ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๔๖
โดย khampan.a  7 ธ.ค. 2568
หัวข้อหมายเลข 51609

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๔๖



~ เป็นผู้ตรงต่อทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เปลี่ยนไม่ได้ ทำให้ง่ายไม่ได้ รีบร้อนไม่ได้ ทั้งหมดเพื่อที่จะได้รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าถ้าพระองค์ไม่ทรงตรัสรู้และไม่ทรงแสดงความจริงโดยละเอียดอย่างยิ่งของทุกอย่างที่กำลังมีในขณะนี้ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงได้เลย
~ ที่สนทนาธรรมกันวันนี้เดี๋ยวนี้ เพราะเห็นประโยชน์ มิฉะนั้นก็จะไม่มีการสนทนาธรรม เพื่อความละเอียด เพื่อละความเข้าใจผิดแม้เล็กน้อย เพราะว่าธรรมลึกซึ้งมาก ถ้าเข้าใจผิดแม้เพียงเล็กน้อย ก็ไม่สามารถที่จะรู้ตรงลักษณะของธรรมได้ เพราะฉะนั้น แม้อย่างนี้ ก็คือ กำลังเห็นประโยชน์ของการที่จะฟังธรรมด้วยความเคารพด้วยความละเอียดอย่างยิ่ง
~ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ไม่เกื้อกูลให้ปัญญาและกุศลทั้งหลายเกิด สิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ และการที่จะเกื้อกูลแต่ละบุคคล ก็เกื้อกูลให้เขาฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ และปัญญาของเขาเองจะทำให้อกุศลของเขาค่อยๆ ลดคลายลง
*** ~ ถ้าเป็นคนไม่ดีแล้วก็จะเลือกให้กุศลจิตเขาเกิดบ่อยๆ ได้ไหม เป็นไปไม่ได้เลย หรือว่าถ้าคนที่เป็นคนดีสะสมมา แล้วจะให้คิดริษยาคนอื่นบ่อยๆ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเขาไม่ได้สะสมมาที่จะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งซึ่งมองชัดเจนในความเป็นอนัตตาของธรรม***
~ ธรรมเป็นธรรม แล้วกำลังมีธรรมปรากฏ ถ้าไม่มีการเข้าใจจากขั้นการฟัง ไม่สามารถรู้ความเป็นธรรมของธรรมที่กำลังปรากฏได้เลย นี่แสดงให้เห็นถึงความไม่รู้มากมายแค่ไหน ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทุกชาติ ไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียว ความไม่รู้ ก็คือ ไม่รู้จักตัวธรรมว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ถ้าจะรู้ ไม่ได้รู้อื่นเลย แต่เริ่มรู้ลักษณะที่มีจริงๆ แต่ละลักษณะจากการที่เข้าใจแล้วว่าเป็นสิ่งที่มีจริงและเป็นธรรมแต่ละอย่าง
*** ~ ความเข้าใจธรรม เป็นปัญญา เมื่อมีความเข้าใจธรรม กุศลธรรมทั้งหลายก็จะค่อยๆ เจริญขึ้น และทำให้เป็นผู้ที่มีความมั่นคงในการที่จะเจริญกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้นไปด้วย ผู้ที่มีความเข้าใจธรรมจะเป็นผู้ที่ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์ทั้งปวง เป็นผู้เตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม***
~ เวลาที่กระทบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ทางตาหรือทางหู ก็เกิดความขุ่นเคืองใจ ในขณะที่มีความขุ่นเคืองใจเกิดขึ้น ถ้าระลึกถึงพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโทษของความโกรธหรือโทษของความผูกโกรธก็ตาม ในขณะนั้นจะละไหม หรือจะปล่อยไว้ก่อน รอไว้ก่อน นั่นก็คือความเนิ่นช้าในการที่จะละอกุศลนั่นเอง
~ เรื่องของอกุศลเป็นเรื่องที่ละยากจริงๆ แม้ว่าจะได้ฟังพระธรรมสักเท่าไร แต่ถ้ายังไม่ประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง ปัญญายังไม่ถึงขั้นที่จะดับกิเลส กิเลสก็ดับไม่ได้ แต่แม้กระนั้นการฟังพระธรรมให้ละเอียดขึ้นและพิจารณาใคร่ครวญให้ละเอียดขึ้น ก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้ระลึกได้
~ ลองคิดถึงคำว่า “ธรรม” ทุกอย่างที่เป็นธรรม ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่ทำไมไปหลงยึดติดสิ่งที่เพียงเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ดับแล้ว หมดแล้ว ไม่เหลือเลย ไม่ต้องรอไปจนกระทั่งถึงขณะสุดท้ายที่จะจากโลกนี้ไปซึ่งจะหมดความเป็นบุคคลนี้ ตั้งแต่เกิด จะสุข จะทุกข์อย่างไรก็ไม่มีเหลือ แม้แต่เมื่อวานนี้ก็ไม่เหลือ ขณะก่อนนี้ก็ไม่เหลือ
~ ไม่มีทรัพย์สินเงินทองใดๆ เลย ก็เป็นบุญได้ เพราะบุญต้องเป็นธรรมฝ่ายดี ธรรมฝ่ายดี จิตใจที่ดีงามเกิดเมื่อไหร่ แสดงความเคารพต่อผู้ที่ควรเคารพ เช่น เคารพต่อปูย่าตายาย ขณะนั้นไม่มีเงินเลย ก็เป็นบุญแล้ว เพราะฉะนั้น บุญคือธรรมแน่นอน คือ เป็นสิ่งที่มีจริง แล้วสิ่งนั้นเป็นธรรมฝ่ายดีด้วย ไม่มีความโกรธ ไม่มีความติดข้องขณะไหน ขณะนั้นก็เป็นบุญ
~ สติเป็นสภาพธรรมที่มีจริง รู้ได้ขณะไหน? ขณะที่ไม่เป็นอกุศล รับประทานอาหารอร่อย สติหรือเปล่า? แต่ถ้าเกิดความเอื้อเฟื้อ คิดถึงคนอื่นแม้เพียงเล็กน้อยเพราะสติระลึกเป็นไปในการที่จะให้คนอื่นได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น ต้องไม่ใช่ชื่อ แต่เป็นขณะที่สภาพที่อ่อนโยน มีความเป็นมิตรมีความหวังดีสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ให้คนอื่น ขณะนั้นถ้าไม่มีสติที่ระลึกเป็นไป เกิดไม่ได้
~ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม และทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่อยู่ในตำราเลย ขณะนี้ทางตาที่กำลังเห็นก็เป็นธรรม ทางหูที่กำลังได้ยิน ความคิดนึก ล้วนเป็นธรรมทั้งนั้น เพื่อจะเตือนให้เราทราบว่าพระธรรมที่ทรงแสดงไม่ใช่อยู่ในตำรา แต่เราอาศัยการฟังหรือการอ่านหรือการสนทนา เพื่อที่จะช่วยให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
~ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ใช่รีบร้อนเร่งรัดจะไปรู้ตามทุกคำที่ได้ยิน แต่ให้รู้ว่าในที่สุดปัญญาก็สามารถที่จะรู้จริงอย่างนั้น แต่ต้องเริ่มด้วยการค่อยๆ รู้ตามความเป็นจริงของธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่มีใครไปสร้าง ไม่มีใครไปทำขึ้น ไม่มีใครเปลี่ยนแปลง ขณะนี้เป็นอย่างไรก็เข้าใจให้ถูกต้อง
~ จริงๆ แล้ว เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้มานานเท่าไหร่ แค่วันนี้ ความไม่รู้ก็มากแล้ว ถอยย้อนไปอีกเท่าไหร่ ความไม่รู้จะมากสักแค่ไหน แล้วอะไรจะไปละความไม่รู้ ถ้าไม่ใช่ความรู้ และความรู้จะเกิดขึ้นทันทีมากมายมหาศาลไม่ได้ ต้องเป็นความจริงใจความตรงและความเห็นถูกว่าถูกคือถูก ผิดคือผิด ถ้ายังเห็นว่าผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงได้เลย
~ รู้ว่ามีกิเลสมาก รู้ว่ามีความไม่รู้มาก จะได้ไม่ประมาทอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย เพราะประมาณไม่ได้เลยว่าอกุศลมากแค่ไหน แต่ว่าจากการฟังพระธรรมก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้น ก็สะสมความเข้าใจเพิ่มขึ้น
~ ถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ความไม่รู้ลดน้อยลง อกุศลธรรมทั้งหลายและความติดข้องน้อยลง การเห็นโทษของอกุศลก็เพิ่มขึ้น เพราะว่าเป็นธรรมทั้งหมด แม้แต่ปัญญาขณะนั้นก็เกิดขึ้นเห็นโทษของอกุศลแล้วก็นำไปสู่ความดีทุกประการ
~ โทษของอกุศลพรรณนาได้ โทษของโลภะก็มากมาย โทษของโทสะก็มากมาย โทษของโมหะยิ่งมากมาย ใครละได้ แต่ค่อยๆ เห็นโทษ อะไรเห็นโทษ? ไม่ใช่เรา ทั้งหมดเป็นธรรม เป็นอนัตตาที่เห็นโทษก็คือปัญญา ค่อยๆ อบรม ค่อยๆ เจริญขึ้น ค่อยๆ มั่นคงขึ้น
~ น่ารู้ไหมอกุศลของตนเอง ไม่ต้องให้คนอื่นรู้ก็ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีปัญญาย่อมพิจารณาเห็นอกุศลของตนเอง และเห็นโทษของอกุศลธรรมนั้นๆ และขวนขวาย ที่จะดับอกุศลธรรมนั้นๆ ด้วย ไม่ใช่เพียงรู้ ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ไม่ใช่เพียงให้เข้าใจ ไม่ใช่เพียงให้รู้ แต่เพื่อให้ประพฤติปฏิบัติในทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้นด้วย
~ พระอรหันต์ท่านไม่เดือดร้อนเลย ไม่ว่าท่านจะอยู่ในป่า อากาศจะหนาว จะเย็น จะร้อนอย่างไรก็ตามแต่ เพราะท่านรู้จริงๆ ว่า ขณะนั้นเป็นแต่เพียงโผฏฐัพพะที่กระทบกาย หรือสิ่งใดๆ ที่จะกระทบตา กระทบหู กระทบจมูก กระทบลิ้น สำหรับพระอรหันต์ไม่เดือดร้อน เพราะว่าท่านหมดกิเลส เมื่อดับกิเลสหมดแล้วก็ไม่มีเรื่องกังวลใดๆ ทั้งสิ้น
~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษาเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ตราบใดที่ยังยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราหรือเป็นตัวตนที่จะพ้นทุกข์เป็นไปไม่ได้เลย แต่ถ้ารู้ตามความจริงว่า สภาพธรรมแต่ละอย่างไม่เที่ยง เกิดมาแล้วไม่มีสักขณะ จิตเดียวที่เที่ยง ถ้ารู้ความจริงและประจักษ์อย่างนี้จริงๆ ไม่มีการยึดมั่นว่าเป็นเรา ความทุกข์ก็จะลดน้อยลง
~ อกุศลธรรมไม่มีใครอยากจะมี แต่ถ้าปัญญาไม่เกิด อกุศลธรรมนั้นๆ ก็ยังคงเกิดอยู่เรื่อยๆ ทางเดียวที่จะละคลายอกุศลธรรมได้ก็ต้องเป็นปัญญาที่เจริญขึ้น
*** ~ ชาติหน้ายังไม่ถึง ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่ากรรมใดจะให้ผลในชาติไหน จะให้ผลอย่างไร ไม่สามารถที่จะรู้ได้ แต่ขณะนี้ ชาตินี้ เห็นๆ กันอยู่ รู้ๆ กันอยู่ ก็ควรที่จะได้สะสมแต่สิ่งที่ดีและฟังพระธรรมให้เข้าใจยิ่งขึ้นต่อไป***



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๔๕


... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...



ความคิดเห็น 1    โดย swanjariya  วันที่ 7 ธ.ค. 2568

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 2    โดย mammam929  วันที่ 7 ธ.ค. 2568

กราบนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

กราบท่านอาจารย์ผู้เมตตาแสดงคำจริงเพื่อการขัดเกลาความไม่รู้อยู่เนืองๆ

กราบยินดีในกุศลทุกประการค่ะ


ความคิดเห็น 3    โดย jaturong  วันที่ 7 ธ.ค. 2568

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 4    โดย Potechana29  วันที่ 7 ธ.ค. 2568

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ครับ


ความคิดเห็น 5    โดย chatchai.k  วันที่ 8 ธ.ค. 2568

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ


ความคิดเห็น 6    โดย Wisaka  วันที่ 12 ธ.ค. 2568

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 7    โดย มังกรทอง  วันที่ 2 ม.ค. 2569

สนทนาธรรมเกิดขึ้น กุศลมี ฟังธรรมะในดิถี ถูกต้อง อาจารย์สุจินต์ศรี เป็นหลัก จิตเจตสิกรูปสอดคล้อง มั่นแฟ้นคำจริง