ผมได้อ่านบทความหนึ่งกล่าวว่าสติเป็นของกลางการปฎิบัติให้ตั้งที่สติ นั่นเป็นทางสายกลาง สติจะปรากฏได้ทั้งกุศลและอกุศล เป็นทางส่วนสุดสองอย่าง พระองค์สอนมัชฌิมาปฎิปทา สติล้มง่ายคนดีสติล้มในกุศลคนไม่ดีสติล้มไปในทางอกุศล ปรุงแต่งได้ทั้งสองฝั่ง
จากข้อความข้างต้นนี้ผมเลยงงครับว่าสรุปแล้วสติ เป็นได้ทั้งกุศลและอกุศลไม่อย่างไรครับ??
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
สติ เป็นสภาพธรรมที่ดีงาม เป็นโสภณสาธารณเจตสิก หมายความว่า เป็นเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตที่ดีงามทุกประเภท สติเกิดกับจิตประเภทใด จิตประเภทนั้น ต้องเป็นโสภณจิต ซึ่งโสภณจิต ก็มีทั้ง กุศลจิต วิบากจิต และ กิริยาจิต สติซึ่งป็นสภาพธรรมฝ่ายดี จะไม่เกิดร่วมกับอกุศลจิตอย่างเด็ดขาด จะไม่เกิดร่วมกับโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น
ธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงนั้น
เป็นจริงอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้น
ไม่มีใครสามารถไปเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ ให้เป็นอย่างอื่นไปได้ สติก็เช่นเดียวกัน เป็นธรรมที่มีจริง
เป็นสภาพธรรมที่ระลึกเป็นไปในกุศลในทานบ้าง ศีลบ้าง ภาวนาบ้าง
ถ้าไม่มีสติ กุศลจิตรวมถึงเจตสิกฝ่ายดีอื่นๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้
แต่ในทางตรงกันข้าม ขณะที่เป็นอกุศลไม่มีสติ
ดังนั้น สติจะเป็นอกุศลไม่ได้
สติจะเกิดกับอกุศลจิตไม่ได้เลย ความจริง เป็นจริงอย่างไร
ก็เป็นจริงอย่างนั้น ใครๆ ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง
ต้องได้อาศัยพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว
ที่ตนเองได้ฟังได้ศึกษาด้วยความเคารพละเอียดรอบคอบ
สติเป็นองค์มรรคประการหนึ่ง (สัมมาสติ --- ระลึกชอบ
ระลึกตรงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลัปรากฏ) ในอริยมรรคมีองค์ ๘
ซึ่งเป็นมัชฌิมาปฏิปทาอันเป็นทางสายกลาง ทางสายกลาง
ก็ต้องเข้าใจให้ถูกว่าเป็นทางที่ไม่เข้าใกล้
ไม่ตกไปในทางฝ่ายที่ผิดทั้ง ๒ ทาง กล่าวคือ
ความพัวพันหมกมุ่นอยู่ในกามและการทรมานตนให้ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน
ครับ
... ยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านด้วยครับ ...
กราบขอบพระคุณและ อนุโมทนาในกุศลจิตท่านอาจารย์ครับ
ยินดีในกุศลจิตครับ