อยู่ในโลกของความมืดสนิทเหมือนฝัน… สนทนาธรรมที่บ้านซอยพัฒนเวศม์ บ่าย 8/1/69
โดย nattawan  16 ม.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 51849

เข้าใจธรรมะ คือ เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ... ไม่ไกลคือที่ตัวนี้ ไปหาธรรมะอื่นไม่ได้ ถ้าไม่มีธาตุรู้เท่านั้นอะไรก็ไม่มี เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นไปตามอำนาจของจิตซึ่งเป็นธาตุที่รู้แจ้งอารมณ์ เพชรแท้เพชรเทียม ... ไม่ใช่ไปรู้แต่แจ้งในลักษณะที่ต่าง เพราะฉะนั้นโลกเป็นไปตามที่ความชัดเจนของสิ่งที่ปรากฏ ทุกอย่างเป็นไปตามอำนาจของจิตที่รู้แจ้งในสภาพที่มีจริง ... แล้วก็ปรุงแต่งไป

เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรประเสริฐเท่าความเข้าใจที่ถูกต้อง ที่ลึกซึ้ง จนไม่มีอะไรเพราะเกิดแล้วดับ เปลี่ยนไม่ได้

ที่ยังไม่ประจักษ์การเกิดดับเพราะมันรวมกัน สีทั้งหลายมันรวมกันเป็นบ้านเป็นหน้าต่าง เป็นประตู เป็นคน เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏทางตาเฉพาะสิ่งเดียวที่ปรากฏได้ คนอยู่ในความมืด ทุกอย่างอยู่ในความมืด จริงไหม?! นี่ถึงจะเป็นอริยสัจธรรมข้อที่หนึ่ง มันไม่ใช่อย่างที่ปรากฏ พอไม่เป็นอย่างที่ปรากฏจะห้ามความติดข้องได้ไหม มันเป็นแล้วอย่างนี้ อย่างนี้คือติดแล้วเพราะไม่รู้ความจริงว่า อยู่ในโลกของความมืดสนิทเหมือนฝัน ฝันมันไม่สว่างเลยแต่เหมือนสว่างเพราะไม่เห็น มันจำซะจนกระทั่งเหมือนอย่างนั้น จึงเป็นสัญญาขันธ์ปรุงแต่งอยู่ตลอด ไม่ใช่จิต แต่เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต ... แยกไม่ออกจนกว่าจะหนึ่งปรากฏ เพราะเราได้ฟังจนกระทั่งรู้ว่าสภาพจำมันเกิดขึ้นจำ ... ไม่ใช่จิต จิตรู้แจ้งอารมณ์ ขณะจิตกำลังรู้แจ้งอารมณ์ไม่ใช่จำเพราะรู้แจ้ง เพราะฉะนั้นก็เข้าใจว่า ทำไมธรรมะจึงเป็นขันธ์ห้า เพราะแต่ละหนึ่งขันธ์สำคัญในความเป็นสิ่งนั้นๆ

รูปขันธ์นี่เราติดข้องในรูปมากมายมหาศาล ไม่รู้จะติดข้องอะไรถ้าไม่มีรูป พอมีรูปแล้วติดข้องในความรู้สึกเพราะรูปนั้นๆ เพราะฉะนั้นแต่ละอันก็ยกเป็นแต่ละหนึ่งขันธ์

รูปขันธ์สำคัญแน่เราจึงเกิดแต่ในภูมิที่มีรูปทั้งนั้นเลย ไม่ไปถึงภูมิที่ไม่มีรูปเลย เพราะความติดข้องในรูป ถึงอยู่บนสวรรค์ก็ติดข้องในรูป เป็นรูปพรหมก็ยังติดข้องในรูป ไม่ถึงอรูปพรหม

ธรรมะตรง แต่กว่าจะรู้ว่ามันไม่ใช่มีแค่ตรงนี้ มีหมดทั่วทุกจักรวาล ขนาดเทพบุตรจะไปหาที่สุดจักรวาลไม่เจอ ... กว้างใหญ่ไพศาล เป็นธรรมะทั้งนั้น เป็นจริงอย่างนั้นเปลี่ยนไม่ได้ จะไม่ให้เกิดไม่ได้ เพราะมันมีความจริงที่เป็นอย่างนั้น ก็ต้องเป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นเกิดมาเพื่อหลงเพลิดเพลินจนกว่าจะตาย ยังหลงต่อไปหรือว่าคลายความหลง เพราะค่อยๆ รู้ความจริง แต่ว่าหลงมานานมาก อยู่ในความมืดก็ไม่ได้ปรากฏเลย ... ความสว่างปกคลุมด้วยแสงสว่าง จำรูปร่างสัณฐานเป็นโน่นเป็นนี่เพราะฉะนั้นจึงเป็นสัญญาขันธ์ ถ้าไม่จำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็จบ เป็นอนัตตา นี่มันเป็นอัตตาไปหมดเลยทุกอย่าง เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

เวทนาขันธ์สำคัญด้วย เพราะต้องการทุกอย่างเพื่อความรู้สึกที่เป็นสุข ทำไมเราทานอาหารอร่อยๆ ล่ะ?!

อยู่ไป ... จะอยู่แบบไหนเท่านั้น ไม่อยู่ไม่ได้ ไม่มีใครที่จะไม่อยู่เพราะมีเหตุให้อยู่ อยู่ไปเรื่อยๆ แต่ละชาติ ชาติไหนได้ฟังพระธรรมบ้าง ชาติไหนไม่ได้ฟังบ้าง เราก็รู้ไม่ได้เลย แต่ชาตินี้เดี๋ยวนี้เป็นชาติที่มีโอกาสได้ฟัง สะสมไป รู้เท่าไหร่ก็ไม่พอ แต่ดีกว่าไม่รู้เลย ... ถ้ารู้ผิดๆ ถูกๆ ก็ให้รู้ถูกซะ ไม่อย่างนั้นผิดก็เข้ามาแทรกมากั้น ... อวิชชาไม่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง ยากแสนยาก โอฆะของความไม่รู้มหาศาลแทรกด้วยความรู้นิดเดียว ไม่งั้นไม่ทรงแสดงให้เราได้เข้าใจความลึกซึ้ง

เพียงแค่ตื่นก็ทิฏฐาสวะ เรา ... เราไหน ... ทั้งๆ ที่มีเรา ก็หาเราไม่เจอเพราะเป็นธรรมะ จนกว่าจะรู้จักธรรมะ

เพราะฉะนั้นไม่ใช่มีตัวเองเป็นที่พึ่งโดยไม่รู้ แต่มีตัวเองเป็นที่พึ่งคือรู้ จึงจะสามารถขัดเกลากิเลสที่ตรงนี้ได้ ... พึ่งปัญญาคนอื่นไม่ได้!!

ไม่ต้องไปทำอะไรเลยแค่ฟัง กำลังมีเดี๋ยวนี้รู้หรือยัง?! รู้ดีกว่าไม่รู้ไหม?! สิ่งหนึ่งที่ทุกคนจะต้องมีเพิ่มขึ้นคือความละเอียด ความลึกซึ้งเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะยังไม่ถึงอริยสัจรอบที่สอง ... ก็มีทั้งวันแต่ไม่รู้ จนกว่ามีความเข้าใจมั่นคงในรอบที่หนึ่งว่า ไม่มีเราแต่เป็นธรรมะทุกอย่าง

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 16 ม.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ


ความคิดเห็น 2    โดย เมตตา  วันที่ 16 ม.ค. 2569

เพราะฉะนั้นไม่ใช่มีตัวเองเป็นที่พึ่งโดยไม่รู้ แต่มีตัวเองเป็นที่พึ่งคือรู้ จึงจะสามารถขัดเกลากิเลสที่ตรงนี้ได้ ... พึ่งปัญญาคนอื่นไม่ได้!!

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

ขอบคุณ แบะยินดีในกุศลจิตค่ะ


ความคิดเห็น 3    โดย nattawan  วันที่ 17 ม.ค. 2569

ยินดีในกุศลจิตค่ะ