รู้สิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้
โดย เมตตา  17 พ.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52365

ท่านอาจารย์: เริ่มรู้ว่า ความที่เคยไม่รู้อะไรเลย ขณะที่ปัญญาเกิดขึ้นเริ่มเข้าใจ หนทางเดียว มรรค สัมมาทิฏฐิกว่าจะสมบูรณ์เป็นตามขั้นๆ ของความเข้าใจเพิ่มขึ้น

อ.วิชัย: ครับ กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

อ.อรรณพ: ขอแทรกนะครับ นิดๆ หน่อยๆ เพราะว่ามีประเด็นที่ดีที่สุดเลยครับ วันนี้มีแต่แสนไกลครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แน่นอนๆ เลย

อ.อรรณพ: วันนี้มีแต่ความแสนไกลครับ ทุกข์ที่แสนไกลที่จะเห็นในความเป็นทุกข์นี่ครับ

ท่านอาจารย์: ทั้งๆ ที่แสนใกล้ เพราะฉะนั้น อวิชชากับปัญญาห่างกันแค่นั้น

อ.อรรณพ: ทำไมอวิชชาถึงได้พอกได้ขนาดนี้

ท่านอาจารย์: ก็เดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ แล้วไง!! พอกไปอีกแล้ว

อ.อรรณพ: พอกเข้าไปๆ ในสิ่งที่ใกล้ที่สุด แต่พอกเสียจน โอ้โห! มันไกลออกไปทุกที

ท่านอาจารย์: มันไกลออกไปทุกที

อ.อรรณพ: กราบเท้าจะได้เป็นประโยชน์เกื้อกูล

ท่านอาจารย์: นี่คือความไม่ประมาทค่ะ คุณอรรณพ

อ.อรรณพ: กราบเท้าจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ประมาทในอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย มันพอกอย่างนี้

อ.อรรณพ: พอกอีกแล้ว มันพอกอีกแล้ว

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น นิดเดียวก็ขอเป็นกุศลเถอะ กว่าที่พอกไปแล้วทั้งหมดจะค่อยๆ หมดไป

อ.อรรณพ: นี่ยิ่งซาบซึ้งที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ถ้าเป็นโอกาสที่กุศลจะเกิดแม้เพียงนิดหน่อย เกิดเถอะ! ตามเหตุตามปัจจัย!! เพราะว่าอกุศลเกิดง่าย ยินดีในบาปนี่เร็วมากอกุศลเล็กน้อย

ท่านอาจารย์: แม้แต่เพียงคิดเป็นอกุศล เห็นไหม ยังไม่ได้ถึงไหนเลย!!

อ.อรรณพ: อะไรก็ไม่รู้ครับ

ท่านอาจารย์: แค่คิดพอกแล้ว

อ.อรรณพ: พอกแล้ว ท่านอาจารย์ครับเมื่อวานได้กราบปรึกษาเรื่องงานกับท่านอาจารย์ ผมได้ประโยชน์มากเลย ยิ่งมาตอนนี้ให้เห็นเลยว่า เอ๊ะ! จะพอกความไม่พอใจในความอะไรของคนโน้นคนนี้ไปทำไมอะไรอย่างนี้ครับ พอกอีกแล้วพอกหนักขึ้น

ท่านอาจารย์: กุศลแม้เพียงเล็กน้อย เริ่มหรือยัง? เห็นไหม? ถ้าเริ่มแล้วไม่มีทางที่จะพอกเลย เป็นธรรมทั้งหมด มีอย่างเดียวคือเป็นเพื่อน หวังดี เกื้อกูล รอคอย จนกว่าธรรมที่เป็นกุศลจะเกิดขึ้นตามลำดับของแต่ละคนแสนยาก แล้วไม่ช่วยหรือ? ปล่อยไปหรือ?

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์เมตตา แล้วท่านอาจารย์ไม่เอาแต่ใจตัวเอง พวกผมนี่เอาแต่ใจตัวเองเหมือนกัน พวกผมนี่เอาแต่ใจเอาแต่ใจแม้จะดูเหมือนดี เอาแต่ใจตัวเองว่า อย่าให้เขารู้ตัว อย่าให้เขาดี นั่นแหละ! เอาแต่ใจแล้ว ขณะนั้นก็พอกไปแล้ว

ท่านอาจารย์: ขอโทษนะ!! อยากแล้วทำอะไร เห็นไหม ไปซ้ำไปเติมไปเพิ่มไปอะไรหมด ปิดกั้นความหวังดีซึ่งต่างมากกับอกุศล ไม่สามารถจะหวังดีกับใคร มีโอกาสที่จะหวังดีก็ไม่หวังดี ปิดกั้นไปเลย เติมอกุศลเข้ามาอีกเท่าไหร่

อ.อรรณพ: พอกเข้าไปอีก ให้ไกลๆ ๆ ๆ จากสิ่งที่ควรจะรู้ยิ่ง

สิ่งที่ควรจะรู้ยิ่ง คือสิ่งที่ปรากฏ นี่ก็ถูกอกุศล อกุศลทุกประเภทเกิดนี่ซึ่งจริงๆ ว่ามีความไม่รู้

ท่านอาจารย์: แล้วลวงด้วยว่า ควรทำอย่างนั้น เห็นไหม ลวงไหมๆ ให้เห็นว่าควรเป็นอกุศล ปานนั้น!! ปานนั้นด้วยไม่ใช่เล็กน้อย

อ.อรรณพ: ชื่นชมกับอกุศลครับ แย่จริงๆ แล้วยิ่งถูกพอกก็ยิ่งไกล ไกลๆ ไป

ท่านอาจารย์: แล้วคนอื่นเขาไม่เป็นอย่างนี้หรือ? ต่างคนก็ต่างเป็น น่าเห็นใจไหม? ช่วยกันได้ไหม? มีคำของพระพุทธเจ้าคำไหนที่จะเป็นประโยชน์กับใคร โดยไม่หวังว่า จะไปทำอะไรกับการสะสมของแต่ละคนมาเลย แต่เป็นโอกาสที่จะได้ปลูกฝังสิ่งที่เป็นประโยชน์ แล้วแต่ว่า จะเจริญงอกงามไประดับไหนก็แล้วแต่การสะสมของแต่ละคน

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ คือปัญญา ท่านอาจารย์คือเมตตาจริงๆ ที่เป็นไปอย่างนี้ ที่จะรอโอกาสให้คนได้คิด ได้ปรุงแต่งไปในทางที่จะรู้ตัว แล้วก็เป็นกุศลเพิ่มขึ้นเป็นความที่ค่อยๆ เห็นในความที่เป็นอกุศลของตนเองนะครับ

แต่ท่านอาจารย์รอคอยโอกาสให้คนได้เห็นความไม่ดีของตนเองด้วย และท่านอาจารย์ก็ไม่รอคอยโอกาสที่จะเกื้อกูลด้วยทั้ง ๒ อย่างประสานประโยชน์อย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: ทั้งเขาทั้งเราใช่ไหม? ไม่เบือดเบียนเขาให้เพิ่มอกุศลเข้าไปอีกจากคำพูดและการกระทำของเรา

อ.อรรณพ: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: ในขณะที่พูด แล้วทำอย่างนั้นเราเพิ่มหรือเปล่าอกุศล?

อ.อรรณพ: ครับ อกุศลของเราก็เพิ่ม

ท่านอาจารย์: ไม่ได้หวังดีเลย!! หวังดี คืออภัยใช่ไหม? เมตตาใช่ไหม? เกื้อกูลใช่ไหม? อดทนใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม กว่าใครจะเป็นคนดี!! เราไปทำอะไรได้!! เขี่ยวเข็ญหรือ? ไปโกรธไปแค้นไม่เห็นทำตามเราหรือ? อย่างนั้นหรือ?

อ.อรรณพ: ผมเองก็คิดว่า อยากให้ท่านอาจารย์ได้กล่าวสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างที่กล่าวให้พวกเราฟัง ให้ผมฟัง หรือใครฟัง กับคนที่เขาน่าจะได้ฟังและได้เข้าใจ ผมก็ดูซิ! เหมือนกับรบร้าวให้ท่านอาจารย์เกื้อกูลหน่อย เกื้อกูลคนโน้นคนนี้อะไรหน่อย จะได้เข้าใจกันดี หรือจะได้ทำประโยชน์อะไรต่ออะไรในพระศาสนาให้ดียิ่งขึ้น แต่โอ้โห! นี่ครับ อีกระดับหนึ่งของประโยชน์ที่ได้รับครับ

ท่านอาจารย์: แล้วผลที่เขาคิดเองก็ปรากฏใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ใช่ครับ ผมได้เห็นเช่นนั้นแล้ว แล้วก็จะเป็นปัจจัยให้ได้เข้าใจตามท่านอาจารย์ได้เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นเป็นอย่างนั้นจริง ให้เราไปพรั่งหรูหรือเราจะพยายามที่จะให้ใครคิดถูก คิดอะไรอย่างไร ถ้ามันไม่ใช่เป็นการที่เขาเข้าใจด้วยการไตร่ตรอง และการเห็นด้วยความสำนึกของเขาเอง นี่มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ

ท่านอาจารย์: และตามกำลังการสะสมของแต่ละคนด้วย เห็นไหม นั่นแหละคือเข้าใจธรรม

อ.อรรณพ: ครับ ไม่รู้จะกราบอย่างไรครับท่านอาจารย์ เป็นลาภอันประเสริฐที่ได้รับการเกื้อกูลจากท่านอาจารย์ในทุกเรื่องครับ ก็จะได้ไม่ไกลเข้าไปจนกู่ไม่กลับครับท่านอาจารย์ ก็ไกลไปเรื่อยๆ ที่จะรู้ความจริง เพราะพอกแต่อกุศลไปเรื่อยๆ ๆ ๆ อกุศลต่างๆ ก็มากลุ้มรุม โลภะ มานะ อะไรๆ โทสะ มากลุ้มรุม กลุ้มรุมมากๆ ความเห็นผิดเกิดขึ้นมา ความลังเลสงสัย เดี๋ยวก็ไกลจนกู่ไม่กลับนะครับ

ขออย่าให้ได้เป็นอย่างนั้นเลย ขอให้ค่อยๆ ปรุงแต่ง แล้วค่อยๆ ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ

ท่านอาจารย์: ก็ยังไม่รู้จักว่า ธรรมเป็นอนัตตา ธรรมเป็นธรรมดา ทุกคำที่เราได้ฟังนี่ จนกว่าเป็นธรรมดาเดี๋ยวนี้ที่เกิดดับ เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีอะไรที่จะเกิดดับให้ปรากฏ ยังไม่ใช่ธรรมดาของธรรมที่กำลังเป็นเดี๋ยวนี้

อ.อรรณพ: ก็ที่ตะกี้ที่ อ.วิชัย กราบสนทนาท่านอาจาย์ กล่าวครับว่า ทุกข์นี่เป็นทุกข์ที่ถูกปกปิดไว้ คือสภาพธรรมที่เพียงเกิดขึ้นตามปัจจัยเกิดแล้วดับ นี่ความเป็นไปของสังขาร เกิดขึ้นเป็น แล้วก็ไป ก็คือเกิดแล้วก็ดับ เป็น ก็คือเกิดขึ้น ไป ก็คือดับ มันถูกปกปิดไว้แทบจะสนิท เพราะว่าเกิดแล้วก็ดับ แต่เดี๋ยวก็เกิดอีก ก็เหมือนมีสิ่งอื่นมา มีสิ่งใหม่มาทดแทน ทดแทนๆ ๆ ๆ ก็เลยอย่างรวดเร็วสืบเนื่องที่สุดเลย เลยทำให้ไกลที่จะเห็นในความเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรมที่เป็นโทษที่เป็นภัยมากๆ ครับท่านอาจารย์ นี่เป็นสุดที่สุดแล้ว

ท่านอาจารย์: แล้วคอยเติมความไม่รู้กับความเป็นอกุศลเพิ่มขึ้น นั่นหรือหนทาง?

อ.อรรณพ: ครับ เพราะฉะนั้น คำที่คอยเตือนให้ไม่พอกพูนอกุศล และเห็นประโยชน์ และเข้าใจในความเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา เพิ่มขึ้นๆ ในทุกโอกาสในทุกนัย ในทุกคำที่ได้ยินได้ฟัง ในทุกโอกาสของชีวิตที่ประสบแม้ในเรื่องราวอย่างโน้นอย่างนี้ ตัวเราเองบุคคลอื่นก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลยนะครับ

ฉะนั้น เราก็จะไกลจากสิ่งที่แสนใกล้ที่กำลังปรากฏ แล้วก็จะไกลจากสิ่งที่แสนใกล้ที่กำลังปรากฏเกิดแล้วดับ ที่เป็นทุกข์อยู่นี่

เพราะฉะนั้น ทุกข์นี่ ก็เป็นทุกข์ที่ถูกปกปิด เป็นทุกข์ที่มองไม่เห็น

ท่านอาจารย์: แล้วคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีวันผิด แต่ก็ลืม!! รู้สิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้

อ.อรรณพ: ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ทุกคำของพระองค์ กว่าจะถึงขณะรู้สิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้

อ.อรรณพ: กราบเท้าสนทนากับท่านอาจารย์แล้วก็ชื่นชมในปัญหาธรรมของอาจารย์ มศพ. อ.คำปั่น อ.วิชัย นะครับ ไม่ต้องไปหาประเด็นที่ไหนหรอกครับ เพราะว่า อาจารย์มาสนทนากัน อ.คำปั่น อ.วิชัย ก็เป็นโอกาสอนุเคราะห์ผมได้มีโอกาสกราบสนทนากับท่านอาจารย์ในประเด็นของ อ.วิชัย อ.คำปั่น นี่แหละครับ ก็เป็นประโยชน์มากครับ

ท่านอาจารย์: แล้วคุณอรรณพ เห็นไหม เมื่อวานนี้กับวันนี้ ปัญญาต่างกันไหม? อะไรเป็นที่พึ่ง เห็นไหม? ที่พึ่งจริงๆ ต้องเป็นอะไร?

อ.อรรณพ: คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเข้าใจโดยอาศัยคำของพระองค์ที่ท่านอาจารย์เกื้อกูล ความเข้าใจต่างกันเลยแค่ข้ามคืน เพราะว่าได้คำเป็นสัปปายะครับ เพราะฉะนั้น ก็แช่มชื่นในสิ่งที่เป็นสัปปายะ ก็คือพระธรรมนี่เป็นสัปปายะ

คำของพระองค์เป็นสัปปายะจริงๆ ที่ท่านอาจารย์ประมวลมาแสดงในโอกาสที่กำลังประสบอยู่ในเหตุการณ์ใดอะไร ท่านอาจารย์ก็ได้ให้คำอันเป็นสัปปายะกับปัญญาครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับจะได้ไม่ถูกพอก แล้วก็ไม่พอใจ สนุกกันเพลินกัน ในการที่จะไปพอกอกุศลนะครับ แต่ค่อยๆ เพิ่มความเข้าใจถูกไว้ ทีละน้อยๆ

ท่านอาจารย์: แล้วใครจะรู้ความลึกซึ้ง? อกุศลที่เป็นโทสะยังพอเห็นได้! แล้วโลภล่ะ?

อ.อรรณพ: อันนี้ยิ่งเนียน

ท่านอาจารย์: ค่ะ เหมือนทำกุศล เหมือน แต่ใช่หรือเปล่า?

อ.อรรณพ: เหมือน ก็คือไม่ใช่

ท่านอาจารย์: ค่ะ ตื่นเต้นมีคนเข้ามาในช่องของเราเท่านั้นเท่านี้ แต่เขาเข้าใจหรือเปล่า?

อ.อรรณพ: สำคัญที่ตรงนั้น

ท่านอาจารย์: เพียงแต่เข้ามาเท่านั้นหรือ?

อ.อรรณพ: ไม่ใช่ตื่นเต้น ดีใจกับวิวที่มีคนเข้ามาเยอะๆ แต่เข้าใจหรือเปล่า?

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ