
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
...
ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
...
... สนทนาธรรมที่ ...
มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา (มศพ.)
พระสูตร ที่จะนำมาสนทนาที่มูลนิธิฯ วันเสาร์ที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๕ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. คือ
ทุติยอัจฉริยสูตร
(ว่าด้วยความอัศจรรย์ ๔ ในพระตถาคตเจ้า)
... จาก ...
[เล่มที่ 35] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้า 340

(ภาพแสดงบรรยากาศการสนทนาธรรมที่มูลนิธิฯ ในวันเสาร์ที่ ๒๖ มิ.ย. ๒๕๕๕)
... นำสนทนาโดย ...
ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และคณะวิทยากร
![]()
[เล่มที่ 35] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้า 340
๘. ทุติยอัจฉริยสูตร
(ว่าด้วยความอัศจรรย์ ๔ ในพระตถาคตเจ้า)
[๑๒๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการ ย่อมปรากฏ
เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ ประการเป็นไฉน?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้มีอาลัย (คือกามคุณ) เป็นที่รื่นรมย์ ยินดีในอาลัย บันเทิงในอาลัย เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอันหาความอาลัยมิได้อยู่ หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๑ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้มีมานะ (ความถือตัว) เป็นที่รื่นรมย์ ยินดีในมานะบันเทิงในมานะ เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอันเป็นเครื่องปราบปรามมานะอยู่หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๒ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้มีความไม่สงบเป็นที่รื่นรมย์ ยินดีแล้วในความไม่สงบ บันเทิงในความไม่สงบ เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอันกระทำความสงบอยู่หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๓ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้ตกอยู่ในอวิชชา เป็นผู้มืด ถูกอวิชชารัดรึงไว้เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอัน เป็นเครื่องปราบปรามอวิชชาอยู่ หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายนี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๔ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการนี้ ย่อมปรากฏเพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
จบทุติยอัจฉริยสูตรที่ ๘.
![]()
อรรถกถาทุติยอัจฉริยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอัจฉริยสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
เบญจกามคุณหรือวัฏฏะทั้งสิ้น ชื่อว่า อาลัย เพราะอรรถว่า พึงถูกตัณหาและทิฏฐิยึดไว้.
ชื่อว่า อารามะ เพราะเป็นที่ยินดี อาลัยเป็นที่ยินดีของหมู่สัตว์นี้ เหตุนั้น หมู่สัตว์นี้จึงชื่ออาลยารามะมีอาลัยเป็นที่ยินดี.
ชื่อว่า อาลยรตะ เพราะยินดีแล้วในอาลัย.
ชื่อว่า อาลยสัมมุทิตะ เพราะบันเทิงแล้วในอาลัย.
บทว่า อนาลเย ธมฺเม ความว่า อริยธรรมอาศัยวิวัฏฏนิพพานที่ตรงกันข้ามกับอาลัย.
บทว่า สุสฺสุสติ คือเป็นผู้ใคร่จะฟัง.
บทว่า โสตํ โอทหติ แปลว่า เงี่ยโสต.
บทว่า อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ ความว่า เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึงธรรม.
บทว่า มาโน คือ ความสำคัญ หรือวัฏฏะทั้งสิ้นนั้นแลชื่อว่า มานะ เพราะอรรถว่าหมู่สัตว์พึงสำคัญ.
บทว่า มานวินเย ธมฺเม คือธรรมที่เป็นเครื่องกำจัดเสียซึ่งมานะ. ธรรมที่ตรงกันข้ามกับความสงบ ชื่อว่า อนุปสมณะ หรือวัฏฏะ นั่นเอง ชื่อว่า อนุปสมะ เพราะอรรถว่าไม่สงบแล้ว.
บทว่า โอปสมิเก ได้แก่ ธรรมที่ทำความสงบคืออาศัยวิวัฏฏะคือนิพพาน.
ชื่อว่า อวิชชาคตะ เพราะไปคือประกอบด้วยอวิชชา.
ชื่อว่า อันธภูตะ เพราะเป็นดุจคนตาบอด เพราะถูกกองมืดคืออวิชชาปกคลุมไว้.
ชื่อว่า ปรโยนัทธา เพราะหุ้มไว้รอบด้าน.
ในบทว่า อวิชฺชาวินเย พระอรหัตเรียกว่าธรรมเป็นเครื่องกำจัดอวิชชา เมื่อธรรม
ที่อาศัยธรรมเป็นเครื่องกำจัดอวิชชานั้น อันพระตถาคตแสดงอยู่.
ในสูตรนี้ตรัสวัฏฏะไว้ ๔ ฐานะ ตรัสวิวัฏฏะไว้ ๔ ฐานะ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาทุติยอัจฉริยสูตรที่ ๘.
![]()
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ข้อความโดยสรุป
ทุติยอัจฉริยสูตร
(ว่าด้วยความอัศจรรย์ ๔ ในพระตถาคตเจ้า)
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงถึงความน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี๔ ประการ ที่ปรากฏเพราะความแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวคือ เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่เป็นเหตุให้บุคคล ๔ จำพวก ตั้งใจฟังด้วยดี เงี่ยโสตลงสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง ดังต่อไปนี้
๑. เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ หมู่สัตว์ผู้มีความอาลัย ยินดีในกามคุณ ย่อมตั้งใจฟังด้วยดี เงี่ยโสตลงสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง
๒. เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ หมู่สัตว์ผู้มานะ ยินดีในมานะย่อมตั้งใจฟังด้วยดีเงี่ยโสตลงสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง
๓. เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ หมู่สัตว์ผู้มีความไม่สงบ ยินดีในความไม่สงบ ย่อมตั้งใจฟังด้วยดี เงี่ยโสตลงสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง
๔. เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ หมู่สัตว์ผู้ตกอยู่ในอวิชชา ถูกอวิชชาครอบงำ ย่อมตั้งใจฟังด้วยดี เงี่ยโสตลงสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง.
ขอเชิญคลิกอ่านข้อความเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ
เพราะไม่ได้ฟังธรรม ย่อมเสื่อมรอบ
ทำไมการกล่าวว่าพระธรรมยาก ... จึงเป็นการสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า
อาลัย
มานะ [ธรรมสังคณี] โทษของมานะ [มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์] ใจเจียม ด้วยไม่มีมานะ
กุศลทุกขณะ ... สงบ
อวิชชา
... ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ ...
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
อธิบาย ทุติยอัจฉริยสูตร
จากพระสูตรนี้ แสดงให้เห็นถึงการสะสมของจิตมา ทีเป็นการสะสมศรัทธา ปัญญามาในอดีตของสัตว์โลก ที่เมื่อในอดีต เคยสะสมการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สนใจพระธรรมมาในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มาแล้วครับ และ มาในปัจจุบัน กิเลสไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่เต็ม เมื่อยังเป็นปุถุชน คือ ยังเป็นผู้ยินดีในอาลัย คือ ยินดีในสภาพธรรมที่น่าพอใจ มี รูปเสียง กลิ่น รส สิ่งที่กระทบสัมผัสที่น่าพอใจ แม้ยังมีกิเลส คือมีโลภะที่ติดข้องในสิ่งต่างๆ ที่เป็นความอาลัย แต่ ก็สนใจพระธรรม ศึกษาพระธรรมเมื่อได้ฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะ เป็นสิ่งที่บุคคลนั้นเคยสะสมมาอันแสดงถึงความน่าอัศจรรย์ คือ พระธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมที่ไม่มีความอาลัยคือ ไม่เป็นไปเพื่อติดข้อง และ สละ ละกิเลส เมื่อพระองค์แสดงธรรม หมู่สัตว์ที่ยังมีความติดข้องมีกิเลส ก็ยังฟัง เพราะ เป็นสัจจะ ความจริง ย่อมตั้งใจฟังในหนทางที่ถูกนี่แสดงถึงความอัศจรรย์ อย่างยิ่ง เพราะ แม้ยังมีกิเลส แต่ก็ยังฟังธรรมที่ทำให้ปราศจากกิเลส ปราศจากความอาลัยได้
โดยนัยเดียวกัน หมู่สัตว์ที่มีมานะ มีความไม่สงบจากกิเลส และ มีอวิชชา ความไม่รู้อยู่ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรม ที่เป็นธรรมที่สงบจากกิเลส แสดงธรรมที่ละมานะ แสดงธรรมที่เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา ความรู้ ที่ละความไม่รู้ ละอวิชชา
สัตว์โลก แต่ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ คือ บางพวกแม้มีกิเลส แต่ก็ยังฟังธรรมของพระองค์เพราะ หมู่สัตว์เหล่านั้นที่ฟัง เพราะสะสมปัญญา สะสมความเห็นถูกมา นี่จึงเป็นความอัศจรรย์ทั้งๆ ที่ สัตว์โลกมีกิเลส มีมานะ ความไม่สงบ และความไม่รู้อยู่ แต่ก็ยังฟังพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง อันเป็นการแสดงถึง ความอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า ที่แสดงในสิ่งที่ตรงกันข้าม ทวนกระแสกับจิตใจของสัตว์โลก แล้วยังมีการฟังสิ่งนั้น และแสดงถึงความอัศจรรย์ของพระธรรม ที่ทำให้หมู่สัตว์ฟัง และ สามารถละกิเลส ที่สะสมมาได้จริง ทีละน้อย ครับ
เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของพระสูตรนี้ คือ เพื่อเห็นประโยชน์ของการศึกษาธรรมและ การฟังพระธรรมครับว่า การศึกษา อบรมปัญญา เป็นปกติในชีวิตประจำวันของปุถุชน ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่หันมาศึกษาธรรมแล้ว จะต้องไม่มีกิเลสอีกเลย แต่ก็ยังมีกิเลสด้วยกันทั้งนั้น แต่ เพราะสะสมปัญญามา แม้มีกิเลส ก็ศึกษาธรรมได้ และก็ค่อยๆ ละกิเลสเป็นไปตามลำดับ ตามความเจริญขึ้นของปัญญา ดังนั้น การอบรมปัญญา ที่เป็นหนทางการดับกิเลส จึงเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ทำอะไรให้ผิดปกติ ไม่ได้ทำอะไรให้ดูไม่มีกิเลส ก็อยู่กับกิเลสที่มีเป็นปกติ แต่อยู่ด้วยความเข้าใจว่า แม้กิเลสทีเกิดขึ้น มีอยู่ ก็เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่เรา ครับ นี่ คือหนทางการอบรมปัญญา และ แสดงถึง ความอัศจรรย์ของ พระพุทธเจ้าทีแสดงพระธรรมอันละกิเลส ให้ผู้ที่มีกิเลส สนใจ และสามารถละกิเลสได้ จึงเห็นคุณของพระธรรมเห็นถึงพระมหากรุณาคุณ พระปัญญญาคุณ จึง อบรมปัญญา ศึกษาพระธรรม เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ตามกาลเวลาที่เหมาสะสม จากเป็นผู้มีกิเลส ก็ถึง ความไม่มีกิเลสได้ ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
สวัสดีครับอาจารย์และทุกๆ ท่านครับ เป็นความจริงอย่างยิ่งที่ต้องหมั่นเพียรฟังพระธรรม อ่านและศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ ในอดีตไม่สามารถทราบได้ว่าเคยสะสมกรรมไว้มากน้อยเพียงใด ปัจจุบันก็ยังสะสมอยู่ทุกขณะจิตชีวิตที่ผ่านๆ มาช่างไร้สาระไม่เคยได้ประโยชน์สุขกับการมีชีวิตอย่างแท้จริงเลย ต่อเมื่อได้น้อมมาใส่ใจในการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมจึงได้เข้าใจชีวิตดีมากขึ้น
ท่านอาจารย์สุจินต์ได้แสดงธรรมเอาไว้ว่าชีวิตในแต่ละวันๆ ที่ผ่านๆ ไป เป็นเพียงแต่ละขณะเล็กๆ ที่สืบต่อกันเท่านั้นเอง
พระธรรมสั้นๆ เท่านี้ก็น่าจะเข้าใจแล้ว เข้าใจไม่หมายความว่าเข้าถึงแล้วนะครับ กว่าจะเข้าถึงยังต้องสะสมอีกมากครับ ถ้าเข้าถึงได้จะเร็วๆ เหมือนอย่างเติมลมยางรถก็ดีนะครับจะได้ถึงเสียที ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ
ขอกราบท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพนอบน้อมอย่างสูงยิ่งและอาจารย์ทุกท่าน และ สหายธรรม ที่ให้เข้าใจ ปัจจุบัน ทีละเล็กทีละน้อย ขออนุโมทนา ด้วยความเคารพนอบน้อมอย่างสูงยิ่ง
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
ขอบคุณและขออนุโมทนาค่ะ
เรียนถามท่าน อ. และ อ.ช่วยบรรยายทุกท่าน ถึงความหมายของประโยคต่อไปนี้ ขอรบกวน อ. ช่วยอนุเคราะห์ด้วยค่ะ
ฝน คือ กิเลสย่อมรั่วรดสิ่งที่ปกปิด ย่อมไม่รั่วรดสิ่งที่เปิดเพราะฉะนั้น พึงเปิดสิ่งที่ปกปิดไว้เสีย ฝน คือ กิเลสย่อมไม่รั่วรดสิ่งที่เปิดนั้น
(เล่ม25 พระสุตันตปิฏก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติอุตตกะ- สุตันนนิบาต) ถ้าลอกผิดขออภัยด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เรียน ความคิดเห็นที่ ๘ ครับ
มีคำอธิบายในอรรถกถา ขุททกนิกาย อุทาน อุโบสถสูตร พอที่จะสรุปได้ว่า พระ ภิกษุเมื่อต้องอาบัติแล้ว ปกปิดไว้ ไม่เห็นโทษของอาบัตินั้น ไม่กระทำคืนให้ถูกต้อง ตามพระวิันัย มีการปลงอาบัติเป็นต้น ก็จะเป็นเหตุให้ต้องอาบัติข้ออื่นๆ ได้อีก เป็น เหตุทำให้ผู้นั้น พอกพูนกิเลสมากยิ่งขึ้น ต้องอาบัติเพิ่มมากยิ่งขึ้น เป็นผู้ชุ่มไปด้วยฝน คืออาบัติและกิเลส ก็ตรงกับพระบาลีที่ว่า ฝน คือ กิเลสย่อมรั่วรดสิ่งที่ปกปิด, ส่วน ภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้วไม่ปกปิดอาบัตินั้นไว้ เป็นผู้เปิดเผยแสดงต่อพระภิกษุด้วยกัน มีการกระทำคืนให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ก็เป็นเหตุให้ตนเองพ้นจากอาบัตินั้น ไม่ต้องมีอาบัติอีก ฝนคืออาบัติ ฝนคือกิเลส ที่ภิกษุนั้นเปิดเผยแล้วย่อมไม่รั่วรดอีก ตรงกับพระบาลีที่่ว่า ฝน คือ กิเลสย่อมไม่รั่วรดสิ่งที่เปิด เพราะฉะนั้น พึงเปิดสิ่งที่ ปกปิดไว้เสีย (คือ เห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วตั้งใจที่จะสำรวมระวังต่อไป) ฝน คือ กิเลสย่อมไม่รั่วรดสิ่งที่เปิดนั้น ครับ
... ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ ...
ขอขอบพระคุณ อ.khampan.a ค่ะ
คำอธิบายที่ อ.อธิบาย สามารถน้อมประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ถ้าเราไม่ลืมที่จะกระทำคืน หรือกล้าที่จะรับผิดในความผิดพลาดของเรา แล้วแก้ไข จะทำให้เราเป็นผู้ตรง สำรวมและรอบคอบในการดำเนินชีวิตมากขึ้น ชีวิตจะวุ่นวายน้อยลงเรื่อยๆ ใช่ไม๊ค่ะ
mouy179
ขออนุโมทนาคุณ mouy179 ที่เห็นประโยชน์ของพระธรรม ครับ
ขออนุโมทนาครับ
ขอถวายความนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า
ปกติทุกคนเป็นผู้ยินดีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ แต่ว่าเมื่อได้ฟังพระธรรม อาศัยวิวัฏฏนิพพานที่ตรงกันข้ามกับอาลัย คือเป็นผู้ที่ใคร่จะฟัง แปลว่าเงี่ยโสต ขณะนี้ที่กำลังตั้งใจฟังพระธรรม ซึ่งเป็นทางออกจากความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ผู้นั้นก็มีความสนใจ เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึงธรรมะ ...
เรื่องของอาลัยเป็นเรื่องของความติดข้อง แต่พระธรรมที่ทรงแสดงนั้นเพื่อละความอาลัย ความติดข้อง แต่แม้กระนั้นก็ยังสนใจที่จะฟัง นี่ก็คือความน่าอัศจรรย์ของพระธรรม
ขอเชิญคลิ้กฟังได้ที่อาลัย
น้อมกราบพระคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่งและขอบพระคุณคณะอาจารย์ มศพ.และสหายธรรมทุกท่านด้วยค่ะ