สุพรหมเทพบุตร [สุพรหมสูตร]
โดย pirmsombat  11 ก.พ. 2551
หัวข้อหมายเลข 7320

[เล่มที่ 24] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 355

สุพรหมสูตรที่ ๗

[๒๖๙] สุพรหมเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า จิตนี้สะดุ้งอยู่เป็นนิตย์ ใจนี้หวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ ทั้งเมื่อกิจไม่เกิดขึ้น ทั้ง เกิดขึ้นแล้วก็ตาม ถ้าความไม่สะดุ้งกลัวมีอยู่ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว โปรดตรัสบอกความไม่สะดุ้งนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด

[๒๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เรายังมองไม่เห็นความสวัสดีแห่งสัตว์ทั้งหลายนอกจากปัญญาและความเพียร นอกจากความสำรวมอินทรีย์ นอกจากความสละวางทุกสิ่งทุกอย่าง สุพรหมเทวบุตรได้กล่าวดังนี้แล้ว ฯลฯ ก็อันตรธานไปในที่นั้นเอง

อรรถกถาสุพรหมสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในสุพรหมสูตรที่ ๗ ต่อไป :-

บทว่า สุพฺรหฺมา ความว่า ได้ยินว่า เทพบุตรนั้น อันเหล่าเทพอัปสรห้อมล้อมแล้ว ไปยังสนามกีฬานันทนวัน นั่ง ณ อาสนะที่จัดไว้ใต้โคนต้นปาริฉัตร เหล่าเทพธิดา ๕๐๐ ก็นั่งล้อมเทพบุตรนั้น เหล่าเทพธิดา ๕๐๐ ก็ปืนขึ้นต้นไม้

ถามว่า ก็ต้นไม้แม้สูง ๑๐๐ โยชน์ ก็น้อมลงมาถึงมือ ด้วยอำนาจจิตของเหล่าเทวดามิใช่หรือ เหตุไร เทพธิดาเหล่านั้น จึงต้องปืนขึ้นเล่า

ตอบว่า เพราะเทพธิดาเหล่านั้นสนใจแต่จะเล่น แต่ครั้นปีนขึ้นไปแล้ว ก็ขับเพลงด้วยเสียงอันไพเราะ ทำดอกไม้ทั้งหลายให้หล่นลง เหล่าเทพธิดานอกนี้ (ที่ไม่ได้ปีนขึ้น) เก็บดอกไม้เหล่านั้น เอามาร้อยทำเป็นพวงมาลัยขั้วเดียวกัน เป็นต้น

ครั้งนั้น เหล่าเทพธิดา ที่ปีนขึ้นต้นไม้ ก็ทำกาละ (จุติ) ด้วยอำนาจอุปัจเฉทกกรรมประหารครั้งเดียวเท่านั้น ไปบังเกิดในอเวจีนรก เสวยทุกข์ใหญ่

เมื่อเวลาล่วงไป เทพบุตรก็นึกรำพึงว่า ไม่ได้ยินเสียงเทพธิดาเหล่านั้น ดอกไม้ก็ไม่หล่น เขาไปไหนกันหนอ ก็เห็นไปบังเกิดในนรก เกิดรันทดใจ เพราะความโศกในของรัก จึงดำริว่า ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เหล่าเทพธิดาก็ไปตามกรรม ตัวเราจะมีอายุสังขารเท่าไรกันเล่า เทพบุตรนั้น ดำริว่า ในวันที่ ๗ เราก็จะพึงทำกาละ พร้อมกับเหล่าเทพธิดา ๕๐๐ ส่วนที่เหลือ พากันไปบังเกิดในนรกนั้นเหมือนกัน รันทดระทมเพราะความโศกที่รุนแรง เทพบุตรนั้น ก็ดำริว่า ในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกนอกจากพระตถาคตแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถดับความโศกของเรานี้ได้ จึงไปเฝ้า กล่าวคาถา ว่า นิจฺจมุตฺรสุต ดังนี้เป็นต้น

บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อิท เทพบุตรนั้นแสดงจิตของตน บทที่ ๒ เป็นไวพจน์ของบทต้นนั่นแหละ ก็บทว่า นิจฺจ ไม่พึงถือเอาความว่า จำเดิมแต่กาลที่บังเกิดในเทวโลก. พึงทราบความนั้นว่าเป็นนิตย์ จำเดิมแต่เวลาที่สะเทือนใจ.บทว่า อนุปฺปนฺเนสุ กิจฺเจสุ ได้แก่ในทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นโดยล่วงไป ๗ วัน แต่วันนี้ ด้วยบทว่า อโถ อุปฺปตฺติเตสุ จ เทพบุตรนั้นแสดงว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่เกิดขึ้นเหล่านี้ อย่างนี้ คือ ในทุกข์ที่ข้าพระองค์เห็นนางอัปสร ๕๐๐ บังเกิดในนรก จิตของข้าพระองค์ก็หวาดสะดุ้งเป็นนิตย์ ข้าพระองค์เป็นประหนึ่งถูกไฟเผาอยู่ในอก

บทว่า นาญฺตฺร โพชฺฌงฺคตปสา ความว่า นอกจากการเจริญโพชฌงค์และ คุณคือตปะ เรามองไม่เห็นความสวัสดีในที่อื่น.

บทว่า สพฺพนิสฺสคฺคา ได้แก่ พระนิพพาน ก็ในบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาการเจริญโพชฌงค์ก่อน ภายหลังก็ทรงถือเอาอินทรียสังวรก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น โดยใจความอินทรียสังวร ก็พึงทราบว่า ทรงถือเอาก่อน ด้วยว่าเมื่อภิกษุถือเอาอินทรียสังวรแล้ว ก็เป็นอันถือเอาจตุปาริสุทธิศีลด้วย ภิกษุตั้งอยู่ในจตุปาริสุทธิศีลนั้น เป็นนิสสัยมุตตกะ (พ้นจากการถือนิสสัยกับอุปัชฌาย์หรืออาจารย์) สมาทานตปคุณ กล่าวคือธุดงค์เข้าป่าเจริญกัมมัฏฐาน ย่อมทำโพชฌงค์ให้เกิดมีพร้อมกับวิปัสสนา อริยมรรคของภิกษุนั้น ทำนิพพานธรรมอันใดเป็นอารมณ์แล้วเกิดขึ้น นิพพานธรรมอันนั้น ชื่อว่า สัพพนิสสัคคะ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปลี่ยนเทศนาเป็นสัจจะ ๔ เมื่อจบเทศนา เทพบุตรก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

จบอรรถกถาสุพรหมสูตรที่ ๗


พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เรายังมองไม่เห็นความสวัสดีแห่งสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญาและความเพียร นอกจากความสำรวมอินทรีย์ นอกจากความสละวางทุกสิ่งทุกอย่าง" ปัญญา คือ สัมมาทิฎฐิในมรรคมีองค์ ๕ หรือ ๘ ความเพียร คือ สัมมาวายามะ ความสำรวมอินทรีย์ คือ สัมมาสังกัปปะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ความสละวางทุกสิ่งทุกอย่าง คือละตัณหา และ นิโรธ ขณะเดียวกันก็กำหนดรู้ทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยคือกำหนดรู้ทุกข์ นั่นเอง

เมื่อจบเทศนา เทพบุตรก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล เรามีหน้าที่ฟังธรรมจนเข้าใจ คือฟังด้วยดีเมื่อเข้าใจแล้วก็อบรมเจริญสติฯไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสละวางทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่ก็เป็นจิรกาลภาวนา คือนานมากๆ ครับ



ความคิดเห็น 1    โดย ajarnkruo  วันที่ 12 ก.พ. 2551

ที่เทวบุตรองค์นี้สลดก็ด้วยปัญญาที่สั่งสมมาพร้อมที่จะบรรลุอริยสัจธรรมได้ แต่สำหรับปุถุชนก็กล่าวได้ว่า ยากจริงๆ ที่จะสลดได้อย่างนั้นครับ ยังต้องอบรมเจริญปัยญาอีกยาวนานจริงๆ

อนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 2    โดย pornpaon  วันที่ 16 ก.พ. 2551
ขออนุโมทนาค่ะ

ความคิดเห็น 3    โดย chatchai.k  วันที่ 4 ต.ค. 2563

ขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 4    โดย สิริพรรณ  วันที่ 20 ก.ย. 2564

ท่านผู้ที่ศึกษาพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง สะสมความเข้าใจความจริงของสภาพธรรมที่มีจริง จากการฟังพระธรรม พิจารณา สังเกตุ ศึกษา สิ่งที่ปรากฏในชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้น เป็นไป จนมีกำลังของความเข้าใจ จึงเห็นภัยในสังสารวัฎฎ์

กราบขอบพระคุณในการอัญเชิญพระสูตรนี้ ที่เป็นคำจริง เตือนใจว่า ต้องศึกษาพระธรรมต่อไปด้วยความเคารพและอดทนค่ะ