะตรงนี้ ก็เป็นความละเอียดครับ

เป็นประโยชน์มากๆ ครับท่านอาจารย์ก็ยกตัวอย่าง เพราะว่า ความเป็นธาตุรู้ของเห็น ยากที่จะปรากฏ พอฟังอย่างนี้ปั๊บความอยากมี พออยากมีก็มีความประพฤติเป็นไปของจิต สีละ นะครับ แล้วก็มี พัตตะ ก็อย่างนี่ ไหนลองเห็นอีกแล้ว นี่เห็นก็เหมือนกับต้องจ้อง จ้องที่เห็นหน่อยๆ ครับ เหมือนกับจะจ้องๆ ที่เห็นหน่อยๆ เพื่อที่จะได้รู้ความเป็นธาตุรู้ของเห็น ต้องจ้องหน่อยๆ  

ท่านอาจารย์: ผิดหรือถูก

อ.อรรณพ: ผิดครับ ปรามาสะ

ท่านอาจารย์: นั่นแหละ จึงค่อยๆ รู้ว่า จะดับได้ด้วยโสตาปัตติมรรค

อ.อรรณพ: ความเป็นพระโสดาบันนี่ไม่ใช่น้อยๆ เลยที่สุดเลย ไม่ไปนอนบนตะปูแล้ว ไม่ไปสำนักปฏิบัติแล้ว แต่ฟังเรื่องเห็น ก็โลภะอยากรู้เห็น อยากจะระลึกตรงเห็นขึ้นมา

บางทีก็แปลกใจนะครับ กลิ่นกระทบจมูก รู้ตรงลักษณะ แล้วก็ไปรู้ลักษณะของความชอบกลิ่น เอ๊ะ! ทำไมข้ามการรู้ธาตุได้กลิ่นไปล่ะ ทำไมข้ามการรู้ธาตุได้กลิ่น คือจิตได้กลิ่นไป ก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น วิจิกิจฉาก็เกิดบ้าง แล้วก็ เอ๊ะ! จะทำไง เพราะฉะนั้น ตอนหลังเลยคิดว่า ขณะที่กลิ่นปรากฏนี่ กลิ่นยังปรากฏเรียกว่าปรากฏให้รู้ได้บ้าง ความติดข้องในกลิ่นก็ยังปรากฏ แต่ธาตุรู้กลิ่นไม่ปรากฏ ความสงสัยก็เกิดบ้าง แล้วก็เป็นที่จะ เอ๊ะ! ดังนั้นก็เหมือนจะใส่ใจ ใช้คำว่าใส่ใจในธาตุรู้กลิ่น แต่จริงๆ แล้วเป็นการคิดจดจ้องน้อยๆ ในธาตุรู้กลิ่น

อันนี้ก็เป็นความละเอียดของผู้อบรมเจริญสติปัฏฐานที่ยังมีพวกนี้อยู่ครับ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงธรรมะแต่ละหนึ่งที่ละเอียด ไม่มีใครที่สามารถจะรู้ได้ว่า ขณะนั้นเป็นอะไร

เพราะฉะนั้น จึงทรงกล่าวถึง เจตสิก สภาพที่มีจริงแต่ไม่ใช่จิต แต่เกิดพร้อมจิต แต่ไม่ใช่จิต คิดดู!! แต่ละหนึ่งๆ หลากหลายละเอียดมาก ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจ จะรู้ไหมว่า ขณะนั้นอะไร? กำลังเป็นความจงใจต้องการ

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: ก็คิดว่านั่นถูกแล้ว ต้องจงใจสิ ต้องตั้งใจสิ ต้องจดจ้องสิ 

อ.อรรณพ: ปรามาสะ นี่ครับ ซาบซึ้งว่า ปรามาสะนี่ แตะ ลูบคลำ แตะๆ ๆ ๆ พอมากๆ เข้า ทีนี้แหละยึดมั่นเลย อุปาทาน สีลัพพตุปาทาน ผมก็ซาบซึ้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงสัญโญชน์ที่เป็นทิฏฐิ ก็คือสักกายทิฏฐิ คือทิฏฐฺตั้งแต่เบื้องต้นเลย ไม่ได้พูดถึงทิฏฐิขาดสูญอะไรที่มีมาก แล้วก็ทิฏฐิที่เป็นศีลเป็นความเป็นไปของจิต สีลัพพตปรามาสะ ตั้งแต่เล็กๆ นิดๆ อย่างนี้ครับ ที่เป็นสัญโญชน์อยู่ กราบเท้าท่านอาจารย์เป็นประโยชน์มากๆ เลย

ท่านอาจารย์: และถ้าไม่ศึกษา จะรู้จักแม้แต่บางเบา สีลัพพตะ ไหม?

อ.อรรณพ: ไม่เลยครับ

ท่านอาจารย์: แม้ว่าจะรู้ว่า มรรคมีองค์ ๘ มีอะไร เจตสิกอะไร แต่ปัญญาสามารถที่จะเข้าใจความต่างของธรรมะที่ได้ฟัง จนกระทั่งขณะนั้นสามารถที่จะรู้ความต่างของธรรมะได้

อ.อรรณพ: ผมก็ซาบซึ้งว่า ทรงแสดงพยัญชนะที่ต่างๆ กัน เพื่อแสดงแม้ลักษณะสภาพธรรม แม้เป็นเจตสิกเดียวกัน คือทิฏฐิเจตสิก แต่เป็นความเห็น แต่ความเห็นผิดนี่ก็มีตั้งแต่เบื้องต้นเป็นสักกายทิฏฐิจนไปถึงทิฏฐิรุนแรงเลยครับ แล้วก็ทิฏฐินั้นแหละที่เป็นไปในศีล พรต ก็คือเป็นการประพฤติของจิตธาตุรู้ที่เป็นไปผิดตั้งแต่ปรามาสะ ลูบคลำ แตะๆ แล้วก็มากขึ้นๆ จนเป็นอุปาทาน เป็นพระมหากรุณาที่ทรงแสดงสภาพธรรมะเหล่านี้ว่า มีระดับต่างๆ กันครับ

เพราะฉะนั้น พระโสดาบันท่านถึงละพวกนี้ได้จริงครับ แล้วท่านอาจารย์บอกว่า ไม่มีเลย ไม่มีแล้ว ไม่มีเลยสีลัพพตปรามาสะสักนิดสักหน่อยที่จะแตะๆ สักนิดสักหน่อย พระโสดาบันไม่มีที่จะมาแตะๆ ลูบๆ คลำๆ ในความเห็นผิดที่จิตความเป็นสีละ ความเป็นปกติของจิตที่จะเป็นไปด้วยความเห็นผิดจะนิดจะหน่อยที่จะมาจ้องเห็น จ้องได้ยิน จ้องได้กลิ่น ที่จะรู้ ไม่มีนิดเดียวก็ไม่มี เห็นถึงความห่างกันมหาศาลครับระหว่างความเป็นปุถุชนกับพระอริยเจ้า กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..

อุปาทาน ๔

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 13 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ