เหตุใด ทิฏฐิถูกจัดเข้าในส่วนโลภะ
โดย Dhammadhiro  6 ส.ค. 2558
หัวข้อหมายเลข 26883

ขอเจริญพรถาม

ปปัญจธรรม คือ ตัณหา (เอตํ มม) มานะ (เอโสหมสฺมิ) ทิฏฐิ (เอโส เม อตฺตา) เทียบกันกับ อกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ และ โมหะ จะได้ไหม

ขออนุโมทนา

พม. สุ



ความคิดเห็น 1    โดย paderm  วันที่ 6 ส.ค. 2558

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ตัณหา เป็นความติดข้องต้องการ (โลภเจตสิก) เป็นสภาพธรรมที่มีจริงเกิดขึ้นเป็นไปในชีวิตประจำวัน เป็นสภาพธรรมติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใด

มานะ เป็นความสำคัญตน เป็นความทะนงตน ถือตน มีการเปรียบเทียบกับผู้อื่นว่าดีกว่าเขา เสมอเขา หรือ เลวกว่าเขา

ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) เป็นสภาพธรรมที่มีจริงที่เห็นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ซึ่งตัณหา ก็คือ โลภเจตสิก มานะเจตสิก ก็มานะเจตสิก ไม่ใช่โลภะ ไม่ใช่สภาพธรรมอื่นๆ ทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด ที่เป็นทิฏฐิเจตสิก แต่ เวลาเกิดร่วมด้วย เกิดกับโลภเจตสิก เสมอเพราะ ขณะที่มีความเห็นผิด ย่อมยินดีพอใจในความเห็นนั้น ครับ

ชีวิตประจำวันของบุคคลผู้ที่ยังเป็นปุถุชน หนาแน่นไปด้วยกิเลส ย่อมจะมีกิเลสอกุศลเกิดขึ้นเกือบทั้งวัน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในวันนี้ ในชาตินี้เท่านั้น แต่ว่าได้เป็นอย่างนี้มานานแล้วในสังสารวัฏฏ์ เพราะได้สะสมกิเลสมาอย่างมากมายนับชาติไม่ถ้วน จึงเป็นผู้ไหลไปด้วยอำนาจของกิเลส ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ซึ่งน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่า กิเลสทั้งหลาย มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น (ไม่ได้มีเฉพาะตัณหา หรือ โลภะ เท่านั้น มีมากกว่านี้) เป็นศัตรูภายในเป็นข้าศึกภายใน เป็นมลทินของใจ ไม่นำประโยชน์สุขใดๆ มาให้เลย มีแต่นำมาซึ่งทุกข์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้มีโอกาสได้ศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรม สะสมความเข้าใจไปตามลำดับ ก็จะเห็นพระมหากรุณาคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่พระองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมอย่างละเอียด ซึ่งถ้าไม่ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียด ก็จะไม่มีใครรู้จักตัวเองตามความเป็นจริงว่ายังเป็นผู้เต็มไปด้วยกิเลส ยังมีส่วนที่ไม่ดีอยู่มาก เมื่อเห็นความไม่ดีของตนเองแล้ว ก็จะต้องมีความตั้งใจจริงๆ ที่จะขัดเกลาด้วย ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้ ต้องอาศัยการฟัง การศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จึงจะมีความเข้าใจที่ค่อยๆ เจริญขึ้นไปตามลำดับ ครับ

ขออนุโมทนา


ความคิดเห็น 2    โดย tanrat  วันที่ 6 ส.ค. 2558

หากไม่ฟังธรรมะก็ไม่เข้าใจความจริง ไม่เห็นโทษ แล้วจะขัดเกลากิเลสอย่างไร

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 3    โดย khampan.a  วันที่ 6 ส.ค. 2558

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขณะที่ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) เกิด ก็เกิดร่วมกับโลภะ แต่บางขณะที่โลภะเกิดก็ไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย นี้คือความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย
อกุศลธรรม เป็นสภาพธรรมที่ไม่ดี ไม่สามารถทำให้รู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงได้เลย เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวโดยประมวลแล้ว อกุศลธรรมทั้งหลาย มีโลภะ เป็นต้น เป็นเครื่องเนิ่นช้า หมายความว่า ทำให้สัตว์โลกท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏฏ์ต่อไป เป็นการทำให้สังสารวัฏฏ์ยืดยาวออกไปอีก เพราะฉะนั้นแล้ว หนทางที่จะเป็นไปเพื่อขัดเกลาอกุศลธรรมเหล่านี้ ก็ไม่พ้นไปจากหนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญา ค่อยๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย ไม่ขาดการฟังพระธรรม ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


ความคิดเห็น 4    โดย Dhammadhiro  วันที่ 7 ส.ค. 2558

@ Khun Khampan

《ขณะที่ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) เกิด ก็เกิดร่วมกับโลภะ แต่บางขณะที่โลภะเกิดก็ไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย นี้คือความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย》

เมื่อความเห็นผิดไม่มี ก็แปลว่า ความเห็นถูกต้องกำลังปรากฏ ความเห็นถูกต้องเทียบเข้ากับสัมมาทิฏฐิ คืออโมหะ จะได้ไหม ถ้าไม่ได้ เป็นเพราะเหตุใด แต่ถ้าได้ เป็นไปได้ไหมที่โลภะเกิดโดยปราศจากโมหะ ดังที่เข้าใจกันอยู่ว่า โมหะอาจเกิดได้โดยลำพังตัวมันเอง คือไม่ต้องพร้อมกับโลภะหรือโทสะได้ แต่โลภะหรือโทสะ ขณะเกิดขึ้น จะมี โมหะในนั้นด้วย ขอความกระจ่าง เจริญพร คุณคำปั่น

@ khun paderm และ khun khampan

สรูปเป็นว่าปปัญจธรรมถูกจัดเข้าในอกุศลมูลไม่ได้ใช่ไหม คือว่า ตัณหาไม่เท่ากับโลภะ มานะไม่เท่ากับโทสะ และ ทิฏฐิไม่เท่ากับโมหะ เจริญพรอนุโมทนา


ความคิดเห็น 5    โดย papon  วันที่ 7 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 6    โดย peem  วันที่ 8 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 7    โดย kullawat  วันที่ 13 ส.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 8    โดย Jarunee.A  วันที่ 17 ก.ย. 2566

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ