ต้องเป็นผู้ละเอียดเริ่มต้นถูกตั้งแต่ต้น
โดย เมตตา  13 มี.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52124

[เล่มที่ 78] พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้า 41-42

ในกายนี้ จึงมิได้ตรัสว่า มีปกติตามเห็นธรรมสักอย่างหนึ่งนอกจากภูตรูป และ อุปาทารูปในกายแม้นั้น. อันที่จริง ทรงแสดงการแยกฆนะ โดยการแสดงวัตถุกล่าวคือกาย ด้วยอำนาจแห่งกายคือที่ประชุมนั่นแหละ โดยประการต่างๆ ว่า เป็นผู้มีปกติตามเห็นการประชุมแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลผู้ตรวจดูส่วนประกอบแห่งรถด้วย เป็นผู้มีปกติตามเห็นการประชุมแห่งโกฏฐาสทั้งหลายมีผมขนเป็นต้น เปรียบเหมือนบุคคลผู้ตรวจดูส่วนประกอบน้อยใหญ่ของเมืองด้วย เป็นผู้มีปกติตามเห็นการประชุมของภูตรูป อุปาทารูปทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลแยกใบกล้วย หยวกกล้วย ออกจากลำต้นกล้วย เเละเปรียบเหมือนผู้แบกำมืออันเปล่าด้วย ฉะนั้น. จริงอยู่ ในอธิการนี้ จะเป็นกายที่นอกจากกายคือที่ประชุมตามที่กล่าวแล้วก็ตาม จะเป็นหญิง เป็นชาย หรือว่าเป็นธรรมอะไรๆ อื่นก็ตาม ย่อมไม่ปรากฏ. แต่ว่าสัตว์ทั้งหลาย ย่อมกระทำการยึดมั่นเพราะความเห็นผิด ในเหตุสักว่าการประชุมแห่งธรรมตามที่กล่าวแล้วโดยประการนั้นๆ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า

    ยํ ปสฺสติ น ตํ ทิฏฺฐํ ยํ ทิฏฺฐํ ตํ น ปสฺสติ

    อปสฺสํ พชฺฌเต มุฬฺโห พชฺฌมาโน น มุจฺจติ.

    แปลว่า

    บุคคลเห็นอยู่ซึ่งสิ่งใด   (๑)   สิ่งนั้น   (๒)   ชื่อว่า อันเขาเห็นแล้วก็หาไม่ สิ่งใด   (๓)   อันเขาเห็นแล้ว เขาชื่อว่าย่อมไม่เห็นซึ่งสิ่งนั้น บุคคลผู้หลง เมื่อไม่เห็นย่อมติด เมื่อติดก็ย่อมไม่หลุดพ้น.

คำว่ามีปกติตามเห็นกายในกายท่านกล่าวแล้ว เพื่อการแสดงการแยกฆนะเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง ในอธิการนี้ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแม้นี้ด้วยอาทิศัพท์. จริงอยู่ พระโยคาวจรนี้มีปกติตามเห็นกายในกายนี้เท่านั้น มิใช่มีปกติตามเห็นธรรมอื่น. ถามว่า ข้อนี้ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ตอบว่า ท่านอธิบายว่าชนทั้งหลายผู้มีปกติตามเห็นพยับแดดแม้อันไม่มีน้ำว่าเป็นน้ำ ฉันใด พระโยคาวจรมีปกติตามเห็นกายนี้อันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นอสุภะนั่นแหละว่า เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตา เป็นสุภะ ฉันนั้นหามิได้ โดยที่แท้ มีปกติตามเห็นกายก็คือ มีปกติตามเห็นการประชุมแห่งอาการของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นอสุภะเท่านั้น ดังนี้.


อ.วิชัย: กราบท่านอาจารย์ครับ อย่างฟังการสนทนาเมื่อสักครู่ ก็เห็นความละเอียดของความเห็นผิดครับ ไม่ใช่ใหญ่โตเหมือนกับที่ไปประพฤติผิด การทรมานตนโดยคิดว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นเหตุให้ดับกิเลสได้ ก็เป็นความเห็นผิดที่ต่างมาก และก็ไกลมาก

แต่ว่าความเห็นผิดที่ละเอียดที่เป็นสีลัพพตปรามาสครับ อย่างที่ท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจ คือว่า ขณะที่มีความจงใจที่จะรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความเป็นตัวเรา และมีความเห็นว่า การกระทำอย่างนั้นเป็นหนทางที่จะรู้ความเป็นจริงของธรรมะ ก็เป็นความเห็นที่ผิดครับ ก็เป็นความเข้าใจขึ้นครับ

แต่ประเด็นที่จะกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ครับ อย่างการกล่าวถึงการอบรมเจริญสติปัฏฐานครับ ก็จะมีข้อความที่จะแสดงให้เห็นถึง เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกายครับ ท่านอาจารย์ครับการที่มีข้อความที่จะแสดงให้เห็นถึงเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายก็ตาม หรือบางแห่งก็จะกล่าวถึงความเป็นผู้มีปกติ นี่ก็แสดงให้รู้ถึงไม่ใช่เป็นความจงใจ หรือตั้งใจครับ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ให้ความละเอียดตรงนี้ครับ เพราะว่าอย่างที่เคยฟังท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้ก็เป็นปกติ แต่การที่จะมีความเข้าใจเกิดขึ้น หรือเจริญขึ้นที่จะเป็นปกติโดยที่ไม่ใช่ตัวเราที่จะไปทำนี่ครับ ซึ่งความเป็นตัวเราก็ละเอียดมากที่จะเกิดขึ้นที่จะเป็นเราทำเสมอครับ ก็กราบท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจตรงนี้ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แล้วจะหมดเรานี่ง่ายไหม?

อ.วิชัย: ไม่ง่าย ยากมากครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดว่า ต้องเริ่มต้นถูกตั้งแต่ต้น

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ อย่างถ้าเป็นข้อความที่กล่าวถึง ธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตาครับ ก็ดูเหมือนกับเป็นสิ่งที่รู้ในความหมายว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่อัตตาตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แล้วก็ปฏิเสธต่ออัตตา ก็ดูเหมือนกับเป็นความคิดไตร่ตรองว่า เดี๋ยวนี้ก็มีแล้วก็เกิด ก็ดูเหมือนกับความรู้ครับท่านอาจารย์ที่จะมั่นคงที่จะไม่หลงผิดในการที่จะเป็นเราที่จะกระทำ นี่ก็ไม่ง่ายเลยครับท่านอาจารย์แม้จะเพียงว่า ธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา แล้วพอเข้าใจบ้างครับ

ท่านอาจารย์: เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช่ไหม? ฟังเท่าไหร่ไม่รู้เพราะอะไร? เพราะลึกซึ้ง!! 

อ.วิชัย: คำนี้ดูเหมือนกับต้องตามไปตลอดการอบรมเจริญปัญญานะครับท่านอาจารย์ ธรรมะลึกซึ้งครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความรู้จึงมีต่างกัน ไม่ใช่ว่าเราจะไปประจักษ์แจ้งสิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ต้องเกิด ไม่เกิดไม่มี  สิ่งที่มีจริงเมื่อไหร่ ทันทีที่สิ่งนั้นเกิด จริงแน่!! เกิดแล้วปรากฏดับ จริงแน่!!

เพราะฉะนั้น ก็รู้ได้เลยว่า ยังไม่รู้เลยว่าอะไรบ้างเดี๋ยวนี้เกิด เห็นมีแล้วทั้งนั้นเลย ไม่เห็นเกิดสักที ใช่ไหม? ทุกอย่างมีแล้วหมด เพราะเกิดแล้ว!! แต่ถ้าไม่รู้ว่า แต่ละหนึ่งคืออะไร ก็ไม่สามารถจะแยกสิ่งที่มีให้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะเป็นอย่างเดียวกันได้ เพราะต่างกัน แม้ว่าเกิดพร้อมกันก็ต่างกัน

ฟังอย่างนี้ จะไปหาความจริงที่ไหน?! ไม่ต้องหา มีเดี๋ยวนี้ไม่รู้!!  เห็นไหม สีลัพพตปรามาสะ ไปหา! ผิดแล้ว!! ก็มีเดี๋ยวนี้ จะไปหาอะไรอีก? เพราะไม่รู้ความจริงว่า สิ่งที่ได้ฟังทั้งหมด ทุกคำ กำลังมีเดี๋ยวนี้แต่ละอย่างๆ เห็นมี เราเห็น เมื่อไหร่ๆ ก็เราเห็น สิ่งที่ปรากฏทางตาเพียงแค่กระทบตาปรากฏ แล้วยังงัยล่ะ!! เป็นคุณวิชัย เพียงแค่เห็นสี ผิดแค่ไหนๆ!! ไม่ตรงแค่ไหน!! รู้ไหม กว่าจะไม่มีอะไรเลยในสิ่งที่ปรากฏเป็นสีสันวัณณะ แล้วก็แต่ละหนึ่งสี จริงไหม? จึงเริ่มรู้จักผู้ที่ตรัสอย่างนี้ เพราะทรงประจักษ์ความจริงอย่างนี้ให้คนอื่นเริ่มไตร่ตรองถูกต้อง ต้องถูก ไม่ผิด จริงต้องจริง 

เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ไม่เห็นสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นคนเป็นสัตว์เป็นสิ่งของเลย มีแต่สีสันวัณณะ อะไรจริงถึงที่สุด

อ.วิชัย: ความเป็นจริงก็อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นี้ครับ อย่างสิ่งที่ปรากฏที่เคยจำว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

ท่านอาจารย์: ลึกซึ้งไหม?

อ.วิชัย: ลึกซึ้งมากครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จนกว่าจะปรากฏอย่างนั้น ต้องมีหนทางเพราะสิ่งนั้นจริง ถ้าไม่มีการใส่ใจ เราจะใช้ภาษาอะไรก็ได้ แต่ละเจตสิกมีหลายคำ พิจารณา ไตร่ตรองอะไรก็ตาม แต่ลักษณะแท้ๆ ใส่ใจต่างกับสนใจ แม้เพียงเล็กน้อย คือใส่ใจกับสนใจก็ต้องเป็นขณะที่ต่างกัน ไม่ใช่เรา คิดดู!! แล้วเป็นอะไร? ถ้าไม่รู้ความละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่งก็เอาความเป็นเราออกไม่ได้ จากขณะที่สิ่งนั้นกำลังเป็นอย่างนั้น เช่น พิจารณาไตร่ตรองหรืออะไร เป็นต้น ที่เราใช้คำ แต่ว่า นั่นเป็นคำที่กล่าวถึงธรรมะเพียงหนึ่งประเภทไม่ปะปนกับอย่างอื่นเลย

เพราะฉะนั้น ฟังธรรมะไม่ใช่ไปจำจิตเท่าไหร่ เจตสิกเท่าไหร่ เรียกชื่อต่างๆ กันไป แต่ความละเอียดของความเป็นธรรมะแต่ละหนึ่งเป็นอย่างเดียวกันไม่ได้ แต่ละหนึ่งเป็นหนึ่งเป็นอย่างเดียวกันไม่ได้

ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง จะรู้จักไหม!! ธรรมะฝ่ายดีมีอะไรบ้าง ธรรมะฝ่ายที่เป็นโทษเป็นภัยไม่ดีมีอะไรบ้าง ทั้งๆ ที่กำลังมีก็ไม่รู้ นี่คือความลึกซึ้งของความไม่รู้ที่ปิดบังความจริง เป็นปัจจัยให้มีความเห็นผิดต่างๆ ประพฤติผิดต่างๆ จนกว่านานเท่าไหร่ ก็คือว่ารู้ความจริงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงจะต้องไปนับไหม กี่ก้ปป์กี่แสนกัปป์? ขึ้นอยู่กับความเข้าใจสื่ง ที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่มีความเข้าใจเลยก็ประมาณไปเถิดว่าเท่าไหร่? 

เพราะฉะนั้น ความเข้าใจต้องตรง ต้องรู้ว่าไม่ใช่เรา เริ่มฟังและเริ่มมั่นคงว่า เป็นสิ่งที่มีจริงที่ต้องเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยหลากหลายจึงเป็นอย่างนั้นได้ และทันทีที่เกิดก็ดับ เกิดแล้วต้องเป็นอย่างนั้นเท่านั้นแล้วก็ดับ ค่อยๆ เข้าใจจนมั่นคง ปลูกฝังความเข้าใจบารมีที่ตรงต่อความเป็นจริง จนกระทั่งไม่เป็นอื่น ถ้าปัญญาเกิดขึ้นเข้าใจอะไร?! เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้

ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..

มีปกติตามเห็นกาย [วิภังค์]

ขอเชิญฟังเพิ่มได้ที่ ..

แนวทางเจริญวิปัสสนา ตอนที่ 109

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 16 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ