
อ.อรรณพ: แต่ ท่านอาจารย์ครับ ประโยชน์เกื้อกูล ก็คือก็ต้องรู้ว่า แม้ว่าจะรู้อะไรบ้าง แค่ไหน? แล้วก็ต้องรู้ด้วยว่า ไม่รู้อะไรแค่ไหน?! เพราะฉะนั้น ก็ยังไม่รู้ความเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรมอันนี้แน่นอน ที่สุด สำหรับผมนะครับท่านอาจารย์ เป็นประโยชน์มากเลย
กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ จากที่กราบเรียนท่านอาจารย์ตรงนี้ว่า รู้อะไรแค่ไหน ไม่รู้อะไรแค่ไหนครับ เมื่อวานนี้ก็มีการสนทนาโดยนำข้อความเสียงที่ท่านอาจารย์ได้บรรยายไว้ดีแล้วในแนวทางเจริญวิปัสสนา เรื่อง วิบากต้องเป็นนามธรรม ก็มีการสนทนากันในหลายๆ นัยยะตามเท่าที่ระดับสติปัญญาของพวกผมจะมีนะครับ
ทีนี้ในช่วงท้ายของข้อความเสียงคลิบนี้นะครับ ท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวถึงว่า ที่พูดเรื่องนี้เพราะอะไรที่ว่า วิบากต้องเป็นนามธรรม ทั้งๆ ที่ผลของกรรมก็มีทั้งผลของกรรมที่เป็นวิบาก คือผลของกรรมที่เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้น วิบากต้องเป็นนามธรรม เพราะว่าเหมือนกับกรรมเพราะเป็นนามธรรมเหมือนกับกรรม แต่ว่าผลของกรรมที่เป็นรูปก็มี ซึ่งรูปนี่ไม่ใช่สภาพรู้อย่างสิ้นเชิง และนามธรรม ก็ไม่ใช่รูปธรรมอย่างสิ้นเชิง และท่านอาจารย์ก็นำไปสู่การเกื้อกูลที่เพื่อสติเกิดขึ้นที่จะระลึกรู้ลักษณะสภาพธรรมทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จนกว่าจะประจักษ์ความต่างกันอย่างชัดเจนของสภาพรู้ และสภาพไม่รู้ทางมโนทวาร นี่ครับเป็นความลึกซึ้งที่ท่านอาจารย์ปรารภเรื่องวิบาก ครับ ทีนี้จากที่กราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า รู้อะไรแค่ไหน ไม่รู้อะไรแค่ไหน เพราะฉะนั้น รู้เรื่องของวิบากอย่างที่สนทนาเมื่อวานว่า วิบากเป็นผลของกรรมที่ต้องเป็นธาตุรู้นะครับ นี่พอรู้ขั้นฟังขั้นไตร่ตรอง กราบเท้าท่านอาจารย์ว่า การที่จะค่อยๆ รู้จริงๆ ในความเป็นนามธรรมของวิบากคืออย่างไร ครับ
ท่านอาจารย์: คงไม่ต้องใช้ชื่อว่า วิบาก เห็นเดี๋ยวนี้เกิดแล้ว เลือกได้ไหมว่าจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจ
อ.อรรณพ: เลือกไม่ได้จริงๆ
ท่านอาจารย์: ทำไมล่ะ?
อ.อรรณพ: เพราะเป็นไปตามปัจจัยว่าจะเห็นอะไร ดีหรือไม่ดี
ท่านอาจารย์: ปัจจัยอะไร?
อ.อรรณพ: กรรม ครับ
ท่านอาจารย์: ก็ชัดเจนใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ที่จะค่อยๆ รู้ขึ้นในผลของกรรมที่เป็นสภาวะ แต่ที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวต่อไป หลังจากที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงข้อความใน อัฏฐสาลินี ที่ท่านอธิบาย วิปากติกะ ท่านอาจารย์ก็กล่าวว่า การที่จะรู้ในความเป็นวิบาก ก็ต้องเป็นการที่รู้ในความเป็นธาตุรู้ รู้ในความเป็นธาตุรู้คือที่ต่างจากธาตุไม่รู้จริงๆ ท่านอาจารย์ก็บอกว่า นี่ก็คือประโยชน์ที่จะเกื้อกูลที่สติจะเกิดขึ้นรู้ลักษณะสภาพธรรมปี่ปรากฏจนกว่าจะชัดเจนในความต่างกันของ ธาตุรู้ และธาตุไม่รู้ครับ ก็จะกล่าวให้ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงตรงนี้ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เราก็ทบทวนจนกว่าจะประจักษ์แจ้งความจริง
สิ่งที่มีจริงมีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย แข็ง หวาน กลิ่น ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่ว่า สภาพธรรมที่เกิดขึ้นรู้ต้องมี ถ้าไม่มีจะไม่มีอะไรปรากฏเลย ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นก็ปรากฏกับสภาพรู้ กลิ่นของต้นไม้ กลิ่นของดอกไม้ ดอกไม้ต้นไม้รู้อะไรไหม?
อ.อรรณพ: ไม่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่สภาพรู้ แต่ว่าสภาพรู้เกิดขึ้นไม่รู้ไม่ได้ เกิดขึ้นเมื่อไหร่ต้องรู้ จึงเป็นภาวะที่รู้ เกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด
เพราะฉะนั้น ให้รู้สภาพธรรมมี ๒ อย่าง ฟังแล้วไม่ใช่เชื่อ ฟังแล้วไม่ใช่ตาม ฟังแล้วไม่ใช่ท่อง ฟังแล้วไม่ใช่จำ แต่พิสูจน์ได้ว่า จริงหรือเปล่า?
แข็งรู้อะไรหรือเปล่า? กลิ่นรู้อะไรหรือเปล่า? แต่ว่า ถ้าไม่มีสภาพที่รู้กลิ่น ขณะนั้นกลิ่นปรากฏไม่ได้ ทั้งๆ ที่กลิ่นมีทั่วไปตามปัจจัยที่กลิ่นต้องเกิด กลิ่นก็เกิดไป แต่ว่าไม่มีสภาพรู้กลิ่น กลิ่นก็ไม่ปรากฏ
เพราะฉะนั้น ต้องมีสภาพรู้ สิ่งต่างๆ จึงปรากฏได้ว่ามี มีพระจันทร์ มีพระอาทิตย์ มีดวงดาว มีภูเขา ถ้าไม่มีสภาพรู้เกิดขึ้นจะไม่มีอะไรปรากฏเลยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น ต้องแยะธรรมที่มีจริง ธรรมที่มีจริงประเภทหนึ่งไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ธรรมที่มีจริงอีกประเภทหนึ่งต่างกันมาก เกิดขึ้นต้องรู้แต่ไม่มีรูปร่างใดๆ เลย ไม่มีสี ไม่แข็งไม่อ่อน ไม่ร้อนไม่เย็นทั้งหมด
แค่นี่ กว่าจะมั่นคงในความเป็นธรรมที่มีลักษณะปรากฏแต่ละทาง ทางตาไม่มีทางที่แข็งจะปรากฏ ไม่มีทางที่กลิ่นจะปรากฏ เพราะสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นธรรมเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถที่จะปรากฏให้เห็นได้ นอกจากนั้นไม่ว่าธรรมประการใดทั้งสิ้น อยู่ในความมืด
หวาน กำลังรับประทานอาหาร ไม่ต้องเห็นอะไรเลย แต่กระทบรสเมื่อไหร่ หวานก็ปรากฏว่า มี ต่อสภาพที่กำลังลิ้มหรือรู้รสหวานเท่านั้นไม่ใช่ขณะอื่น ไม่ใช่ปรากฏกับคนโน้นคนนี้ แต่ปรากฏเฉพาะกับสภาพที่รู้รสนั้นเท่านั้นโดยไม่ต้องเอ่ยสักคำ แต่ว่ารสหลากหลายจึงจำเป็นต้องมีชื่อมีคำให้รู้กันว่า หมายความถึงรสอะไร
เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องของชีวิตจริงๆ ทุกขณะ แวดล้อมไปด้วยธรรม ไม่มีอะไรนอกจากธรรม แต่ไม่เคยรู้ความจริงเลยว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่มีใครเปลี่ยนลักษณะได้ สภาพรู้ต้องเกิดขึ้นรู้ สภาพไม่รู้ต้องเกิดขึ้นไม่สามารถจะรู้อะไรได้
เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเราได้ไหม เพราะว่า เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปๆ ๆ ไม่มีอะไรที่เกิดแล้วไม่ดับ เพราะฉะนั้น ต้องเข้าถึงความเป็นธรรม ซึ่งเพียงแค่มีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับ ต่างกันเป็นประเภทที่เป็นสภาพที่ต้องรู้ เกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด
เห็น มีสิ่งที่ถูกเห็นปรากฏให้เห็น
ได้ยิน มีเสียงปรากฏให้รู้ว่ามีเสียง กำลังเสียงปรากฏในขณะที่ได้ยินเท่านั้น
นี่ก็เป็นเรื่องทุกขณะในชีวิตประจำวันทุกชาติไม่พ้นเลยแม้เดี๋ยวนี้ ล้อมรอบด้วยธรรมแล้วก็เป็นธรรมทั้งหมด ต้องมีความเข้าใจว่า เข้าใจอย่างนี้หรือเปล่า? จริงไหม? ลึกซึ้งแค่ไหน!! มั่นคงแค่ไหน!! มากพอแค่ไหนที่จะรู้ว่า ขณะนี้ธรรมคืออะไร? สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง!!
อ.อรรณพ: ครับ ท่านอาจารย์ได้กล่าวคำที่มีประโยชน์ยิ่งเลยครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ