สัจจธรรมอยู่ที่ไหน?
โดย เมตตา  3 เม.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52191

อ.ทวีศักดื์: กราบเรียนท่านอาจารย์ น้องธัญญานินท์ที่เคยได้สนทนาธรรมเมื่อต้นปีทางสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับท่านอาจารย์ครับ วันนี้ก็มาในฐานะรองประธานชมรมพุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วก็กำลังจะเป็นประธานชมรมพุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มา ณ.ที่นี้ครับ เชิญน้องธรรมนินทร์ได้ร่วมสนทนาด้วย เชิญครับ

คุณธัญญานินท์: หนูกราบเรียนถาม ก็คือมาในมุมมองของนิสิตมหาวิทยาลัยอย่างเรา ก็จะเกี่ยวข้องกับพวกโซเชี่ยลมีเดียอยู่แล้ว มันก็ค่อนข้างมีอิทธิพลต่อความรู้สึกค่ะ แล้วก็ความเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นในสังคมก็ค่อนข้างสูงค่ะ

หนูก็เลยสงสัยว่า เราจะมีหลักธรรมะข้อไหนเพื่อที่จะรักษาจิตใจให้ใสสะอาดได้ดังที่โครงการในครั้งนี้นะคะ เพื่อที่ไม่ให้หวั่นไหวไปกับการกระแสกิเลสต่างๆ รวมถึงกระแสสังคมในชีวิตประจำวันค่ะ

อ.อรรณพ: ก่อนอื่นก็ยินดีกับนิสิตที่มีประเด็นมาสนทนาครับ ซึ่งเชื่อไหมครับว่า คำตอบของคำถามของนิสิตนี่ ยังไงก็เป็นคำตอบเดียวกันกับท่านรองคงศักดิ์ ถ้าเราฟังให้ดี เพราะอะไรรู้ไหมครับ ไม่ว่าเราตั้งแต่ท่านผู้ใหญ่ท่านผู้บริหารท่านรอง เราทำงานในมหาวิทยาลัยนะครับ เราต้องการ อะไรที่จะไปกระตุ้นสังคมตรงนี้ สังคมมหาวิทยาลัยเกษตรเรานี่ ที่จะทำให้เค้าเป็นคนดีมีความรับผิดชอบ ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างดีอย่างผาสุขในเวลาอันรวดเร็ว หรือต้องการหลักธรรมอะไรสักข้อที่จะทำให้จิตใจไม่หวั่นไหวกับโซเชียลมีเดียต่างๆ แต่จะแก้ปัญญาทุกอย่างได้เมื่อรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเป็นอย่างนั้นจริงๆ

หลักธรรมจะเอาก็ได้นะครับ ทั้งคำถามของท่านรองคงศักดิ์ แล้วก็ท่านรองประธานชมรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ปัญญานำไปในกิจทั้งปวงที่ดีงาม

เพราะฉะนั้น ความดีงาม ความรับผิดชอบ การอยู่ร่วมกัน การทำงานร่วมกัน การสรรสร้างวิชาการก็ดี หรือการที่อยู่ในโลกของโซเชียลมีเดีย ที่เราจะไม่หวั่นไหวอย่างนี้เมื่อมีความเข้าใจ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ปัญญาคืออะไร?

เมื่อตอนต้นท่านอาจารย์ได้ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่เราอาจจะฟังยาก เพราะว่าเป็นความรู้ในพระพุทธศาสนาจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ปัญญาคือความเข้าใจถูก เข้าใจถูกต้องเป็นธาตุรู้ เพราะท่านอาจารย์กล่าวคำว่า ธาตุรู้

ขณะนี้มีธาตุรู้ มีเห็นไหม? มีได้ยินไหม? มีคิดไหม? มีโกรธไหม? มีชอบไหม? มีความง่วงไหม? ทั้งหมดเป็นธาตุรู้ที่ หลากๆ ๆ ๆ ๆ ไป

เพราะฉะนั้น ตะกี้นิสิตก็กล่าวถึงว่า จะไม่เดือดร้อนเป็นกิเลส แล้วกิเลสคืออะไร? ถามนะ กิเลสเป็นธาตุรู้หรือธาตุไม่รู้?

คุณธัญญานินท์: ธาตุรู้ไหมคะอาจารย์

อ.อรรณพ: ใช่ แต่ทำไมต้องบอก ไหมคะ ถ้าไหมคะ แสดงว่ายังเคลือบแคลง แต่ก็ยังมีแนวความเข้าใจเพิ่มขึ้นถูกไหมครับ เพราะฉะนั้น กิเลส คือความไม่พอใจนี่ก็เป็นกิเลสโทสะ ความติดข้องลุ่มหลงในโซเชียลมีเดียจนไม่เรียนหนังสือหนังหา ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้น เป็นธาตุรู้ที่ดีหรือเลว กิเลส?

เป็นธาตุรู้ ถูกต้อง!! เพราะโต๊ะเก้าอี้ไม่มีกิเลส ตีโต๊ะเก้าอี้อย่างไรก็ไม่โกรธ โอ๋อย่างไรก็ไม่รัก ใช่ไหมครับ คุณจะไปประจบประแจงเก้าอี้ มันเป็นเพียงรูปแข็ง แล้วก็ไม่มีความที่จะมารัก หรือว่า จะว่าก็จะให้ชังก็ไม่ได้

เพราะฉะนั้น กิเลส ความรักความชังเป็นธาตุรู้ ทีนี้ถามว่า กิเลสเป็นธาตุรู้ที่ดีหรือเลว?

คุณธัญญานินท์: ไม่ค่อยมั่นใจค่ะ แต่ว่าในทางความคิดว่าน่าจะเลวค่ะ

อ.อรรณพ: น่าจะหมดเลยนะครับ ถึงจะถูก แต่ก็น่าจะนะ

เพราะฉะนั้น ต้องฟังและไตร่ตรองไปจนกระทั่งจะมีความเข้าใจ หรือปัญญา

เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจว่า กิเลสคืออะไร กิเลสเป็นธาตุรู้ที่เลว ความติดข้องความหมกมุ่นในโซเชี่ยลมีเดีย ความรักความชังที่เกิดขึ้นจากการเสพข่าว หรือสื่อต่างๆ นะครับ ความไม่ดีต่างๆ ที่อาศัยเรื่องราวสิ่งที่เห็น ได้ยิน และเรื่องราวต่างๆ ในโซเชียลมีเดียนี่บ่มเพาะความไม่ดีในจิต ถูกไหมครับ? เป็นสิ่งที่จิตรู้ เรื่องสี เสียง ภาพอะไรต่างๆ เรื่องราวที่ทำให้ความไม่ดีในจิตเกิด

เพราะฉะนั้น เมื่อเริ่มเข้าใจว่า กิเลสคืออะไร เป็นธรรมะที่เป็นธาตุรู้ที่ไม่ดี ก็เป็นจุดเริ่มที่จะมีความเข้าใจ คือปัญญาที่จะนำไป ให้ปัญญาก็จะทำหน้าที่เห็นโทษ ถึงจะต้องมีการใช้โซเชียลมีเดียบ้าง มีการเพลิดเพลินดูหนังฟังเพลงบ้าง แต่เมื่อมีความเข้าใจ และเห็นโทษว่า การหมกมุ่นก็ดี หรือการเสพข่าวมาก บางทีไม่ได้ไปออกรบกับเขาหรอก แต่ว่าเสพข่าวมากจนเครียสจนช็อคไปก็มี

เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นโทษก็จะบรรเทาลง เพราะฉะนั้น ด้วยปัญญาความเข้าใจถูกเข้าใจว่ามีโทษอย่างไร แต่ปัญญามาจากไหนล่ะ? ปัญญาเกิดขึ้นเองโดยไม่มีปัจจัยได้ไหม? มีอะไรเกิดขึ้นเองลอยๆ ได้ไหม?

ทราบว่า นิสิตก็อยู่คณะวิทยาศาสตร์อยู่ มีอะไรเกิดขึ้นลอยๆ ได้ไหม? อยู่ดีๆ จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมะ ที่ท่านอาจารย์กล่าว เข้าใจว่าธรรมะคืออะไร คือสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้มีอะไรบ้าง เกิดได้ไหมถ้าไม่มีเหตุปัจจัย?

คุณธัญญานินท์: ไม่ได้ค่ะ

อ.อรรณพ: ไม่ได้ เพราะฉะนั้น อะไรจะเป็นปัจจัยให้ปัญญาค่อยๆ บ่มเพาะในจิตของแต่ละคน ต้องอาศัยคำของใคร? หาไม่เจอก็ไม่มีปัญญาครับ เบื้องต้นจริงๆ อาศัยคำของใครครับ

นิสิตชาย: อาศัยคำของผู้รู้ครับ

อ.อรรณพ: ใครเป็นผู้รู้สูงสุด และรู้อะไร?

นิสิตชาย: พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ

อ.อรรณพ: ถูกต้องครับ และพระองค์ตรัสรู้อะไร?

นิสิตชาย: ท่านตรัสรู้สัจจธรรมความเป็นจริงครับ

อ.อรรณพ: สัจจธรรมความเป็นจริงอยู่ไหน เดี๋ยวนี้มีไหม?! หรือมีแต่คำ แล้วก็เผินลอยเลย

เพราะฉะนั้น สัจจธรรมความจริงขณะนี้มีไหม? หาธรรมะไม่เจอก็ไม่รู้ธรรมะ! มีไหม สัจจะ + ธรรมะ

แล้วคุณก็บอกความจริงด้วย เพราะฉะนั้น ความจริงของสิ่งที่มีจริง ก็คือ คำ ความหมายของสัจจธรรมะ เพราะธรรมะคือสิ่งที่มีจริง สัจจะคือความจริง ก็คือความจริงของสิ่งที่มีจริงขณะนี้

ขณะนี้อะไรมีจริง? ได้ยินไหมครับๆ ได้ยินมีจริงๆ ไหม? ได้ยินตอนนี้มีจริงๆ ไหม ได้ยินไหมครับ

นิสิตชาย: ได้ยินครับ

อ.อรรณพ: ได้ยินมีจริงๆ ได้ยินเป็นสัจจธรรมะไหม?

นิสิตชาย: เป็นครับ

อ.อรรณพ: เป็นธรรมะไว้ก่อนก็ได้ เพราะเราไปคิดว่า ความจริงเหมือนต้องอยู่ในตำรา ต้องเป็นปรัชญาอะไรอย่างนั้น แต่ความจริงคือขณะนี้

เพราะฉะนั้น ทุกปัญหา ไม่ว่าตั้งแต่ที่ท่านรองท่านถาม หรือที่นิสิตถาม เราลืมปัญญา เราจะหาอะไรง่ายๆ นั้นไม่มีทาง เพราะในใจของเราเต็มไปด้วยความไม่รู้ความจริง จึงไม่พร้อมที่จะอาศัยแค่สโลแกนมากระตุ้นให้เราเกิดความรับผิดชอบเลย เพราะในใจมีแต่ความอยากได้ มีแต่ความต้องการมีอะไรไม่สามารถ แต่ต้องอาศัยการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีในขณะนี้

จะดูเหมือนว่า ไม่ตรงคำถาม แต่นี่คือตรงที่สุด

เพราะฉะนั้น ต้องเห็นคุณค่าของความเข้าใจถูก คือปัญญาที่เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีขณะนี้

เมื่อตะกี้สนทนากับนิสิตชายก็ยังดีนะ ที่ยังนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้สัจจธรรม แต่สัจจธรรมอยู่ที่ไหน? พระองค์ทรงแสดงไว้ เห็นมีจริง ได้ยินมีจริง ได้กลิ่นมีจริง ลิ้มรส กระทบสัมผัส คิดนึกมีจริง สุขทุกข์มีจริงๆ เป็นธรรมะแต่ละอย่างๆ เป็นอยู่ ๒ อย่างครับ คือเป็นสิ่งที่มีจริงแล้วเป็นสภาพรู้ กับสิ่งที่มีจริงแต่เขาไม่รู้อะไร อย่างเสียงนี่มีจริงๆ ก็ดังเท่านั้น ใครจะได้ยินไม่ได้ยิน เสียงก็มีจริง

เพราะฉะนั้น นี้คือ พื้นฐานความเข้าใจความจริง ต่อไปต้องรู้ว่าความจริงต้องมีจริงๆ มี ๒ อย่าง คือความจริงที่ไม่รู้อะไรเลยแต่มีจริงๆ เย็นมีจริงไหม?

คุณธัญญานินท์: มีจริง

อ.อรรณพ: มีจริง ถ้าทุกคนออกไปจากห้องนี้แล้วยังเปิดแอร์อยู่ ก็ต้องมีเย็น แต่ไม่มีใครรู้เย็นเพราะไม่มีธาตุรู้เย็น

เพราะฉะนั้น จากการไม่รู้อะไรเลย ก็จะรู้ขึ้นเมื่อฟังคำของพระองค์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นคำถามใดๆ ความเข้าใจคือปัญญาจะคลี่คลายครับโดยอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทีละน้อยๆ จนกว่าคำของพระองค์นั้นจะเป็นที่อาศัยให้มีกำลังของความเข้าใจในใจ เพิ่มขึ้นๆ ๆ

แล้วเมื่อปัญญาทำกิจนะครับ ท่านอธิการครับ สังคมดีครับ คนที่เข้าใจถูกเห็นโทษของอกุศล ก็จะไม่มีการปรุงแต่งที่จะไม่ทำอกุศลเมื่อเห็นคุณของคุณความดี ก็จะมีการปรุงแต่งที่จะทำคุณความดีต่อไป

เมื่อเห็นโทษของกิเลส การเสพสื่อก็จะขัดเกลาเบาบางลงไปที่จะไปกรุ่นอยู่อย่างนั้น แล้วก็มีความมั่นคงไม่หวั่นไหวว่า ไม่ว่าใครที่จะหลงใหลไปในสื่อหรือถูกปลุกปั่นไปในสื่อ ก็เป็นการสะสมของเขา

ถ้าเราเข้าใจเพิ่มขึ้น เราก็สามารถจะช่วยคนอื่นได้ ผมก็ยินดีนะครับวันนี้ก็มีนิสิตนักศึกษามา ถึงแม้จะมากันไม่มากแต่ก็เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยเกษตร ก็เห็น ๓ ท่านที่จะนำพาคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาสู่มวลเพื่อนๆ นิสิตนะครับ และมองไปก็มีนิสิตจากธรรมศาสตร์มาด้วยซึ่งก็ได้รายงานตัวกับ อ.ทวีศักดิ์แล้ว ท่านก็ยินดีครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ และนิสิตธัญญานินท์ เกษทวีวงศ์ และนิสิตชาย ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย มังกรทอง  วันที่ 5 เม.ย. 2569

ธรรมมีมานัสพร้อม รับฟัง อันเกิดกุศลดัง ธาตุรู้ จิตเจตสิกเป็นพลัง เสริมส่ง หนุนแฮ กราบอาจารย์สุจินต์ผู้ เปี่ยมด้วยเมตตา