สวัสดีครับ วันนี้ผมอยากมาแชร์ประสบการณ์และเป็นอุธาหรณ์ของคนรู้จักท่านหนึ่ง ซึ่งท่านเป็นญาติทางพี่สะใภ้และมีประสบการณ์การนั่งสมาธิจนทำให้เสียสติไปเลยเป็นเวลากว่า20ปี ซึ่งปัจจุบันอาการดีตามลำดับจนสามารถจะให้สัมภาษณ์ได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ20ปีก่อน พี่สาวท่านนี้ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมโดยการนั่งสมาธิกับพระสายวัดป่า เพียงเพราะอยากนั่งสมาธิจึงได้เข้าสู่เส้นทางนี้อย่างเต็มตัว กลับมาถึงก็นั่งสมาธิอย่างแข็งขัน จนเกิดความปิติขนลุกขึ้น แรกๆ ก็นั่งได้ไม่นาน ไปๆ มาๆ นั่งได้เป็นวันๆ กินข้าว เข้าห้องน้ำเสร็จก็นั่งสมาธิ ระยะเวลาล่วงเลยไปเกือบร่วมปี จนวันหนึ่งขณะนั่งสมาธิไม่ทราบว่าเหตุผล กลใด เป็นภาพปรากฎขึ้นในขณะนั่งสมาธิเห็นเป็นปลายเท้า และปลายผ้าถุง เพียงเท่านั้นทำให้พี่สาวตกใจมาก และหลังจากนั้นชีวิตก็เปลี่ยนไปตลอดกาล มีอาการพูดคนเดียว และละเมออย่างรุนแรง (คำพูดจากคนที่ดูแล) ขณะฝันเห็นภาพหลอนตลอด พูดจากับคนไม่รู้เรื่อง ไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้อีกต่อไป คุณพ่อและคุณแม่ของท่านจึงพาไปหาพระสายวัดป่ารูปนั้น ท่านบอกจะแก้ให้ แต่ใช้เวลาอยู่ในสำนักหลายเดือนก็ไม่เป็นผล จึงได้นำตัวส่งโรงพยาบาล ได้เข้ารับการรักษาบำบัดแผนกจิตเวช และรับยา อาการดีขึ้นตามลำดับและกลับมาอยู่บ้านได้แต่ยังต้องรับประทานยาตลอด ปัจจุบันผ่านมาแล้ว20ปี พี่สาวท่านนี้ยังต้องรับประทานจิตเวชจากโรงพยาบาลอยู่ ส่วนอาการนั้นดีขึ้นตามลำดับ จนสามารถใช้ชีวิต ทำกิจวัตรประจำวันเป็นปกติได้ แต่ยังมีอาการทางจิตบ้างในบางครั้ง ... สำหรับประสบการณ์จริงที่นำมาแบ่งปันในครั้งนี้ อยากให้เป็นอุทาหรณ์หรือเคสตัวอย่างให้บ้านธัมมะได้อธิบายถึงเรื่องนี้ด้วยครับ
สำหรับตัวผู้เขียนเองได้ฟังอาจารย์สุจินต์ มาแล้วเกือบ 1 ปี และเคยได้ร่วมสนทนาธรรมในวันอาสาฬหบูชาเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมานับเป็นเมตตาของท่านอาจารย์ที่กรุณาสนทนาธรรมด้วย ซึ่งในครั้งนั้นพึ่งได้ฟังท่านอาจารย์ผ่านรายการของคุณวู้ดดี้ และรู้จักท่านอาจารย์เพียงแค่2เดือน แต่เดิมก่อนที่จะได้มาฟังนั้นได้มีผู้ใหญ่ท่านนึงแนะนำให้นั่งสมาธิ แล้วบอกว่าชีวิตจะดีขึ้น และท่านก็ได้พูดถึงว่า ท่านนั่งแล้วถอดจิตได้ เห็นสิ่งต่างๆ จนถึงเดาใจ หรือทำนายชีวิตของคนอื่นได้ จึงได้เพียรพยายามนั่งสมาธิเพียงเพราะเชื่อว่าชีวิตจะดีขึ้น แต่นั่งไปก็มีความอยากจะเห็นสิ่งที่ได้ผู้ใหญ่ท่านนั้นได้บรรยายอยู่เต็มทน เวลาผ่านไป 3 เดือนก็แล้ว ยิ่งมีแต่คำถามในใจว่านั่งแล้วได้อะไร มีแต่ความไม่สงบจนไม่นั่งสมาธิเลยก็มี จนเข้าเดือนที่ 7 ได้มาฟังรายการของคุณวู้ดดี้ แม้ขณะนั้นจะได้ยินกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่ออาจารย์สุจินต์ที่ค่อนข้างรุนแรงมานาน ซึ่งตอนนั้นก็เชื่อด้วยว่าอาจารย์เป็นอย่างนั้นทั้งๆ ที่ไม่เคยเข้ามาฟัง แต่อีกใจนึงคือ ถ้าไม่เปิดใจฟังก็จะไม่รู้เลยว่าท่านอาจารย์จะเป็นอย่างไร ครั้งแรกที่ฟังต้องยอมรับว่าไม่เข้าในเลย แต่ต้องสะดุดประโยคนี้เลยคือ "ขณะที่เห็น ไม่ใช่ขณะที่ได้ยิน" ความรู้สึก ณ ตอนนั้นทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมคำพูดสั้นๆ เพียงเท่านี้ทำให้เราฉุดคิดได้ขนาดนี้ คำพูดสั้นๆ ทำให้นึกถึงนักปรัชญาหลายๆ คนที่มักพูดคำพูดสั้นๆ แต่มีอะไรให้น่าค้นหาและฉุดคิดมาก (ขออนุญาตอ้างอิงถึงบุคคลอื่น) และก็ได้ยินคำว่า สมาธิคืออะไร สงบเป็นอย่างไร กิเลสเป็นอย่างไร พอได้ตั้งหน้าตั้งตาฟังจริงๆ ถึงรู้ว่าที่ผ่านมา ทำมาด้วยความไม่รู้ตลอด และก็ทิ้งการนั่งสมาธิมาเลยตั้งแต่ครั้งนั้น จนได้มาสนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ เมื่อการสนทนาธรรมเสร็จ ผมได้เข้าไปกราบตักท่านและท่านอาจารย์บอกกับผมว่า "ฟังไปเรื่อยๆ นะคะ" ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ที่ทำให้ผมประทับจำไม่ลืมจนถึงวันนี้ และเป็นเวลาเกือบ 1 ปีที่แล้วที่ได้ฟังท่านอาจารย์มาเรื่อยๆ และจะฟังต่อไปเรื่อยๆ ครับ กราบอนุโมทนาครับ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
สิ่งที่คุณน็อคได้กล่าวมานั้น
สะท้อนให้เห็นเลยว่าถ้าไปทำอะไรด้วยความไม่รู้
ด้วยความติดข้องต้องการ นั่น ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง
ไม่ใช่หนทางที่จะเป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกเลย
มีแต่เสียกับเสียเท่านั้น สุขภาพก็เสีย
เพราะไม่ใช่ชีวิตปกติ และจิตก็เสีย เพราะสะสมแต่สิ่งที่ผิด คือ
อกุศล มีความไม่รู้ ความเห็นผิด เป็นต้น
ซึ่งเป็นโทษโดยส่วนเดียว
หนทางเดียวที่จะทำให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในลักษณะของธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงที่กำลังมีกำลังปรากฏ
ตามความเป็นจริง นั้น ต้องฟังพระธรรม
ต้องศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ด้วยความตั้งใจจริงๆ
เพราะพระธรรมทั้งหมดนั้นแสดงให้ผู้ฟังผู้ศึกษาได้เข้าใจตามความเป็นจริง
และธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงนั้นก็มีจริงในชีวิตประจำวัน
ไม่ต้องไปทำอะไรที่ผิดปกติขึ้นมาในการที่จะรู้ธรรม
ต้องเป็นปกติจริงๆ
การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ด้วยความตั้งใจ
พิจารณาไตร่ตรองในเหตุในผล ให้เข้าใจเป็นปัญญาของตนเองจริงๆ นั่นคือ
ที่พึ่งจริงๆ จากที่เคยประพฤติปฏิบัติผิด ก็จะๆ
ถอยกลับจากสิ่งที่ผิดนั้น สิ่งที่ผิด รีบทิ้งได้ทันที
เมื่อได้เข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว
และจะเห็นถึงความน่าอัศจรรย์ของพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกโดยตลอด
ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งออกจากสังสารวัฏฏ์
ไม่มีคำสอนแม้แต่บทเดียวที่ส่งเสริมให้ไปทำอะไรด้วยความไม่รู้
เป็นไปไม่ได้เลยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะสอนให้คนไม่รู้
มีแต่ทรงสอนให้เข้าใจถูกเห็นถูกเป็นปัญญาของแต่ละคนจริงๆ
ถ้ามีความตั้งใจที่จะฟัง ที่จะศึกษาด้วยความจริงใจแล้ว
ความเข้าใจก็จะค่อยๆ เจริญขึ้นไปตามลำดับ
คำที่ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ได้กล่าวกับคุณน็อคว่า "ฟังไปเรื่อยๆ
นะคะ" เป็นข้อความที่ควรเก็บไว้ในหทัยอย่างยิ่ง
เป็นประโยชน์เกื้อกูลสำหรับทุกๆ ท่านจริงๆ ครับ
... ยินดีในกุศลของคุณน็อคและทุกๆ ท่านด้วยครับ ...