ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๘

~ แม้แต่เพียงการฟังพระธรรม ก็ต้องมีศรัทธา ถ้าไม่มีศรัทธาขณะไหน วันไหน วันนั้นไม่ฟังหรือมีธุระเสียแล้ว มีกิจการงานอื่นเสียแล้ว
~ เดิมชีวิตประจำวันก่อนที่จะได้ฟังธรรมคงจะเป็นบุคคลหนึ่ง และเมื่อได้ฟังธรรมแล้ว แต่ละท่านก็คงจะเห็นตัวท่านค่อยๆ เปลี่ยนไป มีการพิจารณาธรรมแยบคายขึ้น และมีกุศลที่เกิดได้บ่อยกว่าแต่ก่อนซึ่งพิจารณาโดยไม่แยบคายทำให้มีความพอใจในโลภะ ความพอใจในโทสะ คิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นต้องมีในโอกาสต่างๆ ในกาลต่างๆ
~ ก่อนที่จะดับอกุศลได้หมดสิ้น จะต้องดับการยึดถือสภาพธรรม ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจทั้งหมด เพราะรู้ว่าไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ซึ่งมีหนทางเดียว คือ ต้องระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้
*** ~ พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เป็นเรื่องของสภาพธรรมในชีวิตประจำวันทั้งหมดซึ่งก็เป็นสภาพธรรมที่เริ่มตั้งแต่เกิด และก็แก่ เจ็บ ตาย สุข ทุกข์ เห็น ได้ยิน ทั้งหมดล้วนเป็นสภาพธรรมในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น ซึ่งชาติก่อนๆ ก็เคยเป็นอย่างนี้มาแล้ว เคยเกิดแล้ว เคยแก่แล้ว เคยเจ็บแล้ว เคยตายแล้ว เคยสุขแล้ว เคยทุกข์แล้ว ทั้งหมด และก็หมดไป***
*** ~ เรื่องภพภูมิต่างๆ พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงไว้มากทีเดียว ซึ่งบางท่านคิดว่าไม่เป็นประโยชน์เพราะพูดถึงเรื่องของภูมิอื่น โลกอื่นที่ไม่ปรากฏ แต่พระธรรมทั้งหมดมีอุปการะเกื้อกูลอย่างยิ่งแก่พุทธบริษัท เพื่อท่านจะได้ไม่ประมาทและเจริญกุศลยิ่งขึ้น***
~ ถ้ายังไม่บรรลุคุณธรรมเป็นพระอริยบุคคล ย่อมมีปัจจัยทำให้ปฏิสนธิในอบายภูมิได้ ภูมิอื่นเมื่อยังไม่ถึง จะรู้ชัดเหมือนภูมิมนุษย์นี้ได้ไหม? ไม่ได้ เหตุการณ์ในภูมิอื่นจะเป็นอย่างไรก็ยากที่จะรู้ ที่จะเดา ที่จะคิด จนกว่าจะถึงภูมินั้นจริงๆ ถ้าถึงภูมินั้นจริงๆ ก็หมดความสงสัย เหมือนกับที่เคยสงสัยว่าโลกนี้เป็นอย่างไร ก็ไม่สงสัยเวลาที่อยู่ในโลกนี้ เพราะฉะนั้น จะต้องอาศัยพระธรรมที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวง ได้ทรงแสดงไว้ถึงภพภูมิอื่นด้วย
*** ~ เรื่องทุกเรื่องในพระไตรปิฏก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคคลที่กระทำอกุศลกรรม ก็เป็นอนุสสติเตือนให้ท่านผู้ฟังเป็นผู้ที่ไม่ประมาท ตราบใดที่ท่านยังไม่ได้ดับกิเลสเป็นสมุจเฉท (ละได้อย่างเด็ดขาด) โลภะยังมี โทสะยังมี โมหะยังมี อิสสา (ความริษยา) ยังมี อกุศลธรรมอื่นยังมี วันหนึ่งจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านกระทำกรรมที่เป็นอกุศลกรรมที่จะทำให้ไปสู่นรกขุมต่างๆ และได้รับความทุกข์ทรมาน***
~ ระลึกชาติไม่ได้ก็จริง แต่ปัจจุบันชาติที่ได้รับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย) ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจอยู่ทุกวัน ขณะใดที่ได้รับอิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่น่าพอใจ) ก็เป็นผลของกุศลกรรม ขณะใดถึงแม้ว่าท่านจะเป็นผู้ที่มีศีล ประพฤติธรรม แต่ก็ยังมีการได้รับกระทบกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่เป็นอนิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ) ก็ให้ทราบว่าเป็นการรับผลของอดีตกรรมที่ท่านได้กระทำไว้เอง ไม่ใช่ว่าจะโทษท่านผู้อื่น เพราะถ้าไม่ใช่กรรมของท่าน ก็จะไม่มีการเกี่ยวข้องกับบุคคลต่างๆ เหล่านั้น ที่จะนำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ไม่เป็นที่พอใจมาให้ได้
~ โลภะมีมาก แต่ทำไมไม่เห็นโลภะ วันนี้โลภะมากมายจริงๆ แต่มีขณะไหนที่เห็นโลภะบ้าง ได้แต่เรียกชื่อของโลภะ เรียกชื่อของโลภะนี่เรียกได้ แต่ตัวโลภะจริงๆ ซึ่งเกิดอยู่เป็นประจำทุกวันยากที่จะเห็นได้ ถ้าไม่ใช่เป็นผู้ที่มีปกติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมทางตาที่เห็น เพราะเมื่อเห็นแล้วโลภะก็เกิดต่อ ทางหู ที่ได้ยิน เมื่อได้ยินแล้วโลภะก็เกิดต่อ ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ โดยนัยเดียวกัน
~ ชีวิตในวันหนึ่งๆ ก็เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก และโลภะซึ่งเกิดต่อจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก ในวันหนึ่งๆ นี่มากมาย และไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว แต่กี่ชาติมาแล้วในสังสารวัฏฏ์ แสดงให้เห็นถึงความหนาแน่น ความยากที่จะขัดเกลา ทั้งๆ ที่รู้ว่าโลภะเป็นอกุศลธรรม เป็นสภาพธรรมที่เป็นสมุทัย เป็นเหตุให้เกิดสังสารวัฏฏ์
~ ในอดีตชาติไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าโลภะของใครมากและรุนแรงแค่ไหน ชาตินี้พอจะรู้ได้ พอจะจำได้ พอจะนึกถึงได้ แต่ชาติก่อนไม่มีทางรู้ได้เลย แต่จะเห็นได้ว่า แม้ในอดีตอนันตชาติซึ่งแต่ละท่านก็มีโลภะสะสมมาแล้วมากนั้น ก็มีผู้ที่อบรมเจริญกุศล สะสมกุศลซึ่งเป็นพละ สามารถละอกุศลได้ในที่สุด
~ แน่นอนที่สุดทุกคนก็ต้องยอมรับว่า ถ้าไม่มีความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะแล้ว จะสงบจริงๆ เป็นความสุขที่เกิดแต่วิเวก สงัดจากความติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แต่ทำอย่างไรจึงจะพลิกใจจากความติดข้องไปสู่การละความติดข้องได้ซึ่งก็ต้องอาศัยหลายทางที่จะสะสมกุศลเป็นบารมี จนกว่าจะสามารถละได้จริงๆ
~ ขณะที่เสียดายแสดงให้เห็นถึงเยื่อใยการติดในวัตถุที่สละที่เป็นเพียงวัตถุสิ่งภายนอก ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่มีใครสามารถยึดครองเป็นเจ้าของได้ตลอดไป เพียงชั่วขณะที่เห็นและเกิดความพอใจ แต่ขณะอื่นเมื่อไม่เห็น ก็เป็นเรื่องอื่นไปแล้ว
~ อยากหมดโศก อยากหมดความคับแค้น แต่ถ้ายังมีการเกิด หมดไม่ได้แน่นอน เพราะฉะนั้น ทางเดียวจริงๆ ถ้าใครเห็นว่า การเกิด เกิดมาเพียงเห็นชั่วขณะ และหมดไป และในที่สุดก็ต้องจากทุกสิ่งทุกอย่างไปไม่เหลืออะไรเลย หรือแม้ในขณะที่ยังไม่จากโลกนี้ไป เพียงชั่วขณะที่เห็นและหมดไป ก็ชื่อว่าจากสิ่งที่ปรากฏในขณะที่ เห็นแล้วจริงๆ ไม่มีอะไรเหลือ แต่ละขณะก็สืบต่อไปอย่างนี้ จากภพหนึ่งเป็นชาติหนึ่งไปเรื่อยๆ ซึ่งจะต้องอาศัยการพิจารณาจนกว่าสติจะระลึกลักษณะของสภาพธรรม และเข้าใจจริงๆ
~ ขณะนี้สภาพธรรมกำลังเกิดดับ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน แต่กิเลสมากและอวิชชาที่หุ้มห่อไว้ทำให้ไม่เห็นการเกิดดับของสภาพธรรม เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยสัจจะเป็นบารมีหนึ่งที่จะทำให้เป็นผู้ที่ตรงทั้งกาย ทั้งวาจา และใจ ในการเจริญกุศลทุกขั้น แม้ในขั้นของทาน ในขั้นของศีล ในขั้นของภาวนา มิฉะนั้นแล้วจะทำให้เป็นผู้ที่ถูกอกุศลพัดพาไป ไม่ตรงต่อสภาพธรรม เพราะกำลังของอกุศลนั้นๆ
~ ทุกคนที่วุ่นวายอยู่ในโลกและก็จากโลกนี้ไป ลืมหมด จะไปวุ่นวายกับโลกนี้ เมื่อไปเกิดที่อื่นก็เป็นไปไม่ได้ แต่จะวุ่นวายต่อไปกับความคิดในโลกอื่น ซึ่งไปเกิดเป็นบุคคลนั้นบุคคลนี้ในภพอื่น พอที่จะเห็นด้วยไหมกับคำพูดที่ว่า ไม่มีสาระ เพราะว่าเป็นแต่เพียงชั่วขณะจิตเดียวที่เกิดขึ้นและหมดไป
~ หนทางเดียวที่จะออกจากความเห็นผิด คือ เริ่มพิจารณาให้เกิดความเห็นถูกในหนทางที่ถูก เริ่มอบรมหนทางที่ถูกเมื่อไร เมื่อนั้นจึงจะค่อยๆ ถ่ายถอนตนเองจากความเห็นผิด แต่ตราบใดที่การอบรมความเห็นถูกยังไม่เกิด จะให้ออกจากข้อปฏิบัติที่ผิดหรือความเห็นผิดนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาในชีวิตประจำวันจริงๆ เพราะอกุศลมีมากมายเหลือเกิน
~ อดทนบ้างไหมที่จะไม่พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด
อดทนที่จะต้องพูดให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่ควรพูดไหม
~ อดทนไหมที่จะรู้ความจริงว่า ขณะนั้น เป็นอะไร จะเป็นเราไม่ได้ เห็นเป็นเห็น ดับแล้ว สิ่งที่ถูกเห็นก็เป็นเพียงสิ่งที่กระทบตาดับแล้ว ความจริงเป็นอย่างนี้ รู้ได้ไหม จะรู้ได้เมื่อไหร่ อดทนไหม
~ อดทนที่จะเป็นกุศลไม่เป็นอกุศล ยากไหมวันนี้?
~ ทุกอย่างที่เป็นสิ่งที่ควรจะทำ ทำหรือยัง?
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๗


... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...
อนุโมทนาสาธุค่ะ เป็นบุญตาและบุญใจจริงๆ ที่ได้อ่านข้อความธรรมที่ท่านรวบรวมมา คำสอนของท่านอาจารย์สุจินต์มักจะสะกิดให้เรากลับมาเข้าใจ 'ธรรมะที่กำลังปรากฏ' ได้เสมอ
ขอบคุณที่กรุณาแบ่งปันแนวทางเพื่อการศึกษาพระธรรมร่วมกันนะคะ พร้อมที่จะพิจารณาและสะสมความเข้าใจไปพร้อมๆ กับท่านค่ะ"
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ขอน้อมกราบอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ขอรับ
สนทนาธรรมเกิดขึ้น กุศลมี
ฟังธรรมะในดิถี ถูกต้อง
อาจารย์สุจินต์ศรี เป็นหลัก
จิตเจตสิกรูปสอดคล้อง มั่นแฟ้นคำจริง
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
กราบอนุโมทนาค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
ธรรมมีมานัสพร้อม รับฟัง อันเกิดกุศลดัง ธาตุรู้ จิตเจตสิกเป็นพลัง เสริมส่ง หนุนแฮ กราบอาจารย์สุจินต์ผู้ เปี่ยมด้วยเมตตา