เป็นพหูสูตในพระปริยัติ
โดย เมตตา  12 ก.พ. 2569
หัวข้อหมายเลข 51998

[เล่มที่ 35] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้า 453-454

ภิกษุนั้นชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า แล้วได้ทูลถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า บุคคลเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล บุคคลจึงเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม?

พ. ดีละ ดีละ ภิกษุ ปัญญาของเธอหลักแหลม ปฏิภาณของเธอดีจริง ปริปุจฉาของเธอเข้าที เธอถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่าบุคคลเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงไรหนอแล บุคคลจึงเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้หรือ?

ภิก. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พ. ดูก่อนภิกษุ เราแสดงธรรมเป็นอันมาก คือ สุตตะ ... เวทัลละ ถ้าแม้ภิกษุรู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรมแห่งคาถา ๔ บาทแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไซร้ ก็ควรเรียกว่า เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม


[เล่มที่ 47] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้า 672

[๔๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นามรูปที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า นามรูปนี้เป็นของจริง พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นามรูปนั่นเป็นของเท็จ นี้เป็นอนุปัสสนาข้อที่ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิพพานที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า นิพพานนี้เป็นของเท็จพระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นิพพานนั้นเป็นของจริง นี้เป็นอนุปัสสนาข้อที่ ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ

จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ท่านผู้มีความสำคัญในนามรูป อัน เป็นของมิใช่ตนว่าเป็นตน จงดูโลกพร้อมทั้ง เทวโลก ผู้ยึดมั่นแล้วในนามรูป ซึ่งสำคัญ นามรูปนี้ว่า เป็นของจริง ก็ชนทั้งหลายย่อมสำคัญ (นามรูป) ด้วยอาการใดๆ นามรูปนั้น ย่อมเป็นอย่างอื่น ไปจากอาการที่เขาสำคัญนั้น นามรูปของผู้ นั้นแล เป็นของเท็จ เพราะนามรูปมีความ สูญสิ้นไปเป็นธรรมดา นิพพานมีความไม่สูญสิ้นไป เป็นธรรมดา พระอริยเจ้าทั้งหลายรู้นิพพานนั้น โดยความเป็นจริง พระอริยเจ้าเหล่านั้นแล เป็นผู้หายหิวดับรอบแล้ว เพราะตรัสรู้ของ จริง


อ.คำปั่น: ท่านอาจารย์ครับ ยิ่งได้ศึกษาได้ฟังข้อความโดยตรงจากพระไตรปิฎก ก็ยิ่งเห็นถึงความละเอียด ความไพเราะของพระธรรมครับ ซึ่งก็แน่นอนครับว่าต้องมีความเข้าใจด้วย ซึ่งคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสก็แสดงถึงความเป็นจริงชัดเจน แต่ไม่มีทางขัดแย้งกันเลยครับ สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรมะเป็นสัจจธรรม แต่ที่เป็นความเห็นอย่างถูกต้องของผู้ที่เป็นผู้ที่มีปัญญา ท่านก็เห็นในความเป็นจริงอย่างธรรมะที่เกิดดับนี่ ก็เห็นโดยความเป็นของเท็จ

ซึ่งกระผมก็ได้พิจารณาข้อความที่ อ.วิชัยได้อัญเชิญมา ก็ขออนุญาติอ่านอีกครั้งหนึ่งครับว่า ก็ชนทั้งหลายย่อมสำคัญนามรูปด้วยอาการใดๆ นามรูปนั้นย่อมเป็นอย่างอื่นไปจากอาการที่เขาสำคัญนั้น นามรูปของผู้นั้นแลเป็นของเท็จ เพราะนามรูปมีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา

ท่านอาจารย์ครับ ที่ท่านอาจารย์ได้สนทนากับ อ.วิชัย ครับ ถามถึงในการก่อนในชาติก่อนเป็นอะไรบ้าง เกิดเป็นอะไรเหลืออยู่ไหม ประมาณนี้ครับ นี่ก็คือคำอธิบายที่ท่านอาจารย์ได้อธิบายโดยการย้อนถามที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งว่า แต่ละขณะๆ ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็ตาม ดับแล้วสูญไปแล้ว ไม่กลับมาอีกเลยครับ แต่ละขณะเป็นอย่างนี้ครับในความเป็นจริงของผู้ที่เป็นผู้ที่มีปัญญา ท่านเห็นอย่างนี้จริงๆ ว่า เป็นธรรมะที่ไม่ได้เที่ยงแท้ยั่งยืนเลย มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดาครับ

กราบเท้าท่านอาจารย์ครับว่า การศึกษาที่จะค่อยๆ ได้มีความเข้าใจในพระไตรปิฎกมีคำว่า เป็นพหูสูตในพระปริยัติ ด้วยครับ ก็ขอท่านอาจารย์ในความละเอียดตรงนี้ด้วยครับ พพูสูตในพระปริยัติ ครับ

ท่านอาจารย์: ปริยัติ คืออะไร?

อ.คำปั่น: ปริยัติ ก็คือความรอบรู้ในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ควรเรียนควรศึกษาให้เข้าใจอย่างถูกต้องครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แล้วพหูสูต ล่ะ?

อ.คำปั่น: พหูสูต ก็คือผู้สดับรับฟังพระธรรมมาก และก็มีความเข้าใจด้วยครับ

ท่านอาจารย์: ชัดเจนไหม?

อ.คำปั่น: ในความหมายก็ชัดเจนในความหมาย แต่ว่าในความละเอียดยังเข้าไม่ถึงเท่าที่ควรครับ

ท่านอาจารย์: ธรรมะ คืออะไร?

อ.คำปั่น: สิ่งที่มีจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: รู้หมดแล้วหรือยัง?

อ.คำปั่น: ยังครับ

ท่านอาจารย์: นั่นล่ะ ทั่วไหม?

อ.คำปั่น: ยังไม่ทั่วครับ

ท่านอาจารย์: ก็ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า ยังไม่ทั่ว

อ.คำปั่น: ยังไม่ทั่วก็ต้องฟังอีก ค่อยๆ สะสมความเข้าใจไป ก็อย่างในวันนี้ครับ ได้ฟังว่า นามรูปเป็นของเท็จ ซึ่งได้ฟังมาหลายทีหลายครั้งแล้ว ยิ่งได้ฟังอีกในวันนี้ก็ยิ่งเพิ่มพูนความมั่นคงขึ้นในข้อความนี้เลยครับว่า เป็นของเท็จอย่างไร คือไม่ใช่ไปขัดกับคำว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่อย่างนั้นครับ แต่ว่าโดยนัยยะนี้ท่านแสดงถึงว่า เป็นธรรมะที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา ไม่กลับมาอีกเลย คือเป็นเท็จโดยนัยยะนี้ ซึ่งกระผมก็ไปเทียบเคียงกับพยัญชนะภาษาบาลี ด้วยครับ ที่ก่อนหน้านี้ก็ได้สนทนากับ อ.วิชัย ก่อนแล้วว่า พยัญชนะก็ชัดเจนว่า คำที่ใช้ คือมุสา ก็คือเท็จ หรือจะอีกนัยยะหนึ่ง คือเปล่า ก็ได้ เป็นของเท็จเป็นของเปล่า คือสูญสิ้นไปอย่างนี้ครับ ก็พอที่จะไตร่ตรองในเหตุในผลก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นครับ

ท่านอาจารย์: เมื่อไหร่ที่รู้ความจริง จึงจะเห็นว่า นามรูปทั้งหมดเท็จทั้งหมด ทั้งหมดทุกอย่างที่เกิดดับ ไม่เป็นอะไรเลยก็ยังเป็นโน่นเป็นนี่ทุกชาติมา แม้ชาตินี้ไม่เป็นอะไรเลยก็ยังเป็นโน่นเป็นนี่ตลอดเวลา

อ.คำปั่น: ยิ่งฟังก็ยิ่งเห็นถึงพระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างยิ่งเลยครับ แล้วก็เห็นถึงพระคุณที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวเกื้อกูลตามคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือที่กล่าวทั้งหมดนี่ คือข้อความในพระไตรปิฎก อรรถกถาทั้งหมดเลยครับท่านอาจารย์ ในความเป็นจริงของธรรมะที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป สิ่งที่ดับไปแล้วจะกลับมาอีกได้ไหม คือเป็นคำที่ได้ไตร่ตรองพิจารณาในเหตุในผลโดยตลอดเลยครับ

ท่านอาจารย์: จึงเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นพระคุณสูงสุดที่ได้เข้าใจความจริงที่ลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้

อ.คำปั่น: ซาบซึ้งอย่างยิ่งครับ ก็ยิ่งเพิ่มพูนความอดทนความเพียรที่จะศึกษาพระธรรมด้วยความเข้าใจยิ่งขึ้นต่อไปครับ

ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..

เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม [จตุกนิบาต]

พรรณนาความแห่งคาถานี้ว่า ความเป็นพหูสูต เป็นต้น [มงคลสูตร]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ