
[เล่มที่ 22] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม 3 ภาค 1 - หน้า 170
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ นั้นอย่างเดียวกันหรือ หรือว่าอุปาทานเป็นอย่างอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕.
พ. ดูก่อนภิกษุ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น จะอย่างเดียวกันก็มิใช่ อุปาทานจะเป็นอย่างอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ก็มิใช่ ดูก่อนภิกษุความกําหนัดพอใจ ในอุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแล เป็นตัวอุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น.
วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 289
[เพราะประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ ... พยัญชนะ ... ]
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อทรงแสดงธรรม ย่อมทรงประกาศคือทรงแสดงโดยนัยต่างๆ ซึ่งศาสนพรหมจรรย์ และมรรคพรหมจรรย์อันใด ศาสนพรหมจรรย์และมรรคพรหมจรรย์อันนั้น ชื่อว่า สาตฺถะ เพราะความถึงพร้อมแห่งอรรถ ชื่อว่า สพฺยญฺชนะ เพราะความถึงพร้อมแห่งพยัญชนะตามสมควร ชื่อว่า สาตฺถะ เพราะประกอบพร้อมด้วยอรรถบท (บทแสดงอรรถ ๖) คือ สังกาสนะ (แสดงความโดยสังเขป) ปกาสนะ (เริ่มแสดงเป็นหัวข้อ) วิวรณะ (ขยายความ) วิภชนะ (จำแนกความ) อุตตานีกรณะ (ทำความให้ตื้น) ปัญญัตติ (แต่งความให้เข้าใจ)
อ.วิชัย: อีกประเด็นหนึ่งครับ ที่จะเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ ซึ่งข้อความใน มหาปุณณมสูตร ก็มีภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูลถามสนทนากับพระผู้มีพระภาคเจ้าครับ ก็เป็นเรื่องของ อุปาทาน กับอุปาทานขันธ์ ๕ ครับ ซึ่งภิกษุรูปหนึ่งก็กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ นั้นอย่างเดียวกันหรือ หรือว่าอุปาทานเป็นอย่างอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น จะอย่างเดียวกันก็มิใช่ อุปาทานจะเป็นอย่างอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ก็มิใช่ ดูก่อนภิกษุความกําหนัดพอใจ ในอุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแล เป็นตัวอุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น ครับ
ตรงนี้ ก็ยัง อ่านแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าถูกหรือเปล่าครับ เพราะว่า ถ้าพิจารณาตรงนี้ก็ อุปาทาน ได้แก่ความติดข้อง ก็เป็น ขันธ์ ด้วยครับ แล้วก็ ขันธ์ ๕ ก็เป็นที่ตั้งของความยึดถือด้วยครับ แต่ตรงนี้อ่านเหมือนกับยัง งงงง สับสันครับท่านอาจารย์ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น จะอย่างเดียวกันก็มิใช่ นี่ก่อนเป็นอันดับแรก จะหมายถึงยังไงครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อุปาทานเป็น อุปาทาน ๑ ใช่ไหม?
อ.วิชัย: อุปาทาน ครับ อย่างที่พระองค์ตรัสว่า อุปาทาน ก็คือความกำหนัดพอใจ เป็นอุปาทาน ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นตัวขันธ์ทั้ง ๕
อุปาทานไม่ใช่ขันธ์ทั้ง ๕ ใช่ไหม?
อ.วิชัย: ถูกต้องครับ
ท่านอาจารย์: แต่ อุปาทาน นั่นแหละหนึ่งล่ะในขันธ์ ๕
อ.วิชัย: อ้อ .. ก็คือตัวอุปาทานเป็นขันธ์ แต่ไม่ใช่ขันธ์ทั้ง ๕
ท่านอาจารย์: ถูกต้อง
อ.วิชัย: ครับ คือบางครั้งหลายครั้งที่อ่านตรงนี้ ก็จะยัง งงงง อยู่ครับ แต่ตอนนี้ก็เข้าใจชัดเจนแล้วครับว่า ถ้ากล่าวความเป็นจริง ก็สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธรรมหนึ่งธรรมใดก็ตามก็เป็นขันธ์ทั้ง ๕ แต่ว่า ถ้ากล่าวถึงตัว อุปทาน ตรงนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสถึงความกำหนัดพอใจ นะครับ แต่ก็ไม่ใช่ขันธ์ทั้ง ๕ ทั้งหมด อย่างรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ เป็นต้นนะครับท่านอาจารย์
ก็กราบเท้าท่านอาจารย์อีกประเด็นหนึ่งครับ ก็เป็นเรื่องของสักกายทิฏฐิ ครับ ก็รู้ว่าสักกายทิฏฐิ คือความเห็นผิดที่ยึดถือขันธ์ ทั้ง ๕ ว่าเป็นตน เป็นตัวเราทั้งหมดนี่ครับ ซึ่งในพระสูตรเดียวกัน ภิกษุรูปหนึ่งก็ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สักกายทิฏฐิจะมีได้อย่างไร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเล็งเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง เล็งเห็นอัตตาในรูปบ้าง ครับ อันนี้ก็จะรวมทั้งเวทนา สัญญา สังขาร และก็วิญญาณด้วยครับ
แต่ประเด็นที่จะกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ครับ คือตามที่ศึกษาแล้ว ธรรมนี่อย่างถ้าเราเห็นขณะนี้ แล้วก็มีการคิดว่าเป็นบุคคลนั้นบุคคลนี้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดนี่ครับ ขณะนั้นก็มีความจำหมายรู้ หรือเมื่อมีความเห็นว่ายังมีคนจริงๆ ครับ ซึ่งเมื่อคิดอย่างนี้ก็ดูเหมือนกับว่า ขณะที่คิดเป็นคน คิดเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็เป็นเรื่องของจิตที่เกิดคิดในบัญญัติต่างๆ ครับ ซึ่งความเห็นผิดที่ยึดถือในขันธ์ทั้ง ๕ ว่า เป็นเรานี่ครับที่เป็นสักกายทิฏฐิ หรือถ้าเป็นโดยกว้างก็เป็นอัตตานุทิฏฐิอย่างนี้ครับ หมายถึงเป็นการยึดมั่นในตัวขันธ์ทั้ง ๕ แต่ดูเหมือนกับว่า ก็ยังมีการคิดถึงสิ่งที่ปรากฏนะครับว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ ตรงนี้ครับ ก็เลยไม่แน่ใจว่าขณะที่คิดถึงว่า สิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดกับการยึดมั่นในตัวธรรมที่คิด หรือรูปที่ปรากฏนี่จะมีความแตกต่างกันอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: เอาทีละคำ พูดใหม่
อ.วิชัย: อย่างสักกายทิฏฐิ คือความยึดมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ นี่ครับ เห็นผิด
ท่านอาจารย์: ทิฏฐิเป็นความเห็นผิดว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด คืออัตตานุทิฏฐิ
อ.วิชัย: ครับ
ท่านอาจารย์: ทั่วหมดใช่ไหม?
อ.วิชัย: ทั่วหมดครับ
ท่านอาจารย์: อันไหนที่เป็นเรา คือสักกายทิฏฐิ
อ.วิชัย: ตรงนี้ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วสงสัยอะไร?
อ.วิชัย: สงสัยว่า ที่เหมือนกับว่า ที่เราจำหมายรู้ว่า มีคนมีสัตว์มีสิ่งต่างๆ เหมือนกับเป็นขณะที่เราคิดถึง
ท่านอาจารย์: ก็เป็นอัตตานุทิฏฐิ ถูกต้องไหม ทั่วไปหมด เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดคืออัตตา
อ.วิชัย: แสดงว่า มันก็เหมือนกับว่า เป็นความคิดในปัญญัตติต่างๆ จากปรมัตถะหรือครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทิฏฐิ เป็นความเห็นผิดความเข้าใจผิด ถูกต้องไหม?
อ.วิชัย: ถูกต้องครับ
ท่านอาจารย์: ขณะที่ เห็น เป็น ๑ เป็นอัตตา ๑
อ.วิชัย: ใช่ครับ ถ้าเห็นความเห็นผิดเกิดขึ้นในอารมณ์หนึ่ง ก็มีความยึดเห็นผิดในอารมณ์นั้น ๑ ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพียงแค่ เสียงอะไร!! อัตตาแล้วใช่ไหม!! อะไร!!
อ.วิชัย: เร็วมากเลยครับ พร้อมที่จะเกิด
ท่านอาจารย์: แล้วก็ต่อมา เสียงฟ้าร้อง เป็นฟ้าไปแล้ว เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปแล้ว แค่เสียง
อ.วิชัย: ครับ ทั้งหมดก็มาจากความไม่รู้ตามความเป็นจริง แล้วก็เห็นว่า สิ่งนั้นเป็นจริงครับ ซึ่งผิดจากความเป็นจริง
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มาจากความไม่รู้ และความติดข้องในความเห็นนั้นหนาแน่นมากเหนียวแน่นมาก ไม่ว่าอะไรทั้งหมดติดข้องในความเป็นหนึ่งนั้น
อ.วิชัย: ครับ ๑ ๑ ๑ หลาย ก็ติดข้องหลาย ๑ ด้วยครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ทั้งหมดเลย!! ทุกอย่างหมด!!
อ.วิชัย: ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์มากๆ ครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ [มหาปุณณมสูตร]
สักกายทิฏฐิ จะมีได้อย่างไร [มหาปุณณมสูตร]
ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ ... พยัญชนะ.. [วิสุทธิมรรคแปล]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ