
อ.อรรณพ: กราบท่านอาจารย์ ก็เป็นการสนทนาธรรมไปในตัว เพราะยกปัญญาสูตร ครับว่า อาศัยพระศาสดา และผู้ที่ตั้งอยู่ในฐานะครูอย่างไร ท่านอาจารย์ก็ถามคุณเจ คุณเจก็ตอบ ผมก็ซาบซึ้งขยายสิ่งที่คุณเจตอบ แล้วก็นำมากราบขอให้ท่านอาจารย์เพิ่มเติม
เพราะฉะนั้น ปลื้มใจที่ว่า นี่คือความที่จะได้งอกงาม เพราะว่ามีความที่ตั้งจิตไว้ชอบ แล้วท่านอาจารย์ก็กล่าวถึงความอ่อนน้อมในพระธรรมของคุณเจ ผมก็ประทับใจ เพราะว่าท่านอาจารย์ได้สนทนากับคุณเจอยู่บ่อยครั้ง ผมเองก็เพียงแต่ฟังผ่านสื่อผ่านมาบ้าง ก็ไม่ได้ใกล้ชิดขนาดที่จะเห็นอย่างนั้นครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นคุณความดีของใครก็ตามทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ เป็นเครื่องเตือนให้เห็นประโยชน์สูงสุดว่า พระธรรมทั้งหมดเพื่อที่จะขัดเกลากิเลส และสะสมสิ่งที่เป็นประโยชน์ คือความดีต่างๆ ที่จะค่อยๆ ละความติดข้องในความเป็นเรา และค่อยๆ มั่นคงในความลึกซึ้งของธรรมะ ต้องละเอียดมาก
โค้ชเจ (คุณสุรพงษ์) : จริงๆ ผมก็ได้แจ้งท่านอาจารย์ตอนที่ผมมีโอกาสขับรถไปรับท่านอาจารย์ว่า ตอนเด็กๆ มากๆ ผมเคยมีคำถามกับตัวเองว่า ทำไมคนเราเกิดมาต้องสุขทุกข์สลับกันไปด้วย แล้วผมเองก็เป็นคนไม่ฆ่าสัตว์ครับ มดยุงอะไรผมก็จะไม่ฆ่า แต่พอได้มาฟังคำท่านอาจารย์นะครับ ท่านอาจารย์ได้ให้คำตอบผมหมดเลยครับ
ข้อแรก ทำไมเราต้องสุขทุกข์สลับกันไปด้วย เพราะว่า มีเหตุปัจจัยต้องเกิดทั้งสุข และทุกข์ครับ ไม่ใช่ฝีมือคนอื่นเลยครับ ฝีมือตัวเองทั้งนั้นแต่ชาติไหนไม่รู้ครับ นั่นเป็นสิ่งที่ผมได้คำตอบอันนี้แล้ว จริงๆ ออกจากห้องนี้ไปแล้วจะเป็นพรุ่งนี้มะรืนนี้ ผมก็จะต้องเจอเรื่องสุข ทุกข์ คนชมคนนินทา มีหมดทุกรูปแบบครับ แต่พอรู้ว่าทุกอย่างเกิดเพราะเหตุปัจจัย ที่สำคัญเกิดแล้วดับไม่มีอะไรเลย มันเลยทำให้ผมไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร หลังจากที่มีโอกาสได้ฟังคำท่านอาจารย์ได้ศึกษาธรรมะครับ ผมไม่เครียสไม่ไปเศร้าหรือไม่ไปอะไรมาก คือแค่รู้ว่าเป็นผลงานเรา เหมือนผมเคยจะฟังท่านอาจารย์ว่า อย่างสมมติว่าเราลกล้ม กับคนอื่นมาตีเราให้เจ็บอย่างนี้ครับ
อีกอันหนึ่งที่ผมไม่ฆ่าสัตว์ จริงๆ ไม่ใช่ตัวผมครับ คือสภาพธรรมฝ่ายดีที่ผมสะสมมาแบบนั้น แต่จริงๆ ก็มีสภาพธรรมฝ่ายไม่ดีเยอะมากเลยครับ แต่พอมีโอกาสได้มาฟังคำท่านอาจารย์ ถ้ารู้ว่าเรื่องไหนไม่ดี มันก็จะค่อยๆ ละ เพราะว่าเมื่อเช้าผมเรียนท่านอาจารย์ว่า อย่าสงสารตอนที่เขารับผลของกรรม ให้สงสารตอนที่เขาเริ่มกระทำชั่ว
เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ผมทำอะไร ผมจะรู้เลยว่าถ้าทำไม่ดีได้รับผลแน่นอน แต่ถ้าทำดีเพราะเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ครับ ผมไม่ได้ทำดีเพราะว่าผมต้องการให้คนอื่นมาชมมาชื่นชมผม แต่ผมรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์กับผู้อื่นผมถึงทำ แต่ว่าสุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะสภาพธรรมดีที่เป็นกุศล สภาพธรรมที่ไม่ดีเป็นอกุศล แต่ตอนที่เป็นกุศลนะครับ มีสติเกิดร่วมด้วยครับ เลยระลึกในทางที่เป็นกุศลครับ
ท่านอาจารย์: นี่คือ เข้าใจธรรมะ เพราะเดี๋ยวนี้เป็นธรรมะ ทุกขณะเป็นธรรมะ ไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไรก็เป็นธรรมะ
เพราะฉะนั้น รู้จักเหตุ และรู้จักผล ไม่ว่าจะเป็นลาภยศสรรเสริญ คำชมต่างๆ หรือว่าคำนินทาว่าร้าย ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่เกิด มั่นคงในเหตุและในผลในความเป็นธรรมะ
โค้ชเจ: เพราะถ้าเป็นแต่ก่อน เวลามีคนมาว่าเราไม่ดี มีคนมาพูดไม่ดีกับเรา เราก็โกรธ ไม่ชอบ ใช่ไหมครับ แต่ถ้าเรารู้ว่ามันมีเหตุที่เราเคยไปว่าเขา
หรือ ๒ ถ้าเขาทำไม่ดี แล้วทำไมเราต้องไปทำไม่ดีกับเขาด้วยล่ะ ทำไมต้องทำไม่ดีแบบเขา นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมดีขึ้น
ที่ผมบอก อ.อรรณพ ว่า ชีวิตผมดีขึ้นได้เพราะได้ฟังคำของท่านอาจารย์ เพราะว่าผมแค่ทำทุกวันให้เกิดประโยชน์ ทำทุกวันให้ดีที่สุด เพราะว่าผมไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ผมจะตื่นมาอีกหรือเปล่า ถ้ามีโอกาสได้ฟังธรรมะ แต่ก่อน.. อันนี้ผมเล่าให้ อ.อรรณพ ฟัง แต่ก่อน อ.อรรณพ เป็นคนแต่งเพลงไพเราะมากครับ ผมมีโอกาสได้ฟังหลายๆ เพลงของมูลนิธิ
อ.อรรณพ: แต่ผมเล่นเทนนิสไม่ค่อยเก่ง เคยตีจะได้นิดๆ หน่อยๆ
โค้ชเจ: แล้วสมัยก่อนผมชอบฟังเพลงครับ ดูคอนเสิร์ต มีวงดนตรีด้วยครับ พอผมฟังธรรมะเรื่อยๆ ในรถผมฟังเพลงน้อยลงครับ ขณะที่ขับรถผมเริ่มฟังธรรมะแทนการฟังเพลง ซึ่งแต่ก่อนเป็นสิ่งที่ชอบฟังเพลงมากๆ ครับ แต่เพราะว่าเห็นประโยชน์ของการฟังธรรมะครับ ผมแค่บอกว่า ทุกท่าน พี่ๆ ในมูลนิธิครับมีเมตตาทุกคนเลย ถ้าฟังแล้วเข้าใจโดยที่ไม่ได้คาดหวัง หรือต้องการอะไรครับ แล้วธรรมะก็จะทำหน้าที่ของธรรมะเองครับ
ท่านอาจารย์: เป็นตัวอย่างที่ประจักษ์แจ้งในชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงแต่จำมาจากตำรา
เพราะฉะนั้น ก็เป็นการสะสมของบารมี เริ่มจากปัญญาบารมี ทำให้มีความเข้าใจในเหตุในผล เป็นสัจจบารมี อธิษฐานบารมี เพื่อที่จะละสิ่งที่ไม่ดี จนกว่าอีกนานเท่าไหร่ ไม่สำคัญใช่ไหม? แล้วแต่เหตุปัจจัยที่จะรู้ความจริงว่า เดี๋ยวนี้ทุกคนอยู่ในความมืด ตกใจไหม! สว่างอย่างนี้! แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวนี้ทุกคนอยู่ในความมืด อะไรจริง? คำไหนจริง ตรงต่อความเป็นจริง? กว่าจะรู้ว่า ในความมืดจะมีใครไม่ได้ มีแต่สิ่งที่ปรากฏทีละหนึ่ง
เพียงแค่หลับตายังไม่ทันมืด เพียงหลับตามีใครที่ไหนบ้าง?
พอลืมตาแล้ว ทำไมสิ่งที่กระทบตาปรากฏ จะเป็นใครได้!! รู้จักอวิชชาแล้วยัง? มหาศาลแค่ไหน!! เป็นโลกของอัตตาทั้งหมดซึ่งความจริงเป็นโลกของอัตตาไม่ได้เลย จะเป็นคนนั้นคนนี้ จะเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้ เพียงแค่กระทบตาแล้วดับ คิดดู! ใครตรัสคำนี้ เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า?
ถ้าเป็นสัจจธรรมะจริงๆ เปลี่ยนไม่ได้แยกแต่ละหนึ่งออกไม่รวม เพราะฉะนั้น กว่าจะถึงวันที่ค่อยๆ รู้ความจริงทีละหนึ่งจนสามารถที่จะแยกแต่ละหนึ่งออกไม่รวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็จะไม่มีอัตตาเลย เพราะเป็นสิ่งที่เกิดแต่ละหนึ่งแล้วก็ดับไป ในความมืดหรือเปล่า?
โค้ชเจ: ในความมืดครับ
ท่านอาจารย์: คิดดูก็แล้วกัน!! น่าตกใจไหม? หรือเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในชีวิตที่ได้รู้ความจริงซึ่งเปลี่ยนไม่ได้
ในความมืดจะมีอะไร? คิดดู?
อ.อรรณพ: มีธาตุรู้
ท่านอาจารย์: รู้หรือยังว่า จะรู้ธาตุรู้ในขณะที่มืด
เพราะฉะนั้น ฟังไว้ๆ ยังไม่ได้ปรากฏให้เห็น แต่ความจริงเป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ? ก็ต้องตรงต่อความเป็นจริงว่า ตราบใดที่ยังไม่รู้อย่างนั้นก็ยังยึดถือสิ่งที่ปรากฏเป็นอัตตา สิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกว่าจะไม่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้น เป็นแค่สิ่งที่กระทบตา จุดเล็กๆ สั้นมากหมดไปในความมืด เหมือนทุกทาง เสียงก็หมดไปในความมืด กลิ่นก็หมดไปในความมืด ทุกอย่างเกิดดับในความมืด
อ.อรรณพ: ฟังค่อยๆ เข้าใจ ก็ค่อยๆ คล้อยตามไป แต่ยากยิ่งที่จะประจักษ์ในการที่อยู่ในความมืดนะครับท่านอาจารย์ แต่ก็เกิดความมั่นคงครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
ชีวิตผมดีขึ้นได้เพราะฟังคำท่านอาจารย์สุจินต์
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ และโค้ชเจ (คุณสุรพงษ์) ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ