งานที่ประเสริฐที่ทำเพื่อศาสนา
โดย เมตตา  14 มิ.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52506

[เล่มที่ 16] พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 84

[๑๘๙] ดูก่อนคฤหบดีบุตร คนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถาน ๔ คือ ตามใจเพื่อนให้ทําความชั่ว (จะทําชั่วก็คล้อยตาม) ๑ ตามใจเพื่อนให้ทําความดี (จะทําดีก็คล้อยตาม) ต่อหน้าก็สรรเสริญ ๑ ลับหลังนินทา ๑. ดูก่อนคฤหบดีบุตร คนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล.

[๑๙๕] ดูก่อนคฤหบดีบุตร มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้ โดยสถาน ๔ คือ ห้ามจากความชั่ว ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ บอกทางสวรรค์ให้ ๑. ดูก่อนคฤหบดีบุตร มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึงทราบว่า เป็นมิตรแท้ โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล


อ.ธนากร: ไม่ได้มีประเด็นที่จะสนทนาในเบื้องต้นครับ แต่ว่าพอได้ฟังท่านอาจารย์ได้กล่าวก็ทำให้ผมได้ระลึกถึงพระสูตรที่ชัดเจนอย่างยิ่งครับในสิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าว ก็คือสิงคาลกสูตร ครับ เพราะว่าเวลาที่พระผู้มรพระภาคทรงแสดงก็เหมือนเป็นเรื่อง ธรรมดาๆ แต่ว่า พอท่านอาจารย์ได้กล่าวแล้วก็เห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งที่ท่านอาจารย์ได้กล่าว แล้วประพฤติให้เห็นเป็นแบบอย่างครับ เพราะว่าพระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดงเรื่องของ คนเทียมมิตรและมิตรแท้ เอาไว้ครับ ก็อยากที่จะให้ทุกท่านได้รับฟัง เพราะว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์มากครับ

ท่านอาจารย์: แล้วอย่างไรคนเทียมมิตรคือเมื่อไหร่ แล้วมิตรแท้คือเมื่อไหร่ ใคร?

อ.ธนากร: ก็ในขณะที่เป็นอกุศลก็คือคนเทียมมิตรครับ มีข้อความ ข้อที่ 189 พระผู้มีพระภาคตรัส ดูก่อน ดูก่อนคฤหบดีบุตร คนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถาน ๔ คือ ตามใจเพื่อนให้ทําความชั่ว (จะทําชั่วก็คล้อยตาม) ๑ ตามใจเพื่อนให้ทําความดี (จะทําดีก็คล้อยตาม) ต่อหน้าก็สรรเสริญ ๑ ลับหลังนินทา ๑. ดูก่อนคฤหบดีบุตร คนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล.

ก็คือไม่ว่าจะทำอะไร แต่ว่าไม่ได้มีความเป็นมิตร มีความหวังดีที่จะให้ตั้งอยู่ประโยชน์ คือกุศล แต่ว่าก็ทำเพื่อให้เป็นที่รัก เพราะฉะนั้น ก็สะท้อนว่า ในชีวิตประจำวันบางครั้งพวกเราก็อาจจะเป็นคนหัวประจบในบางครั้งนะครับ แต่ว่าท่านอาจารย์แสดงความชัดเจนเลยว่า ไม่เออออ หรือว่าเอออวย ถูกต้องถูก ผิดต้องผิดตามความเป็นจริงครับ

แล้วก็มีข้อความที่ทรงแสดงเรื่องของมิตรแนะประโยชน์ครับ ก็คือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ข้อที่ 195 ดูก่อนคฤหบดีบุตร มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้ โดยสถาน ๔ คือ ห้ามจากความชั่ว ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ บอกทางสวรรค์ให้ ๑. ดูก่อนคฤหบดีบุตร มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึงทราบว่า เป็นมิตรแท้ โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล

บางทีถ้าท่านอาจารย์ไม่ได้กล่าวอะไรนะครับ พวกเราก็ไม่รู้ตัวเลยว่า สิ่งที่ยังไม่เคยฟังเลย ก็คือข้อที่ควรจะแก้ไขก็ไม่ได้มี แต่ท่านอาจารย์ก็พร่ำเตือนพวกเราอยู่เสมอให้รู้ตัว คือให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง แล้วก็บอกทางสวรรค์ก็คือทางของกุศลที่ทำให้ ในที่นี้ก็คงไม่ได้มีเพียงแค่สวรรค์ คือให้เกิดในสุคติ แต่ว่าท่านกล่าวถึงให้ดับกิเลสเป็นสมุจเฉทครับ

การห้ามจากความชั่ว การให้ตั้งอยู่ในความดี แล้วก็ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง แล้วก็บอกทางสวรรค์ให้ครับ ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้จริงๆ ครับจากสิ่งที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวครับ แล้วก็ไม่ต้องหาเลยว่าความหมายของตัตรมัชฌัตตตาเป็นอย่างไร เพราะว่า โดยสภาพแล้วสิ่งที่ท่านอาจารย์ได้กล่าว ก็แสดงถึงความเที่ยงตรง ความไม่หวั่นไหวเอนเอียงในสัตว์บุคคลตัวตน แต่ว่าท่านอาจารย์กล่าวเป็นธรรมทั้งหมดเลยครับ ก็คือถูกเป็นถูกอย่างไร ผิดเป็นผิดอย่างไร กุศลเป็นกุศลอย่างไร อกุศลเป็นอกุศลอย่างไร แม้ว่าในบางครั้งพวกเราเวลากิเลสเกิดความเอียงไปด้วยโลภะ โทสะ ก็ยังมี แต่ว่าเมื่อได้พิจารณาไตร่ตรองสิ่งที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวด้วยความเที่ยงตรงต่อธรรมนี่ครับ ไม่มีอะไรผิดพลาดเลยครับ เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ ไม่มีคำที่ถนอมกิเลส แต่ถนอมกุศลที่เมื่อรู้ตัวแล้วก็สามารถที่จะดำรงอยู่ในหนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ครับ

แล้วท่านอาจารย์ก็กล่าวเตือนพวกเราว่า ทำงานให้มูลนิธิทำไม? ผมนึกถึงที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวกับผมเมื่อหลายปีก่อนซึ่งได้ระลึกถึงอีกครั้งว่า ทำงานให้มูลนิธิเพื่อละความเป็นตัวตนเพื่อละความเป็นเราค่ะ ท่านอาจารย์ไม่ได้กล่าวเลยว่า ทำงานให้มูลนิธิเพื่ออย่างนั้นเพื่ออย่างนี้ เพื่อได้อะไรเพื่อตัวเอง ไม่มีเลยครับ แต่กล่าวว่า ทำงานให้มูลนิธิเพื่อละความเป็นเรา นี่ครับ คือเป็นโอกาสที่ประเสริฐที่สุดที่ทำงานเพื่อสิ่งที่ประเสริฐที่สุดครับ ก็เพื่อจุดประสงค์ของสิ่งที่มูลนิธิได้มีนี่เอง เพราะว่าถ้าความรู้ความเข้าใจมีมากมาย แต่ว่าไม่ได้ละความเป็นเรา ผมก็ต้องเตือนจากคำที่ท่านอาจารย์ได้กล่าว เพราะว่าหลงลืมได้ง่ายครับ แต่ว่าจะไม่หยุดเตือนตัวเองเพราะว่าถึงลืมถึงอกุศลมี แต่ว่าคำกล่าวของท่านอาจารย์ที่เคยกล่าวไว้แล้ว แล้วท่านอาจารย์ได้กล่าวอีกครับ ก็จะขอเป็นเครื่องนำทางชีวิตให้รู้ว่า ทำงานให้มูลนิธิเพื่อละความเป็นเราครับ

ท่านอาจารย์: ทุกคนต้องมีงานใช่ไหม? แต่งานไหนล่ะที่จะเป็นงานที่ประเสริฐที่จะทำเพื่อศาสนาเพื่อความรุ่งเรืองของความเห็นที่ถูกต้อง ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสนะ ผู้ที่สะสมมาจึงถึงการที่จะได้มาทำงานของมูลนิธิ

ดิฉันเป็นผู้ที่เคารพในคุณความดีของทุกท่านทุกคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ และคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อาสาสมัครทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อบำรุงพระศาสนา

เพราะฉะนั้น ความใสสะอาดของความเข้าใจความจริงว่า ประโยชน์อยู่ตรงนี้มากกว่าที่อื่น

เพราะฉะนั้น ทุ่มเทกำลังใจกำลังกายทุกอย่างเพื่อที่จะทำงานมูลนิธิ และทำงานเข้าใจพระธรรม ไม่ใช่ทำงานแต่งานมูลนิธิ แต่ว่างานสำคัญที่สุดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะงานอะไรก็ตาม คือเข้าใจพระธรรม

งานอื่นเป็นโอกาสน้อยมากมากที่ที่จะได้เข้าใจพระธรรม

เพราะฉะนั้น งานที่มูลนิธิได้กระทำ คือศึกษาเผยแพร่สิ่งที่ถูกต้องสิ่งที่ละเอียดอย่างยิ่งให้คนอื่นได้เข้าใจ

ผู้ที่มีความจริงใจ และมีการเห็นประโยชน์สูงสุดเพื่อไม่ติดข้อง ดิฉันรู้สึกชื่นชมเคารพจริงๆ ในผลงานของทุกท่านไม่ว่าใครทั้งสิ้น เพราะว่าเป็นสิ่งที่ยากที่จะเป็นไปได้ โอกาสที่จะได้ฟัง มีความเคารพมีความเห็นประโยชน์ จนกระทั่งสามารถทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ในชีวิตตลอดชีวิตได้ เป็นสิ่งที่น่าเคารพอย่างยิ่ง

เพราะฉะนั้น ดิฉันเคารพเจ้าหน้าที่มูลนิธิทุกคน ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกัลมูนิธิทุกคน ทั้งกรรมการและผู้ใดทั้งหมดในคุณความดีในศรัทธา แต่ว่าธรรมละเอียดลึกซึ้ง แม้แต่คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องมิตร มิตรคือใครอยู่ไหน!!

อ.ธนากร: มิตร คือผู้ที่หวังดีเมื่อจิตที่หวังดีเกิด

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

คนเทียมมิตร [สิงคาลกสูตร]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ธนากร ด้วยค่ะ