ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๖
~ พุทธบริษัท ขณะนี้เหลือเพียง ๓ คือ ภิกษุ อุบาสก และ อุบาสิกา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ควรที่จะได้ฟังได้ศึกษาพระธรรม แม้แต่การเป็นอุบาสกอุบาสิกาก็ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะต้องเป็นผู้ที่เข้าไปนั่งใกล้พระรัตนตรัย มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เข้าใกล้พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
~ ธรรมต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ รู้ความจริง ค่อยๆ รู้ว่าลึกซึ้งอย่างยิ่งต่อการที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่ปรากฏตามคำของผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว เพราะฉะนั้น ค่อยๆ เปลี่ยนนิสัยไม่รู้มาเป็นนิสัยค่อยๆ เข้าใจขึ้น
~ การฟังธรรม ก็ต้องเห็นความละเอียดแล้วเป็นผู้ตรง จะเกิดที่ไหน เป็นใคร มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร จะสุขสบายหรือจะยากไร้อย่างไรก็ตาม ขอให้เข้าใจธรรมยิ่งขึ้น
*** ~ อีกไม่นานเลย ไม่นานเลย แล้วก็ถึงวันนั้นที่จะหมดความเป็นบุคคลนี้ แล้วบุคคลนี้ทำอะไรบ้างที่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มีคนต่อไปในอนาคตแล้วแต่ว่าจะเป็นงูประเภทไหน มีพิษร้ายแรงหรือว่าจะเป็นช้างตัวใหญ่ เป็นหนอนตัวเล็ก เป็นเทวดามีวิมานต่างๆ หลากหลายตามกรรมมีเหตุที่จะทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นไป***
~ สิ่งที่มีค่าที่สุด ก็คือ ความเข้าใจพระธรรม จากผู้ที่หวังดีที่สุดเป็นกัลยาณมิตรที่เลิศกว่ากัลยาณมิตรทั้งหลาย คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครก็ตามที่มีโอกาสที่จะได้รับพระธรรม ได้ฟังพระธรรม ได้เข้าใจพระธรรมก็เป็นลาภที่ประเสริฐยิ่ง
~ โลภะเกิดขึ้นสนุกมาก ต้องการ ติดข้อง ขณะนั้นไม่ใช่ความสงบ เพราะถ้าไม่ติดข้องในสิ่งนั้นจะสงบกว่าแน่นอน นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งอาศัยการฟังแล้วพิจารณาและประพฤติปฏิบัติตามเท่านั้นที่จะทำให้เป็นบารมีได้จนกระทั่งสามารถเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏ
~ ทุกคำในพระไตรปิฎก เป็น "ธรรมเตชะ (เดชแห่งพระธรรม) " สามารถที่จะเป็นกำลังที่สะสมจนกระทั่งสามารถดับกิเลสได้ซึ่งถ้าไม่ใช่คำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงจากการตรัสรู้ ไม่สามารถที่จะนำไปสู่ปัญญาที่เห็นถูกที่ดับกิเลสได้เลย
~ แต่ละครั้งที่มีโอกาสได้ฟังธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความละเอียดของสภาพธรรมโดยประการต่างๆ ก็เพื่อให้เห็นความเป็นอนัตตา ความเป็นธรรมจริงๆ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้และไม่อยู่ในอำนาจความคิดนึกหรือการบังคับบัญชาที่จะให้ธรรมเป็นอย่างที่ต้องการหรืออย่างที่หวัง แต่ว่าสิ่งใดก็ตามที่จริง สิ่งนั้นเกิดแล้วจริงๆ เราอาจจะคิดเรื่องมากมาย เรื่องธุรกิจ เรื่องการบ้านการเมือง เรื่องพี่น้อง เรื่องครอบครัว เรื่องอะไรทุกอย่าง แต่สิ่งที่จริง คือ สิ่งที่ปรากฏ เพราะอะไร เกิดแล้ว ปรากฏให้เห็นว่าเป็นอย่างนี้ ไม่ได้เป็นอย่างอื่น
~ ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก แล้วเราคิดว่าเรามีปัญญาที่จะเข้าใจทั้งหมดเลยโดยละเอียดหรือว่าเพียงพอที่จะเห็นว่าเป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา และเริ่มค่อยๆ เข้าใจจริงๆ ทีละเล็กทีละน้อย เข้าใจจริงๆ คือ ไม่ลืม เพราะว่าสภาพธรรมนั้นปรากฏ ทำให้ระลึกได้ และเข้าใจได้ว่า สภาพธรรมนั้นเกิดได้อย่างไร เพราะปัจจัยอะไร นี่เป็นพื้นฐานพระอภิธรรม
~ ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงพระธรรม มีใครจะได้ยินได้ฟังสิ่งที่ไม่สามารถคิดเอง และเข้าใจเองได้ แม้ว่าขณะนี้ก็กำลังมีอยู่ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนั้นได้เลย ด้วยเหตุนี้กัลยาณมิตรก็คือผู้ที่เหนือกว่ามิตรธรรมดา สูงสุดคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากให้ปัญญาก็ยังให้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วย เพราะเหตุว่า
เมื่อมีปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาเป็นสภาพที่มีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรม เพราะฉะนั้น เวลาที่มีปัญญา ความเห็นถูก ความคิดต่างๆ จะถูกไหม?
~ เห็นมีจริง เพราะมีจริง เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นสิ่งที่มีจริง ใช้คำว่า “ธรรม” ได้ไหม หรือจะใช้คำอะไร เพราะทุกอย่างที่มีจริง มีลักษณะหลากหลายต่างๆ กันทั้งหมดที่มีจริงก็เป็นธรรมทั้งนั้น ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่มีหรือไม่จริง แต่พูดถึงสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงทั้งหมดใช้คำเดียวว่า “ธรรม” ได้ไหม? ได้
~ เกิดเป็นมนุษย์ต่างกับเกิดเป็นสัตว์ไหม ต่างกันที่ไหน ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วมีโลภะ โทสะ โมหะ ทุกวันๆ ต่างกับสัตว์ไหม ไม่ต่างกันเลย เอารูปร่างออก ใจของแต่ละคนกำลังเป็นอกุศลเหมือนกันหมดเลยไม่ว่าใคร สัตว์เดรัจฉานก็มีอกุศล แล้วจะบอกว่าคนดีกว่าสัตว์ในขณะที่อกุศลจิตเกิดได้ไหม ในขณะนั้นไม่ได้ ธรรมต้องตรง อกุศลเป็นอกุศล ถ้ามีเมตตาเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขณะนั้นเป็นสภาพธรรมที่ต่างกับอกุศลใช่ไหม เป็นของใครหรือไม่ เกิดแล้วเป็นเมตตาแล้วก็ดับแล้วด้วย นี่คือความจริง
~ เกิดมาเป็นมนุษย์ต่างกับสัตว์แล้วใช่ไหม และจะยังความเป็นมนุษย์ให้ยิ่งขึ้นคือสามารถจะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ หรือว่าจะปล่อยให้ผ่านเหมือนสัตว์เดรัจฉาน เกิดมาก็ไม่รู้อะไรเลย
ที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏก็เป็นไปไม่ได้ นี่คือความต่าง เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของการเป็นมนุษย์ก็ควรจะเป็นประโยชน์แท้จริงยิ่งขึ้น
*** ~ ต้องมีจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้เกิดแล้วดับจึงจะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นที่ไหนก็แล้วแต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น แต่ไม่มีอะไรที่จะเป็นอย่างนี้เหมือนในชาตินี้อีกเลย เพราะฉะนั้น นี่ก็คือธรรมซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปอย่างนี้ตามเหตุตามปัจจัยนานแสนนานในสังสารวัฏฏ์ ไม่ว่าจะเป็นข้อความใดในพระไตรปิฏก ก็ได้กล่าวถึงเรื่องความไม่เที่ยง ในอดีตก่อนสมัยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ก่อนๆ ไปอีกก็กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงและจากขณะนี้ก็จะไปสู่ขณะต่อไปอีกนานแสนนานก็คือว่าเป็นธรรมซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้***
~ ธรรมไม่ใช่สำหรับฟังแล้วเชื่อ แต่ฟังแล้วพิจารณาก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ และกำลังเริ่มเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงนั้นหรือไม่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องไม่ลืมว่าธรรมเป็นจริงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ใช่ว่าวันนี้เป็นอย่างนี้และต่อไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง ความจริงต้องเป็นความจริงโดยตลอด
~ ไปสำนักปฏิบัติ ไม่รู้อะไรเลย ไปทำไม ถามได้เลยสำหรับผู้ไป ถ้ารู้ ไปไหม? ไม่ไป ถ้ารู้แล้วไม่ไปเลย เพราะอะไร เพราะอยาก ถ้าไม่อยากจะไปไหม ผิดตั้งแต่ต้น แล้วจะได้อะไรกลับมา นอกจากความยินดีติดข้องพอใจ คิดว่าอะไร คิดว่าสบาย เป็นสุข แต่ความจริงไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ เป็นคำจริงเพื่อการละความเห็นผิดและความเป็นเราและความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง
*** ~ เกิดแล้วตายหรือเปล่า คนที่ตายก็พลัดพรากไปจากคนที่อยู่
เป็นเรื่องของการจากไปซึ่งถูกปิดบังไว้ไม่ให้รู้ว่าแท้ที่จริงกำลังจากไปทุกขณะ จากไปทีละเล็กทีละน้อยไปเรื่อยๆ ทุกขณะที่เห็น ได้ยิน จนกว่าจะจากไปถึงที่สุดคือเป็นคนอื่นทันทีก็พลัดพรากจากความเป็นคนนี้ คนที่เกิดใหม่ก็พลัดพรากจากเพื่อนฝูงเก่าๆ หมดเลย มีอะไรบ้างที่ไม่พลัดพราก?***
~ คำแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้ผู้ที่กล่าวและผู้ที่ฟัง
ได้เริ่มเข้าใจความจริง ถ้าจะร้องไห้ถึงคนที่จากไปก็เท่ากับร้องไห้กับสิ่งที่ไม่มี ร้องไห้ถึงสิ่งที่ไม่มี เพราะจากไปแล้วยังเหลืออยู่หรือ แล้วก็ไปนั่งร้องไห้ถึงใคร มีใครหรือเปล่า
*** ~ อกุศลทั้งหลายจะค่อยๆ ละคลายจางลงไปได้จนกระทั่งสามารถที่จะดับหมดไม่เหลือเลยก็เพราะปัญญา***
~ เราก็ไม่มี เมื่อเราไม่มี จะมีเขาได้อย่างไร
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๕ 

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญกับคณะอาจารย์และทีมงานทุกท่านค่ะ ที่เมตตาแบ่งปันความรู้ธรรมะที่ถูกต้อง ดีใจที่ได้มีโอกาสได้อ่าน ปันธรรมค่ะ"
"กราบอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ ขอบพระคุณสำหรับธรรมะที่เป็นแสงสว่างให้กับการใช้ชีวิต ขอให้กุศลผลบุญนี้ส่งผลให้ทุกท่านมีความเจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปค่ะ"
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
สนทนาธรรมเกิดขึ้น กุศลมี ฟังธรรมะในดิถี ถูกต้อง อาจารย์สุจินต์ศรี เป็นหลัก จิตเจตสิกรูปสอดคล้อง มั่นแฟ้นคำจริง
ขอน้อมกราบอนุโมทนา สาธุ สาธุ ขอรับ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ