ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ...
ครั้งที่ ๗๖๓

~ พระธรรมมีค่าเหนือรัตนะใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าแก้วแหวนเงินทอง
ไม่ได้นำความสุขมาให้เราอย่างแท้จริง เราอาจจะชอบเพลินไป สวยดี
โดยเอากิเลสของเราเป็นประมาณในสิ่งที่เราชอบ
ก็ตั้งราคาตามกิเลสของเรา แต่ว่าเวลาที่เรามีความทุกข์
สิ่งนั้นช่วยได้ไหม?
ไม่มีทางที่รัตนะอื่นจะทำให้เราคลายจากความทุกข์ได้
แล้วคนเราหนีความทุกข์ได้ไหม ถ้ายังมีกิเลส
เพราะเหตุว่าทุกข์มีหลายแบบ ทุกข์กายก็มี ทุกข์ใจก็มี
แค่ขุ่นใจนิดเดียว สุขหรือทุกข์
แล้วมีใครบ้างที่จะพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้
แต่ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้หนทางที่จะทำให้เราหมดทุกข์
โดยประการทั้งปวง
~ การศึกษาธรรม ต้องทราบจริงๆ ว่าเป็นการค่อยๆ
ฝืนนิสัยของเราแต่เดิมซึ่งนิสัยเดิมของเราไม่รู้ความจริง
เกิดมาก็มืดบอด สิ่งที่ไม่ควรจะติดข้อง ก็ติดข้อง
สิ่งที่ควรจะละทิ้งอย่างโลภะ เราก็ไม่ยอมสละ เพราะฉะนั้น
ขณะนี้ที่ฟัง เรากำลังเริ่มที่จะเปลี่ยนนิสัย ละจากการที่ติดข้อง
ให้เห็นความจริงว่า ถึงเราจะติดข้องสักเท่าไร
แท้ที่จริงก็คือสิ่งซึ่งไม่เที่ยง
ไม่มีอะไรเลยสักอย่างเดียวที่จะเป็นของเราได้
~ ความอดทนต้องอดทนทุกอย่างในชีวิต ทั้งในสุข ทั้งในทุกข์
ทั้งในความยากลำบากต่างๆ
อุปมาเหมือนแผ่นดินซึ่งทนต่อสิ่งของที่เขาทิ้งลงมา
ทั้งของที่สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง เพราะฉะนั้น ชีวิตของทุกท่าน
ในระหว่างที่กำลังฟังพระธรรม
ก็จะต้องมีความอดทนที่จะเพียรต่อไปในสังสารวัฏฏ์ ไม่ว่าในชาติไหน
จะได้รับสุขทุกข์อย่างไร หรือว่าจะมีความทุกข์ยากต่างๆ
อย่างไรก็ตาม
~ ขณะจิตแรกที่เกิด เลือกเกิดไม่ได้ เป็นวิบาก
เป็นผลของกรรมหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ ที่ทำให้เป็นคนนี้ในชาตินี้
แล้วก็จะสิ้นสุดลงเมื่อถึงจิตขณะสุดท้าย
ทำให้เป็นบุคคลนี้อีกต่อไปไม่ได้
ซึ่งแม้แต่จิตขณะสุดท้ายก็เป็นวิบากจิต คือเป็นผลของกรรม
ที่เราใช้คำว่า ถึงแก่กรรม ในภาษาไทย เป็นคำที่มีความหมายว่า
เมื่อกรรมนั้นถึงที่สุดแล้วก็จะทำให้เป็นบุคคลนี้อีกต่อไปไม่ได้เลย
~ พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
ทรงแสดงความจริงทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย
ให้รู้ว่าเป็นธรรมซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของใครด้วย
และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังธรรมจึงต้องไตร่ตรอง
เพื่อที่จะเริ่มรู้ทางที่ปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงอย่างที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้
และทรงแสดง
ไม่ใช่ทางอื่นแต่เป็นทางที่จะมีความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ
ที่กำลังปรากฏในขณะนี้
~ จะมีใครบันดาลหรือใครสร้างได้ไหม
โสตวิญญาณธาตุในขณะนี้กำลังได้ยิน มีโสตปสาทรูปจึงมีจิตนี้เกิดขึ้น
คือ ต้องเกิดที่โสตปสาทรูปจึงจะทำกิจได้ยิน คือสวนกิจได้
และเพียงชั่วขณะที่ทำกิจได้ยินแล้วก็ดับ นี่คือความเป็นอนัตตาของ
สภาพธรรมในขณะนี้ตามความเป็นจริง
~ ทุกวันที่มีชีวิตอยู่ ปฏิปทา คือ
ทางดำเนินของชีวิตของแต่ละคนเป็นมิจฉาหรือเป็นสัมมาขณะใด
ขณะที่เห็นแล้วก็ชอบ และมีความยึดมั่น มีการกระทำกรรมต่างๆ
ซึ่งเป็นเหตุให้มีการเกิดอีก มีการแก่อีก มีการตายอีก
ทั้งหมดเป็นมิจฉาปฏิปทา แต่ขณะใดซึ่งเป็นทางดับ
ทางที่จะดับทั้งหมดเป็นสัมมาปฏิปทา เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ
ทุกท่านก็รู้ได้ด้วยตัวเองว่า ขณะใดเป็นสัมมาปฏิปทา
ขณะใดเป็นมิจฉาปฏิปทา และในวันหนึ่งๆ สัมมาปฏิปทามากหรือน้อย ถ้า
มิจฉาปฏิปทายังมากกว่า การที่จะดับสังสารวัฏฏ์ก็ต้องนานกว่า
ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะ
ของแต่ละบุคคลที่จะรู้ได้ด้วยปัญญาของตนเองจริงๆ
~ ขณะที่กำลังโกรธ ถ้าระลึกถึงความตายแล้วไม่โกรธ
เพราะตายแล้วก็จะเอาความโกรธติดตัวไปมากด้วย จะมีประโยชน์อะไร
หรือกำลังริษยาแล้วระลึกถึงความตายก็ไม่ริษยา
เพราะรู้ว่าถ้าริษยาในขณะนั้น ตายไปก็มีริษยานั้นสะสมไปในชาติต่อๆ
ไป เพราะฉะนั้น การเจริญมรณสติ ไม่ใช่นึกถึงเรื่องความตายเฉยๆ
เท่านั้น แต่เมื่อนึกถึงความตายแล้ว
กุศลจิตอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดตามขั้นของปัญญา
~ แต่ก่อนนี้อาจจะคิดว่าเป็นคนดีพอสมควร
แต่ยิ่งรู้ละเอียดก็ยิ่งรู้ว่า ทำไมวันหนึ่งอกุศลเกิดมากกว่ากุศล
และจะเป็นคนดีอย่างที่เคยคิดได้ไหม เพราะว่าแต่ก่อนถ้าไม่โกรธจัดๆ
หรือไม่มีความคิดไม่ดีต่อคนอื่น ก็อาจจะคิดว่า ตัวเองดีแล้ว
เป็นคนดี มีความหวังดีต่อคนอื่น
และถ้ายิ่งละเอียดรู้ว่าขณะจิตเป็นอกุศล มากกว่ากุศล
ก็จะยิ่งเป็นผู้ที่รู้ตัวและเข้าใจความหมายของปุถุชนซึ่งเป็นบุคคลหนาด้วยกิเลส
จนกว่าจะเข้าใจสภาพธรรมเพิ่มขึ้น
~ ขณะใดที่เป็นกุศล
ขณะนั้นก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้บุคคลใดทั้งสิ้น
มีแต่จะนำประโยชน์สุขเกื้อกูลแก่บุคคลอื่น
*** ~ ถึงแม้ว่าจะมีโจรมาเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่แขนขา
สมควรไหมที่จะโกรธ ถ้าเป็นผู้ที่ฟังธรรมเข้าใจจริงๆ สงสารโจรไหม
กระทำกรรมซึ่งเขาจะต้องได้รับผลแน่นอน
ใครก็จะไปเปลี่ยนแปลงผลของการกระทำของเขาให้เป็นผลที่ดีไม่ได้***
~ แต่ก่อนเราอาจจะเป็นคนที่ตรงมาก
มีความรู้สึกอย่างไรก็พูดไปอย่างนั้น
โดยไม่ได้ขัดเกลาหรือโดยลืมว่าคนฟังจะรู้สึกอย่างไร
แต่ถ้าเพียงเห็นประโยชน์นิดเดียวว่า กุศลควรพร้อมทั้งกาย ทั้งวาจา
ทั้งใจ เพราะฉะนั้น เวลาที่จะพูดกับใครก็พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์
และพูดคำที่น่าฟัง
มีการนึกถึงจิตใจของเขาและอนุเคราะห์เกื้อกูลเขาให้เขาสามารถเข้าใจในเหตุในผลได้
คือ ด้วยวาจาของเรา สามารถเป็นประโยชน์กับคนอื่น
เราก็มีปิยวาจา (วาจาอันเป็นที่รัก) ด้วย
~ ทุกข์ก็มีทั้งทุกข์กาย ทุกข์ใจ ถึงแม้ว่ากายสบาย
ไม่ได้ป่วยไข้ได้เจ็บเลย แต่พอได้ยินเสียงที่ทำให้ไม่ชอบ
ก็เกิดความทุกข์หรือว่าความโทมนัสขึ้น
ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าถ้ามีปัญญาจริงๆ
ขณะนั้นก็สามารถที่จะเห็นว่าเป็นธรรม ข้อสำคัญที่สุด คือ เป็นธรรม
แล้วก็เกิดแล้วดับแล้วทั้งนั้น
*** ~ ทุกคนก็จะอยู่ในโลกนี้ไม่นานแน่นอน ต้องจากไป
แล้วคนใหม่ที่จะเกิด อยากจะให้เป็นคนอย่างไร คนขี้โมโห คนปากร้าย
คนใจร้าย หรือว่าเป็นคนที่เป็นมิตรกับทุกคน ไม่ว่าเขาเป็นใคร
ข้อสำคัญคือเมตตาที่จะเจริญ คือว่าไม่จำกัดบุคคล ต้องเป็นอย่างนั้น
ไม่ใช่เลือก ถ้าเลือก เรารักคนนี้ เราทำทุกอย่างให้เขา เหมือนเมตตา
แต่ความจริงไม่ใช่ นั่นเป็นโลภะ เราทำให้ด้วยความรักผูกพันความพอใจ
แต่ถ้าเราสามารถจะทำกับคนที่เราไม่รู้จักก็ได้
เหมือนกับคนที่เราทำให้คนที่เรารัก ขณะนั้นก็คือเมตตา
ด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ ***
~ โลภะ เป็นอกุศล เป็นสภาพที่ติดข้อง เพราะฉะนั้น
ก็ทำให้เกิดทุกข์ได้ คือ ถ้าไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เราก็จะเสียใจ
โทมนัสขุ่นข้อง นั่นเป็นลักษณะของโลภะ แต่เมตตานี้เป็นความหวังดี
มีความเป็นมิตร มีความเป็นเพื่อน พร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูล
นั่นคือลักษณะของเมตตา และก็ไม่ได้หวังผลตอบแทน เพราะฉะนั้น
จึงไม่มีการที่จะทำให้เกิดทุกข์ หรือโทมนัสใดๆ
~ เวทนาขันธ์คือความรู้สึก เมื่อวานนี้ วันนี้ พรุ่งนี้ จะเสียใจ
จะดีใจ จะสุข จะทุกข์อย่างไรก็ตาม
ก็เป็นสภาพของเจตสิกหรือธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเป็นความรู้สึกไม่ว่าจะในกี่ชาติมาแล้ว
ก็มีแค่โทมนัส โสมนัส สุขทางกาย ทุกข์ทุกข์ทางใจ และเฉยๆ
ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็เป็นสภาพที่เป็นเวทนาขันธ์ เป็นนามธรรม
~ ถ้าขณะใดที่เป็นโลภะ เป็นความติดข้อง แล้วไม่ได้สิ่งที่หวัง
ก็เป็นทุกข์ อย่างบางคนแม้แต่หวังจะให้คนอื่นดี
หวังที่จะให้คนอื่นเข้าใจธรรม อยากให้มาศึกษาธรรม แล้วเขาไม่มา
ก็โกรธ หรือเป็นทุกข์ ขณะนั้นก็จะต้องทราบว่าเป็นความติดข้อง
แต่ถ้าเป็นความหวังดี มีความเป็นเพื่อน พร้อมที่จะเกื้อกูล
ยังไม่ใช่โอกาส ยังไม่ใช่เวลาที่เข้าจะสนใจ เราก็ไม่เดือดร้อน
รอกาลเวลาต่อไปว่าเมื่อไรเขาพร้อม
เมื่อนั้นเราก็ช่วยเขาได้ด้วยความเป็นมิตร เพราะฉะนั้น
สภาพธรรมที่เป็นกุศลทั้งหมด จะไม่ทำให้เกิดทุกข์
~ เราไม่มี มีแต่ธรรม เป็นธรรมทั้งหมดธรรมที่ไม่ดี มีจริงๆ
ไม่ใช่เรา ธรรมที่ดีก็มีจริง ก็ไม่ใช่เราด้วย
ทั้งหมดคือธรรมที่ไม่ใช่เรา เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
ถ้าไม่มีปัจจัยสำหรับธรรมประเภทนั้น
ธรรมประเภทนั้นก็เกิดไม่ได้
*** ~ เกิดมา หนีความตายไม่พ้น วันหนึ่งก็ต้องตาย
เพราะว่าเกิดมาเพื่อจะตาย แต่ระหว่างที่ยังไม่ตาย
ถ้ากุศลจิตเกิดก็เป็นสิ่งที่สมควรมากกว่าที่จะเป็นอกุศล***
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๖๒


...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...
แต่ละคำองค์พระศาสดา จักศึกษาจนเข้าใจ
หนักแน่นไม่หวั่นไหว ด้วยเข้าใจในอนัตตา
กราบอาจารย์สุจินต์ให้ เมตตาได้ทุกเวลา
อีกเปี่ยมความกรุณา น้อมศรัทธาอาจารย์เทอญ
ขอน้อมกราบอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ขอรับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
กราบอนุโมทนาค่ะ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านค่ะ
เกิดมา หนีความตายไม่พ้น วันหนึ่งก็ต้องตาย เพราะว่าเกิดมาเพื่อจะตาย แต่ระหว่างที่ยังไม่ตาย ถ้ากุศลจิตเกิดก็เป็นสิ่งที่สมควรมากกว่าที่จะเป็นอกุศล
ขณะใดที่เป็นกุศล ขณะนั้นก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้บุคคลใดทั้งสิ้น มีแต่จะนำประโยชน์สุขเกื้อกูลแก่บุคคลอื่น