ความจริงของสิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้
โดย เมตตา  2 พ.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 53296

อ.ณภัทร: ท่านอาจารย์ครับ ก็ฟังตั้งแต่ต้น ก็เห็นถึงความยากของการที่จะเห็นโทษของอกุศลจริงๆ ครับ เพราะว่า ชีวิตประจำวันเห็นแล้วชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ก็เป็นอกุศลแล้ว แล้วก็ไม่เห็นโทษของการไม่ชอบในสิ่งที่เห็นนี่แค่ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็มีทั้งชอบและก็ไม่ชอบในสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็ไม่เห็นโทษของความชอบหรือไม่ชอบนั้นเลย อันนี้แค่นี้นะครับ แล้วยังมีอย่างอื่นในเรื่องของคิดนึก หรือว่า อกุศลธรรมอื่นๆ อีกมากมายเลยในชีวิตประจำวัน แล้วก็ไม่เห็นโทษจริงๆ แล้วก็เห็นยากจริงๆ ครับ

เพราะฉะนั้น อะไรครับที่จะค่อยๆ เห็นโทษตามความเป็นจริง จริงๆ เพราะว่า เป็นสิ่งที่เห็นได้ยากจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร?

อ.ณภัทร: พระองค์ก็ตรัสว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ครับ

ท่านอาจารย์: แค่นั้นหรือ?

อ.ณภัทร: ตรัสอีกมากมายครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังคำของพระองค์หรือเปล่า?

อ.ณภัทร: ฟังครับ

ท่านอาจารย์: ฟังแล้วเข้าใจไหม?

อ.ณภัทร: เข้าใจ แต่น้อยมากครับ

ท่านอาจารย์: มากกว่านั้นได้ไหม?

อ.ณภัทร: ไม่ได้ครับ นอกจากค่อยๆ สะสมครับ

ท่านอาจารย์: สัจจบารมี นานเท่าไหร่!! รอไหวไหม?

อ.ณภัทร: รอไหวครับ แต่เห็นถึงความยาก

ท่านอาจารย์: ไม่ต้องรอก็ต้องรอใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: แต่ยังเห็นก็ยังดี!! ดีกว่าคิดว่าง่าย ดีกว่าคิดว่าพระองค์ไปเราก็ไม่ต้องทำตาม

อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น แต่ละคำที่พระองค์ทรงแสดงนี่ครับ เป็นสิ่งที่พระองค์ได้ประพฤติมาแล้ว แล้วก็พระอริยะทั้งหลายได้ประพฤติตามพระองค์มาแล้ว แล้วก็ดับกิเลสเหมือนอย่างที่พระองค์ได้ดับ

เพราะฉะนั้น ก็มีหนทางเดียวครับ ก็คือฟังแล้วก็ประพฤติตามที่พระองค์ได้ทรงแสดงครับ

ท่านอาจารย์: และหนทางนั้นก็คือเดี๋ยวนี้ เห็นไหม ลืมไปแล้วว่า เดี๋ยวนี้แหละที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จะมากจะน้อยไม่มีทางรู้ได้ แต่ขณะใดที่เข้าใจขณะนั้นก็สะสมเป็นบารมี จนกว่าจะเต็มจนกว่าจะหมดความสงสัยในสิ่งที่ได้ฟังมาแล้วทั้งหมด

อ.ณภัทร: ครับ เพราะบางครั้งก็ฟังธรรมก็รู้ครับว่า ความโกรธเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ว่ามันก็ต้องเกิด เพราะมีเหตุปัจจัยทำให้เกิด

เวลาเห็นแล้วก็รู้สึก็รู้สึกหงุดหงิดรำคาญ ก็เกิดแล้วแต่ไม่ได้ระลึกตรงสภาพที่รำคาญเลยครับ ก็เป็นตัวเราที่รำคาญครับ

ท่านอาจารย์: ก็ยังเราโกรธต่อไป

อ.ณภัทร: ครับ นี่ครับเป็นความยากยิ่งจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: กำลังสรรเสริญพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า?

อ.ณภัทร: แน่นอนที่สุดครับ ไม่มีสิ่งใดจะเปรียบได้ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่สรรเสริญไม่ได้ เพราะจริงอย่างนั้นใช่ไหม?

อ.ณภัทร: เป็นจริงอย่างนั้นครับ ก็ค่อยๆ เห็นถึงพระคุณจริงๆ เพราะว่าพระคุณของพระองค์คงมากกว่านี้อีกเยอะ แต่ว่าที่ปัญญาที่จะค่อยๆ รู้ตามนี่ก็เพียงน้อยนิดจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็คงไม่ทำให้คำสอนของพระองค์สูญเปล่าโดยไม่ประพฤติตามนะ

อ.ณภัทร: ครับ และเป็นทางที่ละเอียดจริงๆ เพราะว่า ไม่ใช่ว่าฟังแล้วจะเข้าใจได้โดยง่ายครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ละความหวังเมื่อไหร่ ก็ค่อยๆ สะสมความเข้าใจทีละน้อย

อ.ณภัทร: ครับ ก็เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยคำของพระองค์จริงๆ เพราะว่าถ้าไม่มีคำของพระองค์แล้ว ปัญญาไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยครับ แล้วปัญญาก็ต้องตามลำดับขั้นอีก แค่เพียงขั้นฟังก็ลึกซึ้งแล้วครับ และขั้นต่อๆ ไปก็ต้องลึกซึ้งขึ้นไปอีกครับ

ท่านอาจารย์: ลึกซึ้งขึ้นก็ละความไม่รู้ว่า ธรรมลึกซึ้งเพียงใดใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ครับ เพราะว่าก็ฟังหลายๆ ท่าน ก็อาจจะฟังว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ก็พอที่จะเข้าใจได้ว่า เห็นมีจริง แต่ความลึกซึ้งไม่ใช่แค่นั้นครับ มันไม่ไม่ใช่แค่เห็นมีจริงแค่นั้นครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ลืมทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส พระองค์ตรัสว่า เข้าใจความจริงของสิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้!! ลืมไหม?

อ.ณภัทร: ตอนนี้ไม่ลืมครับ แต่พอหลังจากนี้ก็ลืมครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ลืมว่าอีกยาวไกลสักเท่าไหร่ ตราบใดที่ยังไม่ถึงขณะที่เข้าใจความจริงของสิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้

อ.ณภัทร: ครับ ก็เห็นถึงการสะสมของความเข้าใจในแต่ละขณะจริงๆ ครับ เพราะว่าขณะนี้ฟัง อย่างที่ผมฟังท่านอาจารย์ผมก็สะสมความเข้าใจไป แต่หลังจากนี้ก็ลืม แต่ก็ฟังใหม่ก็สะสมใหม่ก็เป็นอย่างนั้นครับ

ท่านอาจารย์: อดทนไหม?

อ.ณภัทร: ต้องอดทน เพราะว่าไม่มีอย่างอื่น ไม่อดทนก็ไม่ถึงครับ

ท่านอาจารย์: จึงไม่สงสัยในขันติบารมี และวิริยบารมี และสัจจบารมี และอธิษฐานบารมี และเนกขัมมบารมี และคุณความดีอื่นๆ เมตตาบารมี ศีลบารมี ทุกอย่างเป็นบารมี

อ.ณภัทร: ครับ แต่กุศลในชีวิตประจำวันก็ช่างเกิดแสนยากถ้าเทียบกับอกุศลมากครับ

ท่านอาจารย์: จนกว่ามีเหตุให้เกิดอกุศลมากกว่า จนกว่าจะเหตุให้เกิดอกุศลน้อยลง

อ.ณภัทร: ครับ ก็ต้องเป็นไปอย่างนี้ครับท่านอาจารย์ เป็นไปอย่างอื่นไม่ได้เพราะเป็นอย่างนี้ครับ

กราบเท้าท่านอาจารย์ที่พร่ำสอนแล้วก็ให้ความเข้าใจโดยละเอียด เป็นหนทางที่ลึกซึ้งที่ถ้าไม่มีผู้ที่จะกล่าวตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่มีโอกาสรู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ได้เลย ก็กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างยิ่งครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1     โดย chatchai.k  วันที่ 2 พ.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ