
[เล่มที่ 76] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 208
[๕๒๘] รูปที่เรียกว่า กายวิญญัติ นั้น เป็นไฉน
ความเคร่งตึง กิริยาที่เคร่งตึงด้วยดี ความเคร่งตึงด้วยดี การแสดงให้รู้ความหมาย กิริยาที่แสดงให้รู้ความหมาย ความแสดงให้รู้ความหมายแห่งกายของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศล หรือมีจิตเป็นอกุศล หรือมีจิตเป็นอัพยากฤตก้าวไปอยู่ ถอยกลับอยู่ แลดูอยู่ เหลียวซ้ายแลขวาอยู่ คู้เข้าอยู่ หรือเหยียดออกอยู่ อันใด รูปทั้งนี้เรียกว่า กายวิญญัติ.
[เล่มที่ 76] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 245-246
อรรถกถา กายวิญญัตตินิทเทส
พึงทราบวินิจฉัยในกายวิญญัตินิทเทสต่อไป. ในข้อว่า กายวิญญัตติ นี้ก่อน.
สภาวะที่ชื่อว่า วิญญัตติ เพราะอรรถว่าความที่คนทั้งหลายก็ดี หรือสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายก็ดี ให้รู้ภาวะของตนด้วยกาย แม้สัตว์ดิรัจฉานก็รู้ความหมายของคนได้ แม้คนก็รู้ความหมายของสัตว์ได้ด้วยสภาวธรรมที่ถือเอานี้โดยทำนองแห่งการถือเอากาย.
อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า วิญญัตติ เพราะอรรถว่า ตนเองย่อมให้ผู้อื่นรู้ได้โดยทำนองแห่งการกำหนดกาย. วิญญัตติคือกาย กล่าวคือการไหวกาย ที่ตรัสไว้ในคำมีอาทิว่า กาเยน สํวโร สาธุ (การสำรวมกายเป็นการดี) ดังนี้ชื่อว่า กายวิญญัตติ.
อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า กายวิญญัตติ เพราะอรรถว่า ย่อมแสดงให้รู้ด้วยกาย เพราะเป็นเหตุให้รู้ความประสงค์ด้วยการไหวกายต่างๆ และเพราะตนเองก็จะพึงรู้โดยประการนั้น.
ในคำมีอาทิว่า กุสลจิตฺตสฺส วา (ของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศล) อธิบายว่า จิตของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศลด้วยจิต ๙ คือ กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง อภิญญาจิต ๑ ดวง หรือผู้มีจิตเป็นอกุศลด้วยอกุศลจิต ๑๒ ดวง หรือมีจิตที่เป็นอัพยากฤต ด้วยกิริยาจิต ๑๑ ดวง คือ มหากิริยาจิต ๘ ดวง ปริตตกิริยาจิต ๒ ดวง อภิญญาที่เป็นรูปาวจรกิริยาจิต ๑ ดวง อื่นๆ จากนี้ย่อมไม่ยังวิญญัตติให้เกิดได้.
ก็พระเสกขะ พระอเสกขะ และปุถุชน ก็มีวิญญัตติด้วยจิตมีประมาณเท่านี้แหละ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงแสดงวิญญัตติโดยเป็นเหตุด้วยบททั้ง ๓ ด้วยสามารถแห่งธรรมมีกุศลเป็นต้นเหล่านี้ (คือ กุศล อกุศล กิริยา)
อ.วิชัย: กราบท่านอาจารย์ ครับ ขอโอกาสย้อนไปในเรื่องของอัพยากตศีล แล้วก็เรื่องของศีล ๓ อย่างครับ เพราะว่าเมื่อสักครู่ผมได้กล่าวถึงวิญญัติรูป คือรูปที่เกิดขึ้นเพราะมีจิตเป็นเหตุให้รูปนั้นมีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นกายวิญญัติ หรือว่า วจีวิญญัติ ครับ
ก็ขออนุญาตกล่าวข้อความ เพื่อจะเป็นประเด็นที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์นะครับ อันนี้ก็เป็นข้อความใน อัฏฐสาลินีอรรถกถา รูปกัณฑ์ ครับ ท่านก็กล่าวว่า วิญญัติ คือกาย กล่าวคือ การเคลื่อนไหว ที่ตรัสไว้ในพระบาลี มีอาทิ ว่า การสำรวมทางกายเป็นความดี ชื่อว่ากายวิญญัติ อีกอย่างหนึ่งที่ชื่อว่า กายวิญญัติ เพราะอรรถว่า แสดงให้รู้ทางกาย เพราะเป็นเหตุให้รู้ความประสงค์ได้ด้วยการไหวกายต่างๆ และเพราะตนเองก็จะพึงรู้โดยประการนั้น ในคำมีอาทิว่า ของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศล อธิบายว่า บุคคลผู้มีจิตเป็นกุศลด้วยกุศลจิต ๙ ดวง คือ กามาวจรกุศลจิต ๘ อภิญญาจิต ๑ ดวง อันนี้เป็นกุศลนะครับ หรือมีจิตเป็นอกุศลด้วยอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวง หรือมีจิตเป็นอัพยากฤตด้วยกิริยาจิต ๑๑ ดวง คือมหากิริยาจิต ๘ ดวง ปริตตกิริยา ๒ ดวง ปริตตกิริยา ก็คือหสิตุปปาทะ ๑ แล้วก็ มโนทวาราวัชชนจิต ๑ แล้วก็อภิญญารูปปาวจรกิริยาจิตอีก ๑ ดวง จิตอื่นๆ จากนี้ย่อมไม่ทำวิญญัติให้เกิดได้ครับ
ท่านอาจารย์ครับ เมื่อสักครู่เราได้กล่าวถึง เรื่องของ ศีล ๓ อย่าง ครับ ก็คือ กุศลศีล อกุศลศีล แล้วก็อัพยากตศีล ก็เข้าใจเรื่องของจิตที่เป็นเหตุให้มีความประพฤติเป็นไป ไม่ว่าจะเป็นไปทางกาย หรือวาจาก็ตาม หรือจิตที่เกิดขึ้นโดยความเป็นกุศล อกุศล อัพยากตะ ซึ่งตรงนี้นะครับที่ท่านกล่าวถึงจิตที่จะยังวิญญัติให้เกิดขึ้น อย่างถ้าเป็นอัพยากตะ ท่านก็กล่าวถึง ๑๑ ดวง ครับ อย่างมหากิริยาจิตของพระอรหันต์ ๘ ดวง แล้วก็มโนทวาราวัชชนจิต แล้วก็หสิตุปปาทจิต แล้วก็อภิญญากิริยาครับ ก็เลยไม่แน่ใจว่า ถ้าจะกล่าวถึงนอกจากมหากิริยาจิตที่เรากล่าวที่เราเข้าใจว่าเป็นอัพยากตศีล แล้วจะรวมถึงมโนทวาราวัชชนะ แล้วก็อภิญญากิริยาด้วยหรือไม่ครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: ข้อความนี้ว่าอย่างไร เห็นไหม ชัดเจนไหม?
อ.วิชัย: ท่านกล่าวถึงจิตที่ยังวิญญัติให้เกิดขึ้นครับ ถ้าเป็นอัพยากตะนี่ ก็จะเป็นกิริยาจิต ๑๑ ดวง ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีมโนทวาราวัชชนจิตจะมีกิริยาจิตได้ไหม?
อ.วิชัย: ก็เป็นไปไม่ได้เลยครับ
ท่านอาจารย์: จึงรวมอยู่ด้วย
อ.วิชัย: ครับ แต่ถ้าโดยสภาพเขาก็เป็นเพียงแต่กระทำกิจอวัชชนะทางมโนทวารนะครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะเหตว่า เขาจะต้องเกิดอยู่แล้ว
อ.วิชัย: ครับ แต่ในที่นี้ท่านก็มุ่งถึงจิตที่ยังวิญญัติให้เกิดขึ้นครับ
ท่านอาจารย์: วิญญัติของใคร?
อ.วิชัย: ของ ไม่ว่าบุคคลที่เป็นกุศล หรืออกุศล หรืออัพยากตะก็ตามครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทบทวนอีกครั้งหนึ่ง
อ.วิชัย: ในคำมีอาทิว่า ของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศล อธิบายว่า ของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศลด้วยกุศลจิต ๙ ดวง คือกามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง และอภิญญาจิต ๑ ดวง อันนี้ก็เข้าใจได้ครับ หรือมีจิตเป็นอกุศลด้วยอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวง ก็เข้าใจได้ครับ หรือมีจิตเป็นอัพยากตะด้วยกิริยาจิต ๑๑ ดวง คือมหากิริยาจิต ๘ ดวง ปริตตกิริยา ๒ ดวง ก็คือมโนทวาราวัชชนจิต ๑ และหสิตุปปาทจิต ๑ ครับ แล้วก็อภิญญารูปาวจรกิริยาจิต ๑ ดวง ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วสำหรับที่เป็นกุศลล่ะ ไม่มีมโนทวาราวัชชนจิตใช่ไหม ไม่มีหสิตุปปาทจิต ไม่มีกิริยาจิตอื่นใดเลยทั้งสิ้น เพราะเป็นกุศล ก็ต้องแยกออกไป
อ.วิชัย: ครับ อันนี้ก็คือ เป็นการจำแนกธรรมที่เป็นส่วนทั้งกุศล อกุศล แล้วก็อัพยากตะครับท่านอาจารย์ประเภทของจิตครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็รวมชาติของจิตด้วย
อ.วิชัย: ครับ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งครับที่จะแสดงให้เห็นถึงว่า ถ้าเป็นจิตประเภทอื่น อย่างเห็น ได้ยิน เป็นต้น ก็ไม่ได้เป็นเหตุอะไรที่จะให้เกิดความประพฤติเป็นไป อย่างวิญญัติให้เกิดขึ้นทางกาย วาจาครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: อันนี้ก็ยินดีในกุศลของคุณวิชัย ที่ค้นคว้าประกอบให้ละเอียดชัดเจนขึ้น เพราะกล่าวถึงอเหตุกกิริยาจิตด้วย
อ.วิชัย: ก็กราบท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: ชัดเจนไหมตอนนี้ เพิ่มความชัดเจนขึ้นอีก
อ.ธนากร: ก็มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมสงสัย เพื่อที่จะได้เข้าใจคำว่า อัพยากตศีลชัดเจนขึ้นครับ คือถ้าโดยทั่วไปไม่มีความสงสัยเลยถ้าเป็นชีวิตประจำวันของปุถุชน พระเสกขบุคคล แล้วก็พระอรหันต์ครับ ยังไงก็มีความประพฤติเป็นไปก็ไม่พ้นไปจาก กุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็จะต้องเป็นอัพยากตศีลเท่านั้นครับ แต่ทีนี้โดยปกติแล้ววิบากแทบทั้งหมดจะเป็นไปในความเป็นผลเป็นวิบากนั้นๆ ครับ อย่างเห็น อันนี้ก็ไม่สงสัยเลยว่า ไม่ได้ประพฤติเป็นไปในอะไรเลย ปฏิสนธิ ภวังค์อันนี้ก็ไม่ได้ประพฤติเป็นไปอะไรเลย
แต่ว่าทีนี้ก็มีกรณีหนึ่งที่จะมีวิบากเกิดในชวนะ ก็คือผลสมาบัติของพระอริยบุคคลของผู้ที่ยังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ ก็เข้าใจว่ามีการสะสมความชำนาญในการเข้าผลสมาบัติ ซึ่งในส่วนนี้ผมก็คิดว่าไม่ควรคิดเองถ้ายังไม่มีความรู้มากพอ แต่ก็อยากที่จะทราบว่า ผลสมาบัติถ้าโดยชาติของจิตแม้ว่าจะเป็นพระอริยบุคคลที่ยังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ แต่ก็เป็นวิบากจิตไม่ใช่กุศลจิตครับ ก็เลยอยากทราบว่า ในที่นี้จะเป็นอัพยากตศีล หรือว่าเมื่อเป็นวิบากแล้วอย่างไรก็ไม่ใช่ศีลครับ กราบเรียนถามเพื่อความละเอียดครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ศีล คือความประพฤติเป็นไปใช่ไหม?
อ.ธนากร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อัพยากตศีลมีอะไรบ้างเมื่อกี้นี้
อ.ธนากร: ครับ ก็มีความประพฤติเป็นไปทางฝ่ายกุศล อกุศล แล้วก็อัพยากตะครับ
ท่านอาจารย์: แล้วอัพยากตศีลของพระอรหันต์มีอะไรบ้าง?
อ.ธนากร: ก็มหากิริยาจิตครับ แล้วก็หสิตุปปาทะ ครับๆ ถ้าเทียบเคียงอย่างนี้ก็เข้าใจได้เลยว่า ไม่รวมผลสมาบัติ
ท่านอาจารย์: วิบากไม่รวม
อ.ธนากร: ครับ ถ้าอย่างนั้นก็ชัดเจนครับ กราบขอบพระคุณมากครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น การที่เราไม่ประมาท ศึกษาอีกๆ รอบด้าน เจออะไรก็นำมาพิจารณาเพื่อความสอดคล้องกันได้จึงจะสมบูรณ์ถูกต้อง
อ.อรรณพ: ต้องยินดียิ่งในกุศลของ อ.วิชัย ที่ได้นำข้อความมา กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ด้วยเหตุนี้ท่านถึงได้แสดงไว้ว่า อัพยากตศีล ก็คือศีลที่เป็นอัพยากตะ ท่านไม่ได้เจาะลงไปเฉพาะว่า อัพยากตศีลนี่เป็นเฉพาะมหากิริยาจิต เพราะว่าจะมีจิตอื่น มโนทวาราวัชชนจิต หสิตุปปาทจิต อย่างนี้เป็นต้นครับที่ อ.วิชัย กรุณากล่าวมาถึงเรื่องวิญญัตินี่ครับ จะเป็นอย่างนี้ด้วยนะครับท่านจึงไม่ได้เจาะเฉพาะมหากิริยาจิต เพราะยังมีอัพยากตจิต อย่างเช่นมโนทวาราวัชชนะอะไรไว้ด้วย
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความประพฤติเป็นไปของวิบาก กับของกิริยา จะเหมือนกันไหม?
อ.อรรณพ: ไม่เหมือนครับ เพราะว่าถ้าไม่มีมโนทวาราวัชชนจิตเกิดก่อน ก็จะมีชวนะไม่ได้
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อัพยากตธรรมไม่ได้ขาดอะไรเลยทั้งสิ้นครอบคลุมทุกอย่าง
อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น ท่านจึงอธิบายอัพยากตศีลว่า เป็นศีลอันเป็นอัพยากฤต เพราะว่ามีความละเอียดเช่นนี้ ผมก็สงสัยมานานทำไมท่านไม่เฉพาะลงไปเลยว่า เป็นมหากิริยาจิต ๘ แต่วันนี้ อ.วิชัย ได้ทำประโยชน์มากเลย ผมก็ขอบพระคุณ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับที่ให้ความชัดเจนว่า วิบากก็ต้องต่าง โดยเฉพาะมโนทวาราวีชชนจิตที่ต้องเกิดก่อนชวนะก็ต้องเป็นไปครับ ผมรู้สึกว่าได้รับประโยชน์มากครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย อ.ธนากร อ.อรรณพ ด้วยค่ะ