ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๐
โดย khampan.a  4 ม.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 51782

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๐



~ พระพุทธศาสนา (คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) สำหรับชาวโลก ไม่ใช่สำหรับใครคนหนึ่งคนใดโดยเฉพาะหรือว่าประเทศหนึ่งประเทศใดโดยเฉพาะ
~ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทรงดับกิเลสถึงความเป็นผู้เลิศกว่าพระอรหันต์ใดๆ ทั้งสิ้น น่าสนใจไหมว่าแล้วเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ทำไมถึงเลิศกว่าบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายในสากลจักรวาลไม่มีจักรวาลใดที่จะมีผู้ที่มีปัญญาเสมอกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยินแล้วไม่ฟังหรือ? ได้ยินแล้วไม่สนใจหรือ? ได้ยินแล้ว ระหว่างที่ยังไม่สิ้นชีวิต เป็นโอกาสที่จะได้ฟังได้เข้าใจแล้วไม่สนใจที่จะรู้หรือ ก็คือ ประมาท
~ ประมาทสูงสุด คือ เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ พระองค์ทรงแสดงความจริงให้คนอื่นได้รู้ด้วยว่าขณะนี้ไม่ได้รู้สิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง พระองค์ทรงแสดงทุกคำเพื่อที่จะเข้าใจถูกต้อง เพราะฉะนั้น ถ้าประมาท คือ ไม่สนใจที่จะรู้ความจริง
~ การศึกษาธรรมต้องไม่ลืมว่าไม่เสียประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่เสียหายเลย มีแต่คุณที่ทำให้เรามีความเห็นถูก แล้วก็รู้ด้วยว่าใครทำให้เห็นถูก เริ่มรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยพระคุณ คือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ถ้ามีใครที่สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ แม้อยู่ไกลก็เสด็จไปโปรด อนุเคราะห์โดยการทรงแสดงธรรมให้ปัญญาของคนนั้นเกิด
*** ~
สิ่งที่ประเสริฐที่สุดในบรรดาธรรมทั้งหลายซึ่งเกิดดับคือปัญญาความเห็นที่ถูกต้องทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะในยามป่วยไข้ ในยามยากไร้ ในยามที่ถูกนินทาว่าร้าย ทั้งหมด ถ้ามีปัญญาแล้วก็ไม่เดือดร้อนเลย รักษาจิต***
~ ถ้ารู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบไหว้เคารพสูงสุดคืออย่างไร? ต้องศึกษาทุกคำของพระองค์ จึงเคารพในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ ในพระมหากรุณาคุณ เพราะฉะนั้น กล่าวได้ว่าถ้ามีความเข้าใจพระคุณและเข้าใจคำที่พระองค์ตรัส จะไม่มีการทุจริตใดๆ
~
ทำไมเดี๋ยวดี เดี๋ยวชั่ว เพราะเหตุว่าไม่ใช่เรา แต่เมื่อมีปัจจัยที่จะดีขณะไหนดีขณะนั้นก็เกิดขึ้น มีปัจจัยที่จะไม่ดีขณะไหน เปลี่ยนขณะนั้นให้เป็นอื่นไม่ได้เลย นี่คือธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ก่อนอื่นก็คือว่าให้มีความเข้าใจที่มั่นคงว่าธรรมคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริงซึ่งเป็นอนัตตาไม่ใช่เรา และก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น ไม่มีใครสามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้เลย และก็สิ่งที่เกิดแล้วก็ไม่มีใครจะไปทำให้ไม่ดับหมดไปไม่ได้เลย
~
แต่ละหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ก็คือหนึ่งจริงๆ มีแล้วก็ไม่มีแล้วก็จะไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น การฟังอย่างนี้ไม่ใช่เพื่อที่จะให้เราไปจำ แต่เพื่อให้เข้าใจความจริงว่าแล้วยึดถืออะไร ในเมื่อแต่ละอย่างไม่เป็นไปอย่างที่เราหวังหรือคิดหรือต้องการ แต่ต้องเกิดแน่นอนเมื่อมีปัจจัย เพียงเกิดขึ้นปรากฏว่ามีแล้วหมดแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย
~ สังสารวัฏฏ์ที่แล้วมาไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลยว่านานเท่าไร และสังสารวัฏฏ์ข้างหน้าก็รู้ไม่ได้อีก แล้วเกิดมาแล้วมีความสุขแค่ไหน มีความทุกข์แค่ไหนแต่ก็ไม่เหลือเลยเหมือนไม่มีเลย เพราะฉะนั้น จะมีทำไม จากไม่มี แล้วมี แล้วก็หามีไม่ เหมือนไม่เคยมีเลย ก็ไม่เคยมีเสียเลยไม่ดีหรือ จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนในสิ่งที่ปรากฏว่ามีชั่วคราวแล้วก็ดับ
*** ~
ลองคิดดูว่าให้อะไรใครไป ให้แล้วก็หมดใช่ไหม ให้อาหาร ให้กำลัง ให้เสื้อผ้า ให้อะไรก็ตามแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาหมดความทุกข์ได้เลย แต่ถ้าให้ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ยิ่งสำหรับคนนั้น เพราะเหตุว่าจะติดตามเขาไป***
~
มีอกุศลหลายอย่างซึ่งเกิดสะสมมาในจิตของแต่ละคน บางคนก็เป็นคนที่อิสสาริษยา เห็นอะไรก็ทนไม่ได้เมื่อคนอื่นเขาได้ดีมีสุข อยู่ดีๆ แท้ๆ ทำไมจะต้องเดือดร้อนกับการที่เขาได้ดีมีสุข แล้วเราเดือดร้อนทำไม เขากำลังสุขแล้วเราเดือดร้อน คิดดู ไม่เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นอย่างนั้นเลย
~
เวลาที่รักตัวเองมาก ไม่อยากแม้แต่จะให้คนอื่นได้ดี เพราะเกรงว่า คนอื่นจะได้ดีกว่า นั่นคือ ลักษณะของความริษยา อยากให้ตัวเองดีที่สุดอยู่คนเดียว และเวลาที่คนอื่นดีขึ้นก็ไม่พอใจ ขณะนั้นเป็นความริษยา เพราะฉะนั้น จะรู้ตัวเองได้ว่ามีความริษยาหรือไม่ ก็เวลาที่เห็นคนอื่นได้สิ่งหนึ่งสิ่งใดสังเกตจิตใจว่าขณะนั้นรู้สึกอย่างไร
*** ~
น่าจะคิดว่าคนอื่นได้สมบัติ ทำไมตัวเองจะต้องเดือดร้อน ใครได้สมบัติอะไร ก็ตามบุญตามกรรมของคนนั้น เดือดร้อนทำไม แต่คนที่สะสมความริษยาก็จะเกิดสภาพธรรมที่ทนไม่ได้ต่อสมบัติของคนอื่น***
*** ~ ถ้ามีคนที่ช่วยให้เราเกิดปัญญา กับ มีคนที่บอกให้เราทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราจะตามใคร มีคนจะบอกให้เราทำ เราก็ทำตามเขา แต่อีกคนหนึ่งเขาไม่ได้บอกให้ทำ แต่เขาอธิบายเหตุผลให้เข้าใจสภาพธรรม และจะสนใจอย่างไหน***
*** ~
บางคนเป็นผู้มัวเมาในชีวิต คิดว่าตัวเองจะต้องมีความสุขสบายตลอดไป ไม่ได้ตระเตรียมที่จะพบกับความทุกข์ยากลำบากหรือว่าภัยพิบัติต่างๆ เลย เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดภัยพิบัติขึ้น บุคคลนั้นจะมีความทุกข์โทมนัสมากกว่าผู้ที่ไม่มัวเมา***
~
บางคนเป็นผู้มัวเมาในลาภ เวลาที่มีลาภหรือได้ลาภก็เย่อหยิ่ง เห็นว่าคนอื่นมีลาภน้อยกว่า เพราะฉะนั้น ถ้าเสื่อมลาภ ก็ต้องโศกเศร้ามากกว่าผู้ที่ไม่มัวเมา หรือ ถ้าคนอื่นได้ลาภมากกว่า ก็จะเสียใจเพราะเคยเป็นผู้ได้ลาภมากกว่าคนอื่น เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาจิตใจโดยละเอียดที่จะไม่ให้อกุศลเกิดขึ้นจนเป็นเหตุให้เกิดโทมนัสเวทนามาก
~
มีใครคิดว่าจะละกิเลสได้โดยไม่ต้องรู้ความขุ่นใจ เป็นไปได้ไหม? เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุใด เพราะความขุ่นใจมีจริงๆ เมื่อความขุ่นใจมีจริง เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและเคยยึดถือว่าเป็นเรา ปัญญาจะต้องรู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมที่เคยยึดถือ และรู้ว่าลักษณะนั้นไม่ใช่ตัวตน เพราะเป็นเพียงสภาพนามธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น
~ เวลาที่มีทุจริตกรรม คือ การล่วงศีลเกิดขึ้น ย่อมได้รับทุกข์ด้วยประการต่างๆ ตั้งแต่เสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่มีใครคบหาสมาคม และยังได้รับผลของอกุศลกรรมใน การล่วงศีลนั้นๆ ตามควรแก่กาลเวลา และความหนักเบาของทุจริตกรรมนั้นด้วย
~
การฟังธรรมและเข้าใจธรรมมีประโยชน์มาก เพราะว่าสามารถที่จะเข้าใจว่าสิ่งใดไม่ดีละเอียดขึ้น และสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น ทุกคนก็เห็นว่าโลก กล่าวโดยรวม สัตว์โลก เป็นทุกข์เพราะอกุศล มีการเบียดเบียนทำร้าย ถ้าเป็นกุศลจะไม่ทำร้ายเลย มีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และสัตว์โลกจะเป็นสุขถ้วนหน้าก็เพราะกุศล
~ มั่นคงว่าไม่มีเรา แล้วความเป็นเราก็จะค่อยๆ น้อยลง ความเห็นแก่ตัวเพราะเป็นเราก็ค่อยๆ ลดลง คุณความดีทั้งหลายก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ไม่มีการที่จะต้องทำเพื่อตัวเรา
~ ประมาทสูงสุด คือ เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ พระองค์ทรงแสดงความจริงให้คนอื่นได้รู้ด้วยว่าขณะนี้ไม่ได้รู้สิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง พระองค์ทรงแสดงทุกคำเพื่อที่จะเข้าใจถูกต้อง เพราะฉะนั้น ถ้าประมาท คือ ไม่สนใจที่จะรู้ความจริง
~ มีเมตตาต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด ขณะนั้นจิตสงบเพราะเป็นกุศล และถ้ามีความเป็นมิตรต่อแต่ละบุคคลที่พบ โดยไม่เลือก ยิ่งเพิ่มความเป็นมิตรเพิ่มขึ้น จิตขณะนั้นก็เป็นกุศลเพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน
*** ~
มีหูไว้ทำไม? มีประโยชน์ ได้ฟังเสียงที่ทำให้เข้าใจความจริงได้***



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๔๙


... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...



ความคิดเห็น 1    โดย swanjariya  วันที่ 4 ม.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 2    โดย มังกรทอง  วันที่ 4 ม.ค. 2569

ขอน้อมกราบอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ขอรับ


ความคิดเห็น 3    โดย มังกรทอง  วันที่ 4 ม.ค. 2569

ธรรมมีมานัสพร้อม รับฟัง อันเกิดกุศลดัง ธาตุรู้ จิตเจตสิกเป็นพลัง เสริมส่ง หนุนแฮ กราบอาจารย์สุจินต์ผู้ เปี่ยมด้วยเมตตา


ความคิดเห็น 4    โดย jaturong  วันที่ 5 ม.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 5    โดย chatchai.k  วันที่ 5 ม.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ


ความคิดเห็น 6    โดย JSung  วันที่ 5 ม.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ