อัพยากตธรรมกับอัพยากตศีล ต่างกันไหม?
โดย เมตตา  10 ก.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 53069

[เล่มที่ 75] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้า 151

บัดนี้ เป็นการพรรณนาบทตามบทมาติกา มีคำว่า กุสลา ธมฺมา เป็นต้นนี้. กุศลศัพท์ใช้ในอรรถว่า ความไม่มีโรค ความไม่มีโทษ ความฉลาด และมีสุขเป็นวิบาก. จริงอยู่ กุศลศัพท์นี้ใช้ในอรรถว่า ความไม่มีโรค ดังในประโยคมีอาทิว่า กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ (ความไม่มีโรค มีแก่ท่านผู้เจริญบ้างหรือ ความไม่ป่วยไข้ มีแก่ท่านผู้เจริญบ้างหรือ) . ใช้ในอรรถว่า ความไม่มีโทษ ดังในประโยคมีอาทิว่า กตโม ปน ภนฺเต กายสมาจาโร กุสโล โยโข มหาราช กายสมาจาโร อนวชฺโช ... (ข้าแต่ท่านพระอานนท์ กายสมาจารที่เป็นกุศลเป็นไฉน ดูก่อนมหาบพิตร กายสมาจารที่ไม่มีโทษแล ข้าแต่ท่านผู้เจริญยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อธรรมที่เยี่ยม คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมในธรรมทั้งหลายอันไม่มีโทษ) . ใช้ในอรรถว่า ความฉลาด ในประโยคมีอาทิว่า กุสโล ตฺวํ รถสฺส องฺคปจฺจงฺคานํ กุสลา นจฺจคีตสฺส สุสิกฺขตา จตุริตฺถิโย (ท่านเป็นผู้ฉลาดในเครื่องประกอบของรถ และคำว่า หญิง ๔ คนศึกษาดีแล้ว เป็นผู้ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง) . ใช้ในอรรถว่า สุขวิบาก ดังในประโยคมีอาทิว่า กุสลานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ สมาทานเหตุ กุสลสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะสมาทานธรรมทั้งหลายที่เป็นสุขวิบาก และคำว่าเพราะทำกรรมที่เป็นสุขวิบาก) ในที่นี้กุศลศัพท์ควรใช้ในอรรถว่า ไม่มีโรคบ้างไม่มีโทษบ้าง ในสุขวิบากบ้าง.


อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารน์ครับ จริงๆ ก็มีประเด็น ในเรื่องของการที่มีผู้ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนไปในเรื่องของอัพยากตศีล นะครับว่า จิตที่เป็นวิบากทั้งหมด กิริยาทั้งหมดเป็นอัพยากตศีล ครับ

ท่านอาจารย์: อัพยากตธรรม

อ.อรรณพ: ครับ เขาสับสนระหว่าง อัพยากตศีลกับอัพยากตธรรม ครับ

ท่านอาจารย์: ต่างกันไหม?

อ.อรรณพ: ธรรม กับศีล ครับ

ท่านอาจารย์: นั่นซิ.. อัพยากตธรรมกับอัพยากตศีล ต่างกันไหม?

อ.อรรณพ: ต่างกันครับ คำก็ต่างกันแล้วครับ ธรรมกับศีล

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่ต่างกัน ไม่แสดงโดยความหมายของอัพยากตธรรม อัพยากตศีล

อ.อรรณพ: ซึ่งถ้าอัพยากตธรรม นี่ก็เข้าใจครับ ก็คือธรรมที่ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ก็คือ วิบากจิตพร้อมเจตสิกทั้งหมด และก็ กิริยาจิตพร้อมเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย และก็รูปทั้งหมด แล้วก็นิพพาน ครับ ก็เป็นธรรมที่ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ครับ

ท่านอาจารย์: กล่าวถึง ธรรมทั้งปวง ไม่พ้นไปเลย ต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๓ อย่างนี้

อ.อรรณพ: ทีนี้ พอพูดถึง ศีล นะครับ

ท่านอาจารย์: แยกแล้วใช่ไหม?

อ.อรรณพ: แยกแล้วว่า เป็นศีล ครับ พอพูดว่า เป็นศีล ก็เลยมีความเข้าใจว่า ศีล นี่คือความเป็นไปของจิต ท่านเข้าใจอย่างนี้ว่า ศีลเป็นความเป็นไปของจิต

ท่านอาจารย์: ความประพฤติความเป็นไป ใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะจิตเกิดแล้วต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด แล้วก็ไป

เป็นอะไรล่ะ อย่างหนึ่งอย่างใด เป็นกุศลธรรม อกุศลธรรม หรืออัพยากตธรรม

ยังไม่กล่าวถึงความประพฤติเป็นไป แต่กล่าวถึงความเป็นไปของจิต เกิดขึ้นเป็น และต้องไป

อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ตรงนี้ เมื่อจิตเกิดขึ้นต้องเป็นแล้วก็ไป เขาก็เลยเข้าใจว่า อย่างจิตเห็นก็ต้องเกิดขึ้นเป็นไป เห็นแล้วก็ต้องเป็นไป

ท่านอาจารย์: ถูกต้องไหม?

อ.อรรณพ: เขาเข้าใจอย่างนั้น

ท่านอาจารย์: ทุกคนเข้าใจอย่างนี้หรือเปล่า? เอาความถูกต้องเป็นเกณฑ์ ไม่ใช่คนนี้เข้าใจคนนั้นเข้าใจ

อ.อรรณพ: จิตเห็น

ท่านอาจารย์: เกิดหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: เกิดครับ

ท่านอาจารย์: เป็นอย่างอื่นใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ครับ จิตเห็นเป็นอัพยากตธรรม

ท่านอาจารย์: ต้องใช้ชื่อไหม? เอาแค่ เป็นไป

อ.อรรณพ: เป็นไป ครับ

ท่านอาจารย์: สำหรับธรรมทั้งปวง ที่เกิดใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: เป็น และไป

อ.อรรณพ: ทีนี้ที่ดูในข้อความนะครับ

ท่านอาจารย์: จบเรื่องอัพยากตธรรมหรือยัง?

อ.อรรณพ: ยังครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่พูดเรื่องอื่นนะ เพราะยังไม่จบอัพยากตธรรม

อ.อรรณพ: ครับ อัพยากตธรรม หรืออัพยากตศีล นี่

ท่านอาจารย์: ไม่!! หรือไม่ได้ ต้องทีละหนึ่ง

อ.อรรณพ: อัพยากตธรรม ก็คือธรรมทั้งหมดที่ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ก็คือวิบากจิตและเจตสิก กิริยาจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย รูป และก็นิพพาน ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แสดงความจริงของ ธรรมทั้งปวง ไม่เหลืออะไรเลยสักอย่างเดียวว่า แต่ละอย่างที่มีจริงเป็นธรรมประเภทไหน ประเภทนะ ไม่ใช่ศีลนะ แต่เป็นประเภทไหน

ก็พระองค์ตรัสแสดงความต่าง ใช่ไหม? หรือว่าไม่ต่าง? หรือเมื่อแสดงโดยประเภทของธรรมทั้งปวง แสดงประเภทเป็นประเภทไหน ประเภทกุศล หรือประเภทอกุศล หรือประเภทที่ไม่ใช่กุศล อกุศล

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: มั่นคง ไม่เปลี่ยนนะ

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: โดยประเภทนะ

อ.อรรณพ: ครับ ทีนี้ ศีล ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่โดยประเภทอย่างธรรม แต่เป็นโดยประเภทของศีล

อ.อรรณพ: โดยประเภทของศีล

ท่านอาจารย์: ใช่

อ.อรรณพ: เริ่มชัดแล้ว ท่านอาจารย์ครับ แล้วศีลคืออะไร?

ท่านอาจารย์: ต้องถามผู้รู้บาลีแล้ว

อ.อรรณพ: เชิญ อ.คำปั่น เดี๋ยว อ.วิชัย ด้วย ช่วยกันค้นคว้าอยู่ครับ

อ.คำปั่น: กล่าวถึงความหมายของศีลก่อนนะครับ เพราะว่า ศีล หรือว่า สีละ โดยศัพท์ มีความหมายหลายอย่าง เท่าที่ประมวลจากข้อความในวิสุทธิมรรค ก็จะมี

ประการแรก ก็คือเป็นมูลราก

ประการที่สอง ก็คือเป็นการรวบรวมไว้อย่างดี ก็คือรักษาความประพฤติทางกาย เป็นต้น ครับ ให้เรียบร้อยดีงาม

ประการที่สาม ก็คือเป็นที่รองรับ หรือว่าเป็นที่ตั้งของกุศลธรรมทั้งหลาย ครับ

ทีนี้ ศัพท์ว่า ศีล สีละ นี้ ก็จะมีความหมาายอื่นๆ อีกนะครับ ก็คือ หมายถึงเป็นศีรษะ ท่านก็เปรียบศีลเป็นเหมือนกับศีรษะ ถ้าหากศีรษะขาด อวัยวะทั้งหลายก็ใช้การไม่ได้ เปรียบเหมือนกับเมื่อศีลแตกทำลายไป คุณความดีทั้งหลายก็เป็นอันเสียไปด้วย อันนี้ก็โดยนัยยะของศีลที่เปรียบเหมือนศีรษะ

ต่อมา ก็หมายถึงความเย็น เพราะว่าเมื่อมีศีล ก็สามารถระงับซึ่งความเดือดร้อน ความกระวนกระวายทั้งหลายได้ อันนี้ก็เป็นความเย็นครับ

ต่อมา เป็นความเกษม ปลอดโปร่ง อันนี้ก็เป็นความประพฤติเป็นไปของธรรมที่ดีงามแน่นอนครับ

และอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นความหมายของศีล ก็คือความประพฤติเป็นปกติของสัตว์โลก ครับ ความประพฤติเป็นปกติของสัตว์โลก ก็คือมีอยู่ ๓ อย่าง ความประพฤติที่เป็นกุศลที่เป็นกุศลศีล ความประพฤติที่เป็นอกุศลเป็นอกุศลศีล และความประพฤติเป็นไปของผู้ที่ดับกิเลสหมดสิ้นแล้วเป็นอัพยากตศีล ครับ นี่ก็เป็นการประมวลความหมายของศีลโดยนัยยะประการต่างๆ รวมถึงประเด็นที่ อ.อรรณพ ได้กราบเรียนถามท่านอาจารย์ด้วยครับ ก็คือความประพฤติเป็นไปของ อกุศล กุศล แล้วก็อัพยากตะ ครับ โดยนัยยะของศีล ๓ ครับ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: เป็นทั้งหมดเท่าที่ค้นคว้าประมวลมาได้นะ แต่ว่าความรู้ความเข้าใจในความลึกซึ้งของธรรม ต้องไม่ลืม!! ลึกซึ้งแค่ไหนแต่ละคำ ไม่ปะปนกัน เพราะฉะนั้น ความหมายแรกของศีล ทีละหนึ่งเลย

อ.คำปั่น: ครับ เป็นมูลราก ครับ

ท่านอาจารย์: มูลราก อะไร?

อ.คำปั่น: เป็นมูลรากของคุณความดีทั้งหลายครับ

ท่านอาจารย์: อันนี้ไม่ได้กล่าวถึงที่เป็นปกติใช่ไหม ที่เป็นปกติศีล?

อ.คำปั่น: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: แต่กล่าวเฉพาะศีล ที่เป็นมูลรากของอะไร?

อ.คำปั่น: ของกุศลธรรมทั้งหลาย ครับ

ท่านอาจารย์: เฉพาะกุศลธรรมใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ใช่ครับ เพราะว่า คือตั้งแต่ที่กล่าวถึง ตั้งแต่ความเป็นมูลรากเป็นต้นมาครับ จนถึงความเกษมครับ ท่านจะมุ่งหมายถึงธรรมที่ดีงามเท่านั้นครับ จะไม่หมายถึงอย่างอื่นเลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ธรรมที่ดีงามเป็นกุศล ถูกต้องไหม?

อ.คำปั่น: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: สำหรับวิบากก็มีเจตสิกที่ดีงามเกิดร่วมด้วย ถูกต้องไหม?

อ.คำปั่น: ถูกต้องครับ มีได้ด้วยครับ

ท่านอาจารย์: แน่นอน แต่ประพฤติเป็นไปเป็นรากที่จะให้เจริญหรือเปล่าในขณะนั้น?

มีความประพฤติใดๆ ไหม?

อ.คำปั่น: ไม่มีแน่นอนครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขณะแรกที่เกิดเป็นอะไร?

อ.คำปั่น: ขณะแรกที่เกิดเป็นวิบากครับ

ท่านอาจารย์: เกิดจากกรรมหนึ่งที่ถึงเวลา พร้อมที่มีกำลังที่จะให้ผลนั้นเกิดขึ้นทำกิจปฏิสนธิหนึ่งขณะเอง ประพฤติเป็นไปในอะไรหรือเปล่า?

อ.คำปั่น: ประพฤติเป็นไปในอะไรไม่ได้เลยครับ เพียงแค่ขณะเดียวครับ

ท่านอาจารย์: เพราะจะให้ขณะนั้นเป็นกุศลดีงาม หรืออกุศลไม่ได้ เพราะเกิดจากกรรมเท่านั้นที่จำเป็นต้องเกิด จำต้องเกิดเพราะกรรมทำให้เกิด ทำกิจปฏิสนธิแล้วดับจึงเป็นวิบาก ไม่ได้มีความประพฤติเป็นไปใดๆ ทั้งสิ้น ถูกต้องไหม?

อ.คำปั่น: ถูกต้องครับ



ความคิดเห็น 1     โดย เมตตา  วันที่ 10 ก.ย. 2569

ท่านอาจารย์: ไม่ทราบคุณอรรณพ คิดอย่างไร?

อ.อรรณพ: ครับ ก็เข้าใจอย่างนี้ครับ ทีนี้ผู้ที่สับสนจะเป็นความหมายของศีลในประการหลังสุดครับ ว่าเป็นความประพฤติเป็นไปของสัตว์โลกครับ แต่ก็เข้าใจตรงนี้ครับว่า ถ้าพูดถึงศีลที่เป็นมูลรากของคุณความดีเป็นกุศลทั้งหลายนี่ครับ แต่ในขณะปฏิสนธิก็ดี ขณะหลับก็ดี หรือในขณะที่ตาย จุติจิตเกิดขึ้น ก็ไม่ได้เป็นมูลรากของความดี อะไรอย่างนั้น เพราะว่าขณะนั้นก็เป็นเพียงแค่เป็นผลของกรรม เป็นจิตที่เป็นผลของกรรมเท่านั้นครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าแม้เข้าใจความต่างของ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม ต้องไม่ปะปนกับ กุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล ปนกันได้หรือในเมื่อกล่าวเฉพาะศีล ความประพฤติเป็นไปของจิต และเจตสิก

เพราะฉะนั้น ขณะปฏิสนธิหนึ่งขณะ ประพฤติเป็นไปในอะไรหรือเปล่า หรือจำต้องเกิดเมื่อถึงเวลาที่กรรมทำให้เกิดขึ้นเป็นขณะแรกของชาติหนึ่งแล้วดับ ประพฤติเป็นไปอะไรหรือยัง?! หรือแค่ต้องเกิดเพื่อเห็น เพื่อได้ยิน เพื่อได้กลิ่น เพื่อขณะแรกของชีวิต คือปฏิสนธิ เพื่อขณะสุดท้าย คือจุติ ประพฤติอะไรหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: ไม่ได้ประพฤติครับ เพราะว่าเป็นผลของกรรมที่ต้องเกิดทำหน้าที่เกิดเท่านั้นครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมละเอียดอย่างยิ่ง เท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีความข้องใจสงสัยก็ค้นคว้าหาประเด็นที่จะทำให้มีความคิดอย่างอื่น ที่คิดว่าแม้วิบากจิตก็เกิดขึ้นประพฤติปฏิบัติ ได้ยังไง!! ในเมื่อเกิดขึ้นเพียงรู้อารมณ์ที่ต้องรู้ในขณะนั้นเท่านั้นเอง เพราะจิตทุกขณะต้องเกิดขึ้นรู้อารมณ์ และทำกิจของตนก้าวก่ายกันไม่ได้ เฉพาะกิจเดียว

อ.อรรณพ: ครับ เพราะฉะนั้น ความเข้าใจนี่ครับ ศีล จากความหมายที่ อ.คำปั่น กรุณากล่าวมาตามพระธรรมครับ ถ้าเข้าใจก็เข้าใจไปในแนวที่ถูกต้องอยู่แล้วว่า ความประพฤติเป็นไปของจิตที่ดีที่เป็นกุศลก็มี ความประพฤติเป็นไปที่ไม่ดีของจิตที่เป็นอกุศลก็มี และการอบรมเจริญกุศลมีความประพฤติเป็นไปของกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาที่ประพฤติเป็นไปที่จะรู้ลักษณะสภาพธรรมในขณะนั้น

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แม้แต่ความประพฤติเป็นไปของจิตเมื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังต้องประพฤติเป็นไป แต่ไม่ใช่กุศล อกุศล และอีกประการหนึ่ง ถ้าไม่เข้าใจถึงศีลโดยนัยยะประการต่างๆ ประกอบด้วย เพียงเท่านี้สับสน

เพราะฉะนั้น เราถึงต้องพูดทุกประการของศีลตั้งแต่ต้น ไม่ใช่พูดแต่เพียงประการเดียว

อ.อรรณพ: ครับ นี่ครับ ผมว่าวันนี้จะเป็นโอกาสที่เป็นประโยชน์มาก ก็จะเรียน อ.คำปั่น ได้กล่าวถึงความหมายของศีลประการต่อไปทีละประการให้ชัดเจนไปเลยครับ

ท่านอาจารย์: คุณคำปั่นกล่าวถึงศีลประการแรกก่อนใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ใช่ครับ ประการแรก ก็คือความเป็นมูลรากครับ ก็ต่อมา ก็คือความรวบรวมเอาไว้ ก็คือเป็นการรักษากายกรรม เป็นต้น ให้เรียบร้อยด้วยดีครับ อันนี้เป็นคำที่ประมวลมาครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กายกรรมเป็นเมื่อไหร่? ขณะเป็นวิบากเป็นกายกรรมหรือเปล่า?

อ.คำปั่น: ขณะที่เป็นวิบากไม่ใช่กายกรรมครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องประกอบกันทุกคำที่จะต้องไตร่ตรองทุกแง่มุม

ไม่งั้นก็ต้องติดประเด็นนี้ออกไป แต่ประเด็นนี้มีใช่ไหมเป็นความหมายของศีล?

อ.คำปั่น: มีครับ

ท่านอาจารย์: ก็ต้องตามที่ทรงแสดงไว้

อ.คำปั่น: ครับ อันนี้ก็เป็นข้อความที่เป็นประโยชน์ เพราะว่าเป็นการรักษากายกรรม เป็นต้น ไม่ให้กระจัดกระจายโดยความเป็นระเบียบอันดีครับ

ท่านอาจารย์: แล้วอกุศลวิบากจะเป็นอย่างนี้ได้ไหม? แม้กุศลวิบากยังเป็นไม่ได้!!

อ.คำปั่น: ครับ ก็ค่อยๆ ชัดเจนครับ ในความหมายนี้ก็พอที่จะเข้าใจได้ครับ ต่อมานะครับ โดยความเป็นที่รองรับ ก็คือเป็นที่ตั้งอาศัยแห่งกุศลธรรมทั้งหลายครับ

ท่านอาจารย์: นี่เฉพาะความหมายของศีลใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: ความเป็นปกติที่มีทั้งกุศลธรรม อกุศลธรรม

อ.คำปั่น: ครับ เพราะว่าถ้ากล่าวถึงในหมวดของศีลที่ควรอบรมเจริญครับ ก็ต้องมุ่งหมายเฉพาะกุศลศีลครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าถึงอย่างไร วิบากจิตก็เป็นอกุศลศีลไม่ได้แน่นอน

เพราะฉะนั้น วิบากทั้งหมดเป็นศีลได้ไหม?

อ.คำปั่น: วิบากทั้งหมดเป็นศีลไม่ได้ครับ ตรงนี้กระผมก็คิดว่าทุกท่านก็พอที่จะไตร่ตรองพิจารณาได้ครับท่านอาจารย์ครับ แล้วก็อีกความหมายต่อมานะครับ ท่านก็วินิจฉัยจากศัพท์ คำว่า ศีล ท่านก็มีอีก ๓ ความหมายครับ ความหมายต่อมา ก็คือเปรียบเหมือนกับ ศีรษะ ครับ หรือว่า หัว ก็เปรียบเหมือนกับ ศีล ที่เป็นกุศลศีลเปรียบเหมือนกับศีรษะ ถ้าหากว่าศีรษะขาด อวัยวะทั้งหลายก็เป็นอันใช้การไม่ได้ เปรียบเหมือนกับถ้าศีลถูกทำลายไป คุณธรรมทั้งหลายก็เป็นอันเสียไปด้วยครับ อันนี้โดยนัยยะของศีลที่มีความหมายว่า เปรียบเหมือนกับศีรษะครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีคำอธิบายก็ยากที่จะเข้าใจ ก็คิดกันไปต่างๆ ใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ครับท่านอาจารย์ แล้วก็ต่อมานะครับ ศีล มีความหมายว่าเย็น ครับ ท่านก็อธิบายเปรียบเหมือนกับว่า ผู้ที่มีความประพฤติที่เป็นความเย็น ก็ระงับซึ่งความเดือดร้อนได้ครับ ผู้ที่มีศีลเป็นคนเย็นครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม เป็นเกี่ยวกับความประพฤติเป็นไปทั้งนั้นเลย ไม่ใช่ว่า อกุศลวิบากเป็นศีล เย็น ในความหมายนี้ไม่ได้เลย

อ.คำปั่น: ครับ และก็อีกอันหนึ่ง ท่านก็ให้ความหมายว่า เป็นความเกษมครับ เป็นความปลอดโปร่งครับ อันนี้ก็พอที่จะเข้าใจได้ เพราะว่าในที่นี้ท่านก็บอกว่า ไม่มีคำอธิบาย แต่ก็เปรียบเทียบได้ว่า ขณะที่เป็นกุศลศีลก็ปลอดโปร่ง ระงับจากอกุศล ระงับความประพฤติที่ไม่ดีทั้งหลายได้ครับ

ท่านอาจารย์: ก็ชัดเจนในเรื่องความประพฤติ ถ้าเรากล่าวถึงในแง่ของกุศล อกุศล สำหรับคนที่ไม่ใช่พระอรหันต์ซึ่งยังต้องประพฤติอยู่เป็นปกติ

อ.คำปั่น: ครับ ตรงนี้ก็พอที่จะเข้าใจได้ครับ ทีนี้ในประเด็นต่อมาครับ ท่านก็อธิบายจากคำว่า ศีล ที่เป็นความประพฤติที่เป็นปกติของสัตว์โลก อันนี้ก็จะจำแนกเป็น กุศลศีล อกุศลศีล และอัพยากตศีล ตามความประพฤติเป็นไปของสัตว์โลก ครับ อันนี้จะกล่าวถึงความประพฤติเป็นไปของสัตว์โลกครับ

ท่านอาจารย์: ก็แน่นอนอยู่แล้วใช่ไหม? นอนหลับสนิทกันหมดทุกคน ประพฤติเป็นไปอะไรหรือเปล่าสักอย่าง ไม่ว่าจะกุศลหรืออกุศล จะเป็นศีลได้อย่างไร!! แค่นี้ก็พอที่จะไตร่ตรองตรอง

แต่ถ้าใครยังคงเห็นอย่างอื่นก็ศึกษากันต่อไป มีหลักฐานอะไรต่อไปให้ชัดเจน เพราะความถูกต้อง ต้องไม่ใช่ความผิด มีเพียงหนึ่งหรือสอง ถูกหรือผิด


ความคิดเห็น 2     โดย เมตตา  วันที่ 10 ก.ย. 2569

อ.คำปั่น: ก็ขอโอกาสท่านอาจารย์ครับ พอดีก็ได้ฟังในพื้นฐานพระอภิธรรม พอดีตัดต่อชุดพื้นฐานพระอภิธรรมร่วมกับพี่วรรณี ก็มีช่วงนี้พอดีที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความประพฤติเป็นไปที่เป็นปกติของสัตว์โลก ก็มีข้อความไม่ยาว ผมขออนุญาตอ่านคำที่ท่านอาจารย์ได้บรรยายไว้นะครับ

เห็นทำอะไรไม่ได้ เห็นแค่เกิดขึ้นเห็น เป็นผลของกรรมแล้วก็ดับไป ได้ยินทำอะไรไม่ได้แค่เป็นผลของกรรมที่จะเกิดขึ้นทำหน้าที่ทำกิจได้ยินเสียง ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป เป็นอัพยากตธรรม

เพราะฉะนั้น เวลาพูดถึงศีล ก็ชัดเจนว่า เป็นเรื่องของความประพฤติเป็นไปของจิตในทางที่เป็นเหตุ กุศลหรืออกุศล เป็นกุศลศีลหรืออกุศลศีล ความประพฤติเป็นไปของพระอรหันต์ก็มี

จิตเห็น จิตได้ยินเป็นวิบาก วิบากก็เป็นวิบาก แค่เกิดขึ้นทำกิจนั้น แต่ว่าเมื่อเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล หรือเป็นกิริยาจิตของพระอรหันต์ครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ก็คงจะชัดเจนประกอบกันหมดเลยใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ครับ ประกอบกันหมดเลยครับ

อ.อรรณพ: ก็ขอบพระคุณ อ.คำปั่น ครับ ทั้งที่ได้ให้ความหมายของศีลที่ท่านแสดงไว้ในพระธรรมวินัย และก็ได้กล่าวถึงคำของท่านอาจารย์ซึ่งก็เข้าใจกันเช่นนั้น แล้วก็เป็นความจริง เพราะว่าความประพฤติเป็นไปที่ท่านกล่าวถึงความหมายของศีล ตั้งแต่ที่เป็นรากเป็นมูลของคุณความดีทั้งหลาย เป็นจนถึงความเกษม ก็คือกุศลศีลที่ดี

แต่จะกล่าวถึงความประพฤติเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายนี่ ก็คือความประพฤติเป็นไปทางกาย วาจา ใจ ใช่ไหมครับ ซึ่งขณะนั้นก็ต้องเป็นกุศลศีล อกุศลศีล ครับ หรือจิตของพระอรหันต์ ซึ่งอบรมเจริญกุศลศีลที่ประกอบด้วยปัญญาที่เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง เป็นความประพฤติเป็นไปของกุศลศีลที่สูงที่สุด จนโลกุตตรกุศล อรหัตตมรรคจิต นี่แหละ ซึ่งก็เป็นกุศล และศีลที่สูงสุดที่ประพฤติเป็นไปจนดับกิเลสได้แล้ว เพราะฉะนั้น แม้อกุศลก็ไม่มีแม้กุศลก็ไม่มี แต่ท่านก็ต้องประพฤติเป็นไป ท่านก็ต้องมีจิตที่เป็นไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะรู้ในวัตรที่ท่านจะต้องทำ การเย็บจีวรการทำสังฆกรรม การฟังธรรม ท่านก็ต้องเป็นไปเช่นนั้นใช่ไหมครับ

ก็เข้าใจได้ชัดเจน เพราะฉะนั้น ปัญหาทั้งหมด ก็คือไปสับสนว่า ธรรมกับศีล

ธรรมหมวด ๓ กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา คือธรรมทั้งหมดจำแนกเป็น ๓ หมวดตามมาติกมาติกา

แล้วก็ศีล ที่เป็นศีลโดยนัยยะของความประพฤติเป็นไปของสัตว์โลกนี่ครับ ก็คือประพฤติเป็นไปทางกาย วาจา ที่ดีก็เป็นกุศลศีล หรือประพฤติเป็นไปไม่ดี ก็เป็นอกุศลศีล หรือเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ดับอกุศลได้แล้ว แล้วก็เจริญกุศลสูงสุดแล้ว ท่านก็ต้องมีจิตที่เป็นไปในชีวิตประจำวันอย่างนี้ครับ

กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ผมว่าชัดที่สุด ก็คือจะไปเอาว่า เอาเรื่องอัพยากตศีลมามาเทียบกับอัพยากตธรรมนี่ไม่ได้ แล้วก็คิดว่า แม้จิตเห็นก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้น จิตเห็นก็ต้องเป็นอัพยากตศีล อันนี้ก็ผิด จิตเห็นเป็นอัพยากตธรรมแต่จิตเห็นไม่ได้เป็นศีล ที่จะเป็นความประพฤติเป็นไปทางกาย วาจา ใจ อะไรแบบนี้ครับ อันนี้ก็ชัดเจนแล้วครับท่านอาจารย์ครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

กุสลา ธมฺมา [ธรรมสังคณี]

เจตนา เป็นศีล [ปฏิสัมภิทามรรค]

ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..

กุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ


ความคิดเห็น 3     โดย chatchai.k  วันที่ 10 ก.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ