ความไม่รู้อยู่ไหน?
โดย เมตตา  16 ต.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 53223

อ.กุลวิไล: ดิฉันขอนำหัวข้อเมื่อวานนี้มาสนทนาธรรม รู้ก่อนละ ค่ะ ซึ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ ซึ่งในเนื้อหาของ รู้ก่อนละ ดิฉันก็จะขอสรุปเพื่อจะกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ค่ะ

การที่จะก้าวล่วง คือละความไม่รู้และความติดข้องที่ยึดถือจิต ซึ่งเพียงเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วดับไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ปรากฏเป็นโลกรวมกันเป็นคนเป็นสัตว์ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง เท่านั้น จึงรู้จักการได้ฟังพระธรรม และเห็นความต่างกันว่า ตั้งแต่เกิดจนตาย จิตหลากหลายมากมายแต่ละประเภทเกิดขึ้นไม่ขาดสายสักขณะเดียว ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น ก็หลากหลายเป็นจิตแต่ละประเภทตามเหตุตามปัจจัย

จิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย จิตคิดนึก และจิตอื่นๆ รู้ความต่างกันของจิตแล้วจะไปยึดถือจิตไหนว่า เป็นเรา ในเมื่อแต่ละจิตเป็นธาตุ เป็นสิ่งที่มีจริงเพียงเกิดขึ้นปรากฏ และดับไป

ซึ่งท่านอาจารย์ก็กล่าวถึงในขั้นการฟังค่ะ เป็นการค่อยๆ สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกตามปกติตามธรรมดา และรู้ว่า ขณะที่กำลังสะสมก็เพียงแต่เริ่มเข้าใจที่จะค่อยๆ ละความไม่รู้ ไม่สามารถละความเป็นตัวตนได้ทันที

จิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย ๕ ทาง เป็นอุปัตติ เกิดขึ้นพิเศษต่างหากจากจิตอื่นทั้งหมด ซึ่งเป็นนิพพัตติรับรู้สึกต่อ ซึ่งอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ดิฉันได้นำมาสนทนาเมื่อวาน แล้วท่านอาจารย์ก็ได้ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฟังพระธรรม แล้วก็สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสภาพธรรมที่มีอยู่ในขณะนี้ และโดยเฉพาะกล่าวถึงจิต แล้วก็จิตที่พิเศษต่างจากจิตอื่นๆ ซึ่งก็ไม่พ้นขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สัมผัสทางกาย แล้วก็จิตอื่นๆ นอกจากนี้ก็เป็นนิพพัตติ ซึ่งก็รับรู้สึกต่อ

ซึ่งชาวงแรกดิฉันก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ค่ะ เพราะว่าในส่วนของการศึกษาปรมัตถธรรม แล้วท่านอาจารย์ก็ได้ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตโดยนัยยะต่างๆ ซึ่งความสำคัญก็คือ รู้ถึงจิตที่มีในชีวิตประจำวัน แล้วก็ปัญญาก็ต้องรู้เป็นไปตามลำดับขั้นด้วย อย่างขั้นฟังนี่ ก็แน่นอน ก็ต้องอาศัยคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงความเป็นจริงของจิตที่มีในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็หลากหลายมากค่ะท่านอาจารย์ เพราะว่าก็เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งแล้วก็รู้ได้ยาก แม้แต่จิตในชีวิตประจำวันนี่ ในขั้นฟัง นามธรรมที่เป็นธาตุรู้ อาการรู้ สภาพรู้ ซึ่งก็มีจริง เป็นธาตุที่เกิดขึ้นต้องรู้สิ่งที่ปรากฏ แต่ตัวจิตก็ต้องมีด้วย แล้วท่านอาจารย์ก็ได้นำจากพระไตรปิฎกมาแสดงว่า จิตก็หลากหลาย มีทั้งที่เป็นอกุศลจิต กุศลจิต แล้วก็วิบากจิต

ซึ่งแม้แต่ในช่วงที่ท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอบรมเจริญสติปัฏฐานด้วย ก็คือจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ท่านก็ทรงแสดงความต่างกันของจิต จิตที่มีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ จิตปราศจากราคะก็รู้ว่าปราศจากราคะ ซึ่งทั้งหมดก็ไม่พ้นจากชีวิตประจำวันค่ะ ซึ่งดิฉันก็จะมีประเด็นที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์ยาวหน่อย ซึ่งพอศึกษาเรื่องของจิต แล้วท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจอย่างอกุศลจิตในชีวิตประจำวันซึ่งท่านก็แสดงถึง ๑๒ ประเภท แต่ก็จะเข้าใจว่า จะเป็นอกุศลจิตประเภทใด ถ้าหากว่าไม่เป็นไปกับความติดข้อง ก็ไม่ใช่โลภมูลจิต แต่ถ้าเป็นไปกับความไม่พอใจในอารมณ์หรือขุ่นเคืองใจ ก็พอรู้ได้ว่า เป็นโทสมูลจิต แต่ถ้าไม่ได้มีความสงสัยในสภาพธรรม และความรู้สึกเป็นอุเบกขาเวทนาด้วยก็เป็นโมหมูลจิต

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ใช่จิตที่กล่าวมาทั้งหมดที่เป็นอกุศล เพราะฉะนั้น อกุศลจิตสุดท้ายก็คือโมหมูลจิตที่เป็นอุทธัจจสัมปยุตต์ค่ะท่านอาจารย์ ซึ่งก็เป็นจิตที่มีลักษณะที่ไม่รู้อารมณ์ที่ปรากฏ ก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ถึงความละเอียดค่ะ เพราะว่า จากการฟังก็พอจะพิจารณาไตร่ตรองได้ว่า อกุศลจิตมีแน่นอน เพราะว่าท่านก็แสดงถึงจิตที่มีราคะซึ่งก็ไม่พ้นอกุศลจิต ที่มีโลภะ โทสะ โมหะ แต่การที่จะรู้ว่าเป็นจิตใดก็ต้องเป็นปัญญาแน่นอน แต่ในขั้นฟังพิจารณาไตร่ตรองแม้แต่สภาพธรรมที่มีในชีวิตประจำวันอย่างโมหมูลจิตอุทธัจจสัมปยุตต์ค่ะ กราบเรียนท่านอาจารย์ค่ะ

ท่านอาจารย์: ก่อนอื่น ต้องรู้ว่า ธรรมมีทุกขณะแต่ไม่เคยรู้ว่าเป็นธรรม เป็นเรา เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย

แต่เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงแสดงให้เริ่มเข้าใจว่า ความไม่รู้อยู่ไหน? แทนที่เราจะใช้ภาษาบาลีว่า โมหะ

ความไม่รู้ไม่รู้อะไร? เมื่อไหร่? ที่ไหน? แค่นี้ .. สิ่งต่างๆ ที่กำลังล้อมรอบใช่ไหม?

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครจะรู้ว่า สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้แหละ ไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งนั้นเลย แม้ว่ากำลังมี เช่นขณะที่ตื่นขึ้นมาใครรู้บ้างว่า ขณะนั้นเป็นอะไรที่เป็นความจริงที่ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น แม้แต่คำว่า ธรรม ความลึกซึ้งอยู่ที่เป็นธรรมทุกขณะ ไม่รู้เลยว่า เป็นธรรมสักขณะเดียว

เพราะฉะนั้น เป็นธรรม หมายความว่าอะไร!! หมายความว่ามีจริงๆ

เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีจริงแน่นอน แต่ไม่รู้สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งที่มีเดี๋ยวนี้คืออะไร?

เพราะฉะนั้น ความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มี นั่นก็คือสภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้ แต่ว่าไม่สามารถที่จะเข้าใจถูกต้องในความเป็นจริงของสิ่งที่มี จริงไหม? แม้เดี๋ยวนี้ แม้เมื่อวานนี้ แม้วันที่ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ เติบโตมานานเท่าไหร่ แม้จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่มี

เพราะฉะนั้น จะกล่าวว่า รู้จักธรรมไหม? ไม่รู้มีจริง!!

เพราะฉะนั้น ชื่อในภาษาบาลีว่า โมหะ มัวเมาลุ่มหลงกับอาการที่ปรากฏโดยรูปร่างสัณฐานนิมิตว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมั่นคงว่ามีเรามีโต๊ะมีเก้าอี้ จากเพียงสิ่งที่กระทบตาแล้วดับ

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ทรงแสดงความจริง จะไม่รู้เลยว่า มีสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตายทุกขณะ ล้อมรอบ ไม่พ้นเลย แต่ก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่า ความจริงของสิ่งนั้นคืออะไร? เพราะไม่เคยแม้แต่คิดว่า สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้จริง เมื่อเกิดขึ้น

เห็นไหม ไม่รู้หรือเปล่า? มีจริงหรือเปล่าไม่รู้!! เป็นธรรมหรือเปล่า เป็นสภาพรู้หรือเปล่า?

เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีความมั่นคงว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ต่างกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเป็นสภาพรู้ หลากหลายมาก แม้แต่มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ แนนอน!!

เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสในภาษาบาลีว่า โมหะ หมายความไม่รู้ ลุ่มหลงไปในสิ่งที่ปรากฏ

ขอเชิญรับฟังวีดีโอ ..

รู้ก่อนละ

อุปปัตติ นิพพัตติ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.กุลวิไล ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1     โดย chatchai.k  วันที่ 17 ต.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ


ความคิดเห็น 2     โดย ภาคินี  วันที่ 18 ต.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.กุลวิไล และ อนุโมทนากับพี่เมตตาค่ะ