ประพฤติเป็นไปตามที่เป็นบารมีหรือเปล่า!!
โดย เมตตา  7 ก.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 53055

[เล่มที่ 35] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้า 364

ว่าด้วยกาล ๔

[๑๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาล ๔ นี้ อันบุคคลบำเพ็ญโดยชอบ เปลี่ยนแปลงโดยชอบอยู่ ย่อมจะยังบุคคลให้ถึงความสิ้นอาสวะโดยลำดับ กาล ๔ คืออะไร คือ ฟังธรรมตามกาล ๑ สนทนาธรรมตามกาล ๑ ทำสมถะตามกาล ๑ ทำวิปัสสนาตามกาล ๑ นี้แลกาล ๔ บุคคลบำเพ็ญโดยชอบ เปลี่ยนแปลงโดยชอบอยู่ ย่อมจะยังบุคคลให้ถึงความสิ้นอาสวะโดย ลำดับ

ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหนาตกบนภูเขา น้ำไหลไปตามที่ลุ่ม ยังซอกเขาและลำรางทางน้ำให้เต็ม ซอกเขาและลำรางทางน้ำเต็มแล้ว ย่อมยังหนองให้เต็ม หนองเต็มแล้ว ย่อมยังบึงให้เต็ม บึงเต็มแล้ว ย่อมยังคลองให้เต็ม คลองเต็มแล้ว ย่อมยังแม่น้ำให้เต็ม แม่น้ำเต็มแล้ว ย่อมยังทะเลให้เต็ม ฉันใด กาล ๔ นี้ เมื่อบุคคลบำเพ็ญโดยชอบ เปลี่ยนแปลงโดยชอบอยู่ ย่อมยังบุคคลให้ถึงความสิ้นอาสวะโดยลำดับฉันนั้นแล.


อ.คำปั่น: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ฟังแล้วก็ซาบซึ้งอย่างยิ่งในความละเอียดของพระธรรม ที่ท่านอาจารย์ได้เกื้อกูลครับ ยิ่งฟังก็ยิ่งเห็นประโยชน์ของการฟังพระธรรมจริงๆ ครับว่า ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมไม่มีทางที่จะเข้าใจได้เลย หรือจะกล่าวว่า ถ้าไม่ฟังพระธรรมย่อมหมดโอกาสที่จะเข้าใจ ครับท่านอาจารย์ นี่ก็เป็นข้อความที่ได้ฟังจากท่านอาจารย์ แล้วก็ทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นคำที่บริสุทธิ์สะอาด แล้วก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลสำหรับผู้ฟังผู้ศึกษาอย่างยิ่งเลยนะครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังแล้ว สัจจะ มีบ้างไหมที่จะตรงต่อความเป็นจริง? ที่จะค่อยๆ สะสมสิ่งที่เป็นประโยชน์ คือการสละ ซึ่งเป็นบารมีแต่ละบารมี ทานบารมี มีวิริยบารมีไหม? มีขันติบารมีไหม? มีอธิษฐานมั่นคงขึ้นไหม?

เห็นไหม ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมที่ละเอียดอย่างยิ่ง เพราะไม่รู้ว่าสะสมมานานเท่าไหร่ที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ และความติดข้อง

เพราะฉะนั้น การที่จะสละ หรือละ ต้องเป็นปัญญาประกอบด้วยบารมีอื่นๆ เช่น ตรงต่อความเป็นจริงว่า เพื่อจะหมดกิเลสเพื่อที่จะดับกิเลส ไม่ใช่เพียงแค่ เพื่อที่จะเข้าใจนิดๆ หน่อยๆ

อ.คำปั่น: ครับ ท่านอาจารย์ครับ ซาบซึ้งมากเลยครับ ก็เพราะว่าได้อาศัยพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงที่จะเป็นเครื่องกล่อมเกลาจิตใจจริงๆ ครับ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่มีทางที่จะมีเครื่องเกื้อกูลให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่ดีที่จะมีการสละ ที่จะมีการขัดเกลากิเลสได้เลย ครับ

เมื่อคืนก็ได้สนทนาธรรมในช่วงเวลาสนทนาธรรมยามค่ำคืน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อ.อรรณพ ท่านก็ปรารพถึงพระสูตรที่ชื่อว่า กาลสูตร ซึ่งก็เป็นคำที่เกื้อกูลมากเลยครับ แล้วก็ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวได้เกื้อกูลให้ผู้ฟังได้เข้าใจว่า ศึกษาธรรมเพื่ออะไร ฟังธรรมเพื่ออะไร เพื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ ครับ ก็คือข้อความนี้เลยครับ

ข้อความในกาลสูตรนะครับ ที่มีข้อความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า การฟังธรรมตามกาล การสนทนาธรรมตามกาล สมถะตามกาล วิปัสสนาตามกาล ครับ นี่คือ ๔ กาละซึ่งก็เป็นโอกาสของการเจริญขึ้นของกุศล ครับ แล้วก็มีข้อความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงต่อไปว่า เมื่ออบรมเจริญเมื่อให้เป็นไปตามลำดับโดยชอบ จะเป็นไปเพื่อถึงการสิ้นอาสวะ ท่านอาจารย์ครับเพื่อถึงซึ่งความสิ้นอาสวะ ซึ่งสิ้นอาสวะก็คือถึงความเป็นพระอรหันต์ครับ ก็ไม่ใช่เพียงเล็กๆ น้อยๆ เลยครับ แต่ว่า สูงสุดก็คือ เพื่อถึงความเป็นผู้ที่หมดจดจากกิเลสเลยครับ

ก็กราบท่านอาจารย์ได้เกื้อกูลอีกที ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่ตรงตามนี้ จะมีเวลาโอกาสขัดเกลากิเลสไหม แม้เพียงเล็กน้อย ทีละกาละไป ในขณะที่สามารถจะเป็นไปได้ กาละที่จะไม่โกรธ กาละที่จะเห็นใจ กาละที่จะเข้าใจ กาละที่จะช่วยเหลือ กาละที่จะรอคอยเวลาให้คนได้เข้าใจถูกต้องตามสมควรกับเหตุการณ์

ทุกอย่างหมดเป็นเรื่องของการอดทน และสัจจะ ตรงต่อการว่า ศึกษาธรรมทำไม ยากเหลือเกิน เห็นเกิดดับไม่รู้ แล้วจะให้รู้หรือ!!

แล้วไงล่ะ จริงหรือเปล่า? ถ้าไม่รู้ ไม่รู้ความจริงใช่ไหม? ก็เป็นอย่างนี้ไปตลอด

เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่จะต้องเห็นประโยชน์อย่างยิ่งสูงสุดในสังสารวัฏฏ์ แม้แต่เพียงหนึ่งขณะของความดีขณะนั้นอกุศลก็ไม่เกิดแล้ว ค่อยๆ สะสมไปแต่ละทิศแต่ละทางแต่ละเรื่องแต่ละขณะแต่ละเหตุการณ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเพื่อถึงการดับกิเลส

มิฉะนั้น ฟังทำไม?! ฟังแล้วก็สะสมกิเลส ฉันยังละไม่ได้ๆ ๆ แล้วก็ ฟังไปก็ละไม่ได้ๆ นั่น.. ภักดีต่อความจริงหรือเปล่า? มั่นคงต่อธรรมที่เป็นจริงว่า ไม่ใช่เราหรือเปล่า?

เพราะฉะนั้น ศึกษาธรรมต้องตรงทุกคำ และก็รู้จักตัวเองตามความเป็นจริงว่า ประพฤติเป็นไปตามที่เป็นบารมีหรือเปล่า!!

อ.คำปั่น: ครับ เป็นคำที่ไพเราะมากเลย เป็นคำที่ต้องเก็บไว้ในหทัยเป็นเครื่องเตือนใจจริงๆ ครับ เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งเลยครับ คำที่ได้ฟังที่ท่านอาจารย์ได้กล่าว เป็นจริงโดยตลอดเกื้อกูลอย่างยิ่ง ตรงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว เป็นประโยชน์เกื้อกูลสำหรับผู้ฟังผู้ศึกษาอย่างยิ่งเลยครับ

แล้วก็ที่ได้ปรารภท่านอาจารย์ในตอนแรกว่า เห็นถึงประโยชน์อย่างยิ่งของการได้ฟังได้ศึกษาคำของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคำว่าฟังธรรมคำเดียวนี่ครับ เกื้อกูลตลอดเลยครับ จนถึงที่สุด คือถึงความเป็นพระอรหันต์เลยนะครับ อย่างข้อความในพระไตรปิฎกนะครับ ในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท มีข้อความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ว่า บัณฑิตทั้งหลายฟังธรรมแล้วย่อมผ่องใสละออ เหมือนห้วงน้ำลึกใสแจ๋วไม่ขุ่นมัว ฉะนั้น ครับ แล้วก็มีข้อความในอรรถกถาได้อธิบายไว้ว่า ห้วงน้ำนั้น ชื่อว่าใสแจ๋ว เพราะเป็นน้ำไม่อากูล คือไม่มีอะไรทับถมให้รกรุงรัง ชื่อว่าไม่ขุ่นมัว เพราะว่าเป็นน้ำไม่หวั่นไหว ฉันใด บัณฑิตทั้งหลายฟังพระธรรมเทศนาของเราแล้ว ถึงความเป็นผู้มีจิตปราศจากเครื่องเศร้าหมองของจิต ด้วยสามารถแห่งมรรค มีโสดาปัตติมรรค เป็นต้น ชื่อว่า ย่อมผ่องใส ฉันนั้น ส่วนท่านผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ย่อมเป็นผู้ผ่องใสโดยส่วนเดียวแล

ท่านอาจารย์ครับ เป็นคำที่เกื้อกูลอย่างยิ่ง ให้เห็นประโยชน์ของการได้ฟังพระธรรม ซึ่งก็คือคำจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้วครับ ก็ซาบซึ้งอย่างยิ่ง กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ