
ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม: ขอเรียนถามท่านอาจารย์ครับว่า ในปัจจุบันนี้ในการดำรงชีวิตของพวกเราซึ่งเราต้องอยู่ในสิ่งที่เป็นปัจจัยแวดล้อมที่เจออะไรต่างๆ มากมายในการทำงานในการดำรงชีวิตครับ หลักธรรมะในพระพุทธศาสนาที่ท่านอาจารย์ว่า เป็นสิ่งที่เราหยิบจับแล้ว คือเอามาสามารถใช้ได้แบบที่เขาเรียกว่าเป็นสิ่งที่ง่ายๆ แล้วนำมาใช้เพื่อให้พวกเราได้เผยแพร่ แล้วก็สอนให้กับนิสิตครับ เป็นสิ่งจำเป็นในพื้นฐานเบื้องต้นครับ เป็นหลักธรรมในประเด็นข้อไหนต่างๆ บ้างในเบื้องต้นครับ เพื่อจะได้นำไปเผยแพร่แล้วก็สอนสั่งนิสิตได้ง่ายๆ ก่อนในระดับเบื้องต้นประถมก่อนนะครับ
ท่านอาจารย์: ไม่มีคำตอบใดเสมอกับได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถูกต้องใชาไหม?
ดร.คงศักดิ์: ครับ
ท่านอาจารย์: แต่ว่า ส่วนใหญ่จะลืม!! คิดถึงวิธีการอื่นๆ ทั้งหมด
เพราะฉะนั้น วันนี้ก็เป็นสิ่งที่มีค่าที่มีโอกาสได้บูชาพระรัตนตรัยโดยการที่ฟังคำของพระองค์ แล้วเริ่มเห็นจริงว่า ทุกคำของพระองค์เป็นที่พึ่งสูงสุดไม่ว่าสถานการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าพระองค์ทรงตรัสรู้
แม้แต่คำว่า ตรัสรู้ ก็ไม่ใช่รู้อย่างคนอื่นธรรมดา ไม่ว่าจะภูมิไหน ภพไหน สวรรค์ เทวโลกอะไรก็ตามแต่ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น ปัญญาของพระองค์กว่าจะรู้แจ้งสภาพธรรมะถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องอบรมจากการที่ได้ฟังคำที่ทำให้ได้เข้าใจสิ่งที่มีทุกขณะว่าเป็นสิ่งที่มีจริง
เพราะฉะนั้น พระองค์ไม่ได้ตรัสรู้สิ่งที่ไม่มี ไม่ใช่ว่าต้องไปตรัสรู้สถานการณ์ที่สะดวกสบายเป็นสุข ส่วนทุกข์ยากต่างๆ ไม่ได้ตรัสรู้เลย หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะว่า ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มีจริงต้องเป็นจริงอย่างนั้น
ความสุขมีจริงเป็นความทุกข์ไม่ได้ ความรู้ความเข้าใจถูกต้องมีจริงไม่ใช่ความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ทุกข์ทั้งหมดจะมาจากไหน? ถ้าไม่ได้มาจากความไม่รู้ความจริง แต่ว่าเมื่อมีความเข้าใจความจริง ทุกข์อยู่ไม่ได้ เพราะเหตุว่าความจริงได้ถูกเปิดเผยกับปัญญาที่สามารถที่จะเข้าใจทุกขณะที่เราใช้คำว่า ชีวิต แต่แม้แต่คำว่า ชีวิต ก็ยากที่จะรู้ว่าความจริงคืออะไร เพราะทุกคนคุ้นเคยกับชีวิต แต่ชีวิตคืออะไร?!
เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โต๊ะเก้าอี้ไม่มีชีวิต มีความทุกข์ไหม? จะมีสงครามจะมีสันติภาพระหว่างโต๊ะเก้าอี้ไหม? เป็นไปไม่ได้เลย
แต่ว่า ธาตุรู้ ไม่มีใครปฏิเสธว่าต่างกับลักษณะที่อ่อนที่แข็ง แต่ก็ไม่รู้เลยนะถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงสิ่งที่ได้ทรงตรัสรู้ว่า คือเดี๋ยวนี้ ความจริงของทุกขณะซึ่งลึกซึ้งอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้น การที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนมีพระองค์เป็นที่พึ่งจริงๆ ได้ทุกเมื่อ ก็คือว่าเริ่มรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร เมื่อมีความเข้าใจสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วทรงแสดง ความทุกข์มีไม่ได้ในขณะนั้นเฉพาะในขณะนั้น เพราะสิ่งที่ถูกต้องประเสริฐสุดสามารถรู้ความจริงจะเป็นทุกข์ได้อย่างไร!!
แต่ความไม่รู้ทั้งหมดว่า เดี๋ยวนี้เป็นอะไร? สงครามเกิดจากอะไร? เศรษฐกิจทั้งหลาย ข้าวยากหมากแพงเกิดเพราะอะไร? ไม่สามารถจะรู้ความจริงได้ว่าคืออะไร?
เพราะฉะนั้น หลายคนบอกว่า ยามทุกข์มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ยามสุขล่ะ! พึ่งไหม? ไม่คิดถึงใช่ไหม เพราะสุขแล้ว แต่ว่า ตามความเป็นจริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงว่า เสมอกันไหม ไม่ว่าทุกข์หรือสุข? เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย เลือกไม่ได้
แต่ว่าทุกคนไม่รู้ต้นเหตุ สาเหตุจริงๆ ที่ลึกซึ้งว่า อะไรล่ะเป็นเหตุให้เกิดความคิดอ่านต่างๆ ไม่ว่าทางวิชชาการใดๆ ทั้งสิ้น สุขภาพร่างกายอะไรทั้งหมด อะไรเป็นต้นเหตุ? สภาพธรรมะใด? ถ้าเป็นต้นไม้ใบหญ้าไม่เดิอดร้อนเลย ไม่มีสงครามแน่ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์แน่ แต่เมื่อมีธาตุรู้ ธาตุรู้นั่นแหละรู้สารพัดอย่าง แต่ว่าไม่ได้ประจักษ์แจ้งความจริงอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
ด้วยเหตุนี้ แต่ละคำไม่ใช่ให้เราไปนั่งคิดเอง แต่ว่าฟังคำของพระองค์ต่อไป
เดี๋ยวนี้มีความจริง สิ่งที่มีจริงหรือเปล่า?
ดร.คงศักดิ์: มีครับ
ท่านอาจารย์: คำถามนี้ดูเหมือนธรรมดานะ ตอบง่ายหรือยาก? เดี๋ยวนี้มีจริงที่มีจริงๆ หรือเปล่า? แค่คำว่า มีจริง เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงหรือเปล่า?
ตอบว่าอย่างไรดี สนทนาธรรม? บูชาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เริ่มเข้าใจความลึกซึ้งแม้แต่คำว่า อะไรมีจริง สิ่งที่มีจริงนั้นแหละ ภาษาไทยใช้คำว่ามีจริง อีกภาษาหนึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า ธรรมะ
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงมีจริงเป็นธรรมะทั้งหมด แข็งมีจริงเป็นธรรมะเพราะภาษาของเราก็ใช้คำว่า แข็งมีจริง หวานมีจริง เสียงมีจริง ทุกอย่างที่มีจริงในภาษาอีกภาษาหนึ่งใช้คำว่า ธรรมะ เพราะฉะนั้น ก็กระจ่างชัดทีละเล็กทีละน้อย
มีเราหรือว่ามีธรรมะ? นี่เป็นสิ่งที่เกื้อกูลให้รู้จักคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงธรรมะ คือสิ่งที่มีจริง ใครก็รู้ความจริงที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ไม่ได้
เพราะฉะนั้น บูชาคุณของพระองค์ด้วยการไม่ประมาทเลย ทุกคำถามต้องไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความลึกซึ้ง
เพราะฉะนั้น เรารู้ว่า สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้มีจริงแน่นอน หมายความว่าธรรมะมีเดี๋ยวนี้แน่นอนทุกขณะที่มีสิ่งที่มีจริง แล้วสิ่งที่มีจริงคืออะไรล่ะ!! ไม่ใช่หยุดเพียงแค่นิดเดียวเหมือนรู้แล้ว แต่ไม่มีทางที่จะรู้เลย เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์ความจริงทุกอย่างถึงที่สุด ไม่มีอะไรจะจริงยิ่งกว่านั้นโดยประการทั้งปวง
เพราะฉะนั้น บูชาคุณด้วยการไม่ลืมว่า เราพูดว่าธรรมะบ่อยๆ แต่ว่ารู้จักธรรมะแค่ไหน!! ธรรมะต้องเป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอนไม่ว่าอะไรทั้งหมด จะยากจะง่ายอย่างที่เราคิดว่า วิชาการนี้ยาก วิชาการนั้นง่าย อะไรก็ตามแต่นะ และความจริงของสิ่งนั้นคืออะไร? ไม่ใช่พูดเล่นๆ พูดลอยๆ แต่นี่คือการที่จะได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น ไม่มีทางอื่นเลย นอกจากฟังแต่ละคำด้วยความเคารพในขั้นต้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมะ คือทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงทั้งหมดในสากลจักรวาลสูงสุด ไม่มีอะไรที่พระองค์ไม่ทรงตรัสรู้
เพราะฉะนั้น ฟังคำไหน เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์ตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ทุกขณะ
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้นะ แต่ก่อนนี้เคยคิดว่า ธรรมะเป็นโน้นเป็นนี่ ยุติธรรม อยุติธรรม แต่ว่าธรรมะคือสิ่งที่มีจริงในภาษาหนึ่ง แล้วจริงไหมล่ะ!! พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ไม่ใช่แค่รู้ แต่ตรัสรู้ความจริงถึงที่สุดของทุกอย่างที่มีจริง
เกิดมาจริงไหม? ตายจริงไหม? และเกิดมายังไม่ตาย อะไรจริง? แค่นี้ค่ะ กว่าจะเริ่มรู้จักธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเมื่อได้ทรงตรัสรู้แล้ว ๔๕ พรรษา นานเท่าไหร่ เช้าสายบ่ายค่ำ มากจนกระทั่งจารึกไว้เป็นพระไตรปิฎก พระวินัยปิฎกเป็นธรรมะหรือเปล่า? พระสุตตันตปิฎกเป็นธรรมะหรือเปล่า? พระอภิธรรมปิฎกเป็นธรรมะหรือเปล่า?
ถ้ามีความเข้าใจแม้คำเดียวว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่สงสัย และสามารถที่จะตอบความคิด หรือธรรมะใดๆ ก็ตามแต่ในเรื่องเกี่ยวกับธรรมะ คือสิ่งที่มีจริง
แค่นี้พอที่จะมีคำถามอะไรไหม? กำลังมีจริง กำลังเป็นธรรมะทั้งหมด แต่รู้จักธรรมะเดี๋ยวนี้ที่มีจริงๆ หรือเปล่า?
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ ท่านผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ