ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๑๕๒
โดย khampan.a  20 ก.ค. 2557
หัวข้อหมายเลข 25137

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาต แบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจสั้นๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย เพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อความที่สั้น แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์อยู่ในตัว ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๑๕๒

ธรรม เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณา จนตรง จนรู้ลักษณะของสภาพธรรม ตามความ เป็นจริง มิฉะนั้นแล้ว จะคลาดเคลื่อนทั้งหมด และ ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความ เป็นจริงได้

จุดประสงค์ในการศึกษาเรื่องของจิต ก็คงจะไม่ลืมว่า ไม่ใช่เพื่อจะรู้มากๆ ว่าจิตมีกี่ ดวง ประกอบด้วยเจตสิกอะไรบ้าง แบ่งเป็นประเภทอย่างไร แต่จุดประสงค์ แม้ว่าจะเรียน ละเอียดอย่างนั้น ก็เพื่อจะรู้ชัดในสภาพของจิต ซึ่งเป็นนามธรรม ซึ่งเป็นธาตุรู้ ที่กำลังรู้ใน ขณะนี้

ตามปกติอกุศลจิตย่อมเกิดมากกว่ากุศลจิต และอกุศลจิตที่เกิดนี้ ก็คิดไปในเรื่อง ของอกุศลอย่างละเล็กละน้อยๆ ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกาย บ้าง ทางใจบ้าง อยู่เรื่อยๆ จนปรากฏว่าเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งท่านยึดถือเป็นจริงเป็นจัง แต่ ทั้งหมดนั้นให้ทราบว่า เป็นเพราะจิตเกิดขึ้นคิดเรื่องนั้นเท่านั้นเอง ที่ทำให้รู้สึกเหมือนกับ ว่าเรื่องที่คิดนั้นเป็นเรื่องสำคัญ หรือว่าเป็นเรื่องที่จริงจัง แต่ถ้าเพียงจิตไม่คิดถึงเรื่องนั้น เท่านั้น เรื่องนั้นจะไม่มี

แต่ละบุคคลมีอัธยาศัยต่างๆ กัน มีอุปนิสัยต่างๆ กัน ตามการสะสมของจิตแต่ละ ขณะ ซึ่งเกิดดับสืบต่อกัน บางท่านก็เป็นผู้ที่ใจบุญใจกุศล ก็หมายความว่าจิต ที่เป็นบุญ เป็นกุศลได้เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป แล้วก็สืบต่อสะสมเป็นปัจจัยให้เกิดจิตซึ่งเป็นบุญ เป็น กุศลต่อๆ ไปข้างหน้า หรือว่าอกุศลก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งมีอยู่ ในจิต เมื่อเกิดขึ้ จิตดวงนั้นดับไปแล้ว เป็นปัจจัยให้จิตดวงต่อไปเกิดขึ้น สะสมสันดาน ของตนเอง คือ สิ่งที่มีอยู่สืบต่อจากจิตดวงก่อนที่ดับไป

อกุศลก็เป็นเหตุ เป็นสภาพธรรมที่เป็นโทษ เป็นสภาพธรรมที่ให้ผลเป็นทุกข์ เพราะ ฉะนั้น เมื่อเหตุ คือ อกุศล มี ก็เป็นปัจจัยให้จิตซึ่งเป็นอกุศลวิบากและเจตสิก ที่เป็นอกุศล วิบากเกิดขึ้นร่วมกัน เป็นผลของอกุศล เพราะฉะนั้น กุศลและอกุศลเป็นเหตุ วิบากจิตและ วิบากเจตสิกเป็นผล

กุศล คือ สภาพธรรมที่ไม่เป็นโทษ ถึงแม้จะไม่มีเงิน ไม่มีวัตถุ ไม่มีสิ่งของให้แก่ บุคคลอื่น แต่ก็ยังสามารถที่จะมีสภาพของกุศลธรรมที่ไม่เป็นโทษ ทางกาย คือ การช่วย เหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทางวาจา ไม่ดูถูกดูหมิ่น ทางใจประกอบด้วยความเมตา กรุณา ไม่ เบียดเบียนผู้อื่นได้ ในขณะนั้นก็เป็นกุศล

แน่ใจหรือยังว่า วิบากแต่ละขณะของแต่ละบุคคล เกิดเพราะกรรมของตนเอง ไม่ใช่ เพราะบุคคลอื่นกระทำให้ ยังโกรธคนอื่นเพราะคิดว่าผู้นั้นทำให้อยู่หรือเปล่า ถ้ายังคิดว่า เป็นคนอื่นที่ทำให้ก็จะโกรธอยู่นั่นเอง

ยากที่จะเปลี่ยนความคิดเห็นของคนอื่น เพราะแต่ละคนก็เป็นสภาพธรรมที่ เกิดขึ้น เป็นไปตามการสะสมสืบต่อของเหตุปัจจัย เมื่อสะสมความเห็นผิดไว้มาก ไม่ว่าจะมีเหตุผลถูกต้องประการใดๆ ก็ตาม ผู้ที่พอใจที่จะเห็นผิดก็ย่อมจะยึดถือ ความเห็นผิดนั้นต่อไป

ควรศึกษาธรรมโดยละเอียดจริงๆ มิฉะนั้นแล้ว ก็อาจจะทำให้มีความเห็นผิด ใน พระธรรมได้ ถ้าไม่พิจารณาพระธรรมโดยละเอียดให้ถูกต้องจริงๆ

ฟังพระธรรมเพื่อเห็นถูกตามความเป็นจริงของธรรม เคยอยู่ในโลกที่มืดสนิท ใช้คำ ว่าหลับในสังสารวัฏฏ์ เพราะว่าไม่รู้ความจริงเลย และขณะที่อยู่ในโลกของความมืดสนิท มี อะไรบ้าง มีความเห็นถูกไหมว่าเป็นธรรม มีความเห็นถูกว่า เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับหลาก หลาย แม้โลภะ โทสะ โมหะ ก็เป็นธรรม แต่ในโลกมืดก็เต็มไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ รวม ทั้งผู้ที่อยู่ในโลกมืดด้วย แก่งแย่ง ริษยา เบียดเบียนในความมืด ห้ามได้ไหมในเมื่อมืดด้วย อวิชชา เพราะฉะนั้น ถ้ามีปัญญา เริ่มที่จะเข้าใจถูกต้องขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

ตราบใดที่ยังมีปัจจัยให้เกิดอกุศล ความรวดเร็วของอกุศลก็คือว่า ไม่นานเลย จาก หลับสนิท แค่ตื่นเห็น ถึงเวลาที่อกุศลจะเกิดแล้ว ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทาง กาย ทางใจ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้พึ่งพระธรรมได้อย่างไร

โลภะเกิดขึ้นสนุกมาก ต้องการ ติดข้อง แต่ขณะนั้นไม่ใช่ความสงบ เพราะถ้าไม่ติด ข้องในสิ่งนั้นจะสงบกว่าแน่นอน

ความไม่รู้มากสักแค่ไหน กว่าจะมีโอกาสได้ความรู้ทีละเล็กทีละน้อย จน สามารถเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ก็เป็นลาภอันประเสริฐ

ทุกคำในพระไตรปิฎก สามารถเป็นกำลังที่สะสมจนกระทั่งสามารถดับกิเลสได้ ซึ่ง ถ้าไม่ใช่คำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงจากการตรัสรู้ ไม่สามารถนำไปสู่ปัญญาที่เห็นถูก ที่ดับกิเลสได้เลย

ถ้าขณะนั้นไม่เห็นโทษของความโกรธก็ผูกเอาไว้อีก ผูกไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ที่จะ ไม่ผูกโกรธ ก็เพราะปัญญา ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับปัญญา อกุศลทั้งหลายที่จะค่อยๆ ละคลาย จางลงไปได้ จนกระทั่งดับหมดไม่เหลือเลย ก็เพราะปัญญา

จิต ไม่มีใครสามารถทำให้สะอาดได้เลย เพิ่มความสกปรก ความเน่าเหม็น มากขึ้น ปัญญาอย่างเดียวที่เข้าใจถูกเท่านั้น ที่สามารถชำระขัดเกลา จนกระทั่ง ไม่มีกิเลสใดๆ เหลืออีกเลย ไม่มีความมืด คือ ความไม่รู้ ไม่มีความสกปรกที่ไม่ สะอาดเหลืออยู่แม้สักนิดเดียว ถึงความเป็นพระอรหันต์ได้

แต่ละคนก็คือ ธรรม เท่านั้นเอง มีทั้งกุศลธรรมและอกุศลธรรม ขณะใดที่เป็นกุศล ธรรม จะไม่เบียดเบียนคนอื่นเลย

ถ้าเข้าใจธรรมะเพิ่มขึ้น ก็จะละเว้นกาย วาจา ใจ ที่เป็นอกุศล ที่เป็นขั้นเบียดเบียน คนอื่นด้วย เพราะความจริงทุกคนก็มีอกุศล แต่ว่าจะถึงขั้นเบียดเบียนหรือไม่ถึงขั้นเบียด เบียน วันนี้เบียดเบียนหรือยัง อาจจะเบียดเบียน โดยไม่รู้สึกคำหยาบคาย คิดว่าต้องแรง มาก แต่คำที่ไม่น่าฟัง เป็นคำหยาบคายด้วยหรือเปล่า เสียงที่เกิดจากอกุศลจิตขณะที่ไม่มี เมตตา คนอื่นฟังรู้ไหม? ไม่ต้องเป็นคำหยาบมากๆ ก็ได้ นี่คือความละเอียดของธรรมะ ถ้า มีปัญญามากขึ้น การขัดเกลาก็เพิ่มขึ้น

ปัญญาเป็นที่พึ่งได้เมื่อมี เมื่อยังไม่มีก็ต้องอบรมเจริญให้มีขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ ณ สถาน การณ์ใดก็ตาม ปัญญาก็สามารถเกิดได้ เมื่อมีเหตุปัจจัย แต่ไม่ใช่เรื่องบังคับเป็นกฎเกณฑ์ ว่าจะต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะธรรมเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ทั้งสิ้น

ไม่ควรคิดว่า กัลยาณมิตร เป็นคนอื่น เพราะกัลยาณมิตรสูงสุด คือ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ พร้อมหรือยังที่จะเข้าใจว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา สิ่งที่มีจริงในขณะนี้สามารถประจักษ์แจ้งตามความเป็นจริงได้ แต่ต้องด้วยปัญญาที่ ค่อยๆ เจริญขึ้น

ถ้าไม่ตั้งใจฟังพระธรรม จะมีความเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่กำลังฟังได้อย่างไร

พระพุทธพจน์ ทุกคำ อุปการะเกื้อกูลให้เป็นผู้ไม่ประมาท.

ขอเชิญผู้ศึกษาพระธรรมร่วมกัน (สหายธรรม) ร่วมแบ่งปันธรรมด้วยครับ

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๑๕๑

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ ...



ความคิดเห็น 1    โดย paderm  วันที่ 20 ก.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตปันธรรมที่ได้ฟังมาด้วยครับ

@ ฟังธรรมไม่ใช่มาพิจารณาว่าเป็นกุศล หรือ อกุศลของเรา มีมาก หรือน้อยในชีวิตประจำ วัน ก็เป็นเราทั้งนั้นค่ะ สำคัญที่เข้าใจว่าเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่ากุศล อกุศล ก็เป็นธรรมไม่ใช่เรา ค่ะ

@ ฟังธรรม แล้วคิดว่า ยังโกรธอยู่ ยังไม่ดีเลย ต้องให้กาย วาจาให้ดีขึ้น ก็ลืมความเป็นเหตุ ปัจจัยของสภาพธรรม ลืมความเป็นอนัตตา เพราะ ยังเข้าใจไม่พอ ก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น ที่ เป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ค่ะ

@ การพิจารณาธรรมไม่ใช่จะไปรู้ว่า กุศล อกุศล ในชีวิตประจำวัน เพราะปัญญาขั้นแรกคือ รู้ว่าเป็นเพียงธรรมไม่ใช่เรา ค่ะ

@ จับไมโครโฟน ไม่ได้สนใจแข็ง แต่แข็งมี มีลักษณะที่ปรากฎ ความจริงมี แต่ปัญญาไม่ ได้รู้ลักษณะ เพราะฉะนั้น ความจริงก็มีแต่ สภาพธรรมที่ปรากฎทางตา หู จมูก ลิ้น กายและ ใจ เท่านั้น ที่มีสืบต่อกันไป ไม่ขาดสาย ที่เป็นวัฏฏะ

@ ถ้ารู้ว่าธรรมมีจริงและรู้ว่าเข้าใจยากก็ไม่มีปัญญาอะไร เพราะ ไม่ต้องไปทำหาอะไรธรรม แต่อบรมเหตุคือ การฟังต่อไป ค่ะ

@ การจะรู้ลักษณะแต่ละหนึ่ง ไม่ใช่เราจะไปทำให้รู้ แล้วแต่เหตุปัจจัย แต่ถ้าไม่มีความ เข้าใจตั้งแต่ต้น ก็ไม่สามารถที่จะถึงการรู้ลักษณะสภาพธรรมได้เลย ปรากฎดีหรือยัง คือ ขณะที่สภาพธรรมเกิดแล้วรู้ความจริงในขณะนั้น

@ เคยเป็นคนยากจนไหม เคยเป็นเศรษฐี มีทรัพย์มากไหม แล้วเดี๋ยวนี้อยู่ไหนหมดแล้ว ไม่มีเลย จึงเปรียบเหมือนดุจสมบัติในมหรศพ ไม่มีจริงเลย แม้เราก็ไม่มี แล้วสมบัติจะมีไหม แต่เพราะ มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ คิดนึกเอาเองว่ามีทรัพย์สมบัติ เงินทองมากมาย เข้าใจว่าอย่างนั้น แต่สภาพธรรมทั้งหมดเกิดแล้วดับ แต่เข้าใจว่าคิดเท่าไหร่ เห็นทีไรก็ คิดว่ามีอยู่ตรงนั้น ด้วยความยึดถือว่าเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

@ แล้วถ้าเข้าใจความจริงสมบัติคืออะไร เพียงแค่สิ่งที่ปรากฎแล้วดับไป

@ บนเวทีของชาตินี้พอใจหรือยัง คะ เป็นตัวดีก็มี เป็นตัวร้ายก็มี ประโยชน์สูงสุด คือ การ เข้าใจธรรมไม่ใช่เรา ค่ะ

@ สมบัติประเสริญที่สุด คือ ปัญญา เพราะ ปัญญานำไปซึ่งกิจทั้งปวง

@ ที่สำคัญที่สุด คือความรู้ความเข้าใจทีละเล็กละน้อย ไม่สำคัญเลย ที่จะต้องไปรู้ตรง ลักษณะทันที นี่เป็นหนทาง เป็นมรรคหรือเปล่า คะ เพราะเป็นหนทางรู้ความจริงในสภาพ ธรรมที่กำลังปรากฎ โดยการฟังเรื่องสภาพธรรมต่อไป ค่ะ

@ วันหนึ่งทำงานตลอดเวลาหรือเปล่า มีเห็นไหม มีได้ยินไหม มีคิดนึกไหม เพราะฉะนั้น ไม่ใช่จะเลิกมาไม่ทำงาน แต่มีธรรมตลอด เพราะแบ่งว่ามีทำงาน กับ ขณะที่ไม่ทำงาน ซึ่ง คิดด้วยความเป็นตัวตนที่จะแบ่ง

@ หัวใจจริงๆ ของพระพุทธศาสนา คือ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เพราะ ทุกอย่างไม่พ้น จากอนัตตา แต่ เพราะ ความไม่รู้ จึงเป็นอัตตา ตัวตน บังคับตลอด

@ ทุกอย่าง เป็นอนัตตา แม้ขณะนี้ ขณะไหนๆ ก็ไม่สามารถบังคับบัญชาได้เลย แต่ขณะที่ ต้องการที่จะมีปัญญา ไม่มีปัญญา

@ ทำงานตลอดเวลาหรือ แต่ ทุกขณะ ปัญญาสามารถเกิดได้ ในชีวิตประจำวัน ค่ะ

@ พระปัจฉิมวาจา จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม แม้การฟังธรรม คือว่าเข้าใจแล้ว และ ให้รู้ว่า อกุศลเกิดขึ้นในขณะใดประมาทแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ประมาทในการฟังพระธรรม หากมีโอกาส ไม่ต้องคอยอายุเทาไหร่ โอกาสไหนได้ทั้งนั้น ถ้าเราฟังธรรมมากพอ ตื่นขึ้น มาก็นึกถึงธรรมได้ ถ้าสะสมมามากพอ แต่ไม่ใช่ตัวตนที่จะพยายามที่จะทำ นึกให้เป็นธรรม เพราะฉะนั้น ไม่ประมาท คือ ฟังธรรมให้เข้าใจ และให้รู้ถึงความลึกซึ้งของพระธรรม และ ไม่ประมาทที่ว่า ความเห็นผิดยังไม่ได้ดับหมด ยังเห็นผิดได้ จึงต้องไม่ประมาทในความ เข้าใจต่อไป

@ พลีความถูกต้องเพื่อชีพ หรือ พลีชีพเพื่อความถูกต้อง ถ้ามั่นคง ก็รักษาความดีแม้จะ เสียชีพ แต่ถ้าไม่มั่นคง ก็ทำไม่ดี เพื่อรักษาชีพ

... ขออนุโมทนา ครับ ...


ความคิดเห็น 2    โดย วันชัย๒๕๐๔  วันที่ 20 ก.ค. 2557

ขอบพระคุณ และ ขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 3    โดย ผู้ร่วมเดินทาง  วันที่ 20 ก.ค. 2557

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาอาจารย์คำปั่นและอาจารย์เผดิมครับ


ความคิดเห็น 4    โดย ใหญ่ราชบุรี  วันที่ 20 ก.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

ด้วยความเคารพ จาก ใหญ่ราชบุรี - ธิดารัตน์ เดื่อมขันมณี


ความคิดเห็น 5    โดย j.jim  วันที่ 21 ก.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 6    โดย เมตตา  วันที่ 22 ก.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ.คำปั่น และ อ.เผดิม ด้วยค่ะ


ความคิดเห็น 7    โดย jaturong  วันที่ 22 ก.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 8    โดย wannee.s  วันที่ 23 ก.ค. 2557

อนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 9    โดย ch.  วันที่ 24 ก.ค. 2557

ขออนุโมทนาครับ