เวลาไม่คอยท่า
โดย ตุลา  17 มิ.ย. 2551
หัวข้อหมายเลข 8926

ขอกราบบูชาคุณพระรัตนตรัย

บางท่านอาจจะเสียดายเวลา เมื่อเวลาผ่านไป เกิดเสียดายโอกาสที่ควรจะได้กระทำกุศล แล้วไม่ได้กระทำ เพราะขณะนั้นย่อหย่อน เกียจคร้านในการเจริญกุศล จึงควรที่จะระลึกถึงวิริยบารมี (ความเพียร) แล้วอบรมเจริญวิริยบารมี เพื่อที่จะละคลายอกุศลทั้งปวงด้วย



ความคิดเห็น 1    โดย khampan.a  วันที่ 17 มิ.ย. 2551

เวลาจะมีค่า ก็ต่อเมื่อเป็นเวลาที่ได้เข้าใจพระธรรม ดูเหมือนว่าทุกคนจะรู้ แต่จะเป็นอย่างนั้นได้หรือไม่ได้นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเหตุว่าแต่ละวันไม่เหมือนกัน บางวันหรือบางกาละ ชีวิตก็เป็นไปในเรื่องของความสนุกสนานในทางโลก บางวันหรือบางกาละ ก็มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เป็นผู้มีความฝักใฝ่ในพระธรรม เพราะฉะนั้นผู้ศึกษาพระธรรมก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า ช่วงเวลาของชีวิตที่ประเสริฐคือ ขณะที่สามารถจะมีเวลาให้ได้เข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น แต่จะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่การสั่งสมของแต่ละบุคคล ครับ เมื่อได้ศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรม จนกระทั่งมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นๆ แล้ว กุศลทั้งหลาย ก็จะค่อยๆ เจริญขึ้น ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะค่อยๆ ละคลายอกุศล,ความเป็นผู้ย่อหย่อนหรือความเป็นผู้เกียจคร้านในการเจริญกุศลประการต่างๆ ก็จะค่อยๆ ลดน้อยลงไปด้วย ความเสียใจหรือเสียดายในการที่จะไม่ได้เจริญกุศลก็จะไม่เกิดขึ้น ทั้งหมดย่อมมาจากความเป็นผู้ได้เข้าใจพระธรรม ... ขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 2    โดย suwit02  วันที่ 17 มิ.ย. 2551
ขออนุโมทนาครับ

ความคิดเห็น 3    โดย wannee.s  วันที่ 17 มิ.ย. 2551

บุคคลเมื่อจะทำความดีก็ให้รีบทำ เพราะถ้าทำช้า จิตก็จะเป็นอกุศลค่ะ


ความคิดเห็น 4    โดย all-for-ละ  วันที่ 17 มิ.ย. 2551

ทุกคนก็เหมือนโคที่กำลังก้าวไปแต่ละก้าวไปสู่ที่โรงฆ่า เวลาเหลือน้อยแล้ว มัวทำอะไรกันอยู่

ทำความดีเพราะเป็นความดีเป็นไปเพื่อละและขัดเกลากิเลส

ทำความดีทั้งต่อหน้าและลับหลังไม่เลือกบุคคล เพราะทั้งหมดเป็นไปเพื่อละแม้ความดีอันเกิดจากความเห็นถูก

ขออนุโมทนา


ความคิดเห็น 5    โดย นิโรธะ  วันที่ 18 มิ.ย. 2551

สาธุการทุกท่าน โดยเฉพาะ คุณ all-for-ละ

ไม่เลือกบุคคลเพราะทั้งหมดเป็นไปเพื่อละ แม้ความดี


ความคิดเห็น 6    โดย เมตตา  วันที่ 18 มิ.ย. 2551

อนุโมทนาคุณ khampan.a ค่ะ

วิริยเจตสิกเกิดกับจิต ๗๓ ดวง เว้นอเหตุกจิต ๑๖ ดวงคือ ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ ดวง สัมปฏิจฉันนจิต ๒ ดวง สันติรณจิต ๓ ดวง วิริยเจตสิกเกิดกับจิตได้ทั้ง ๔ ชาติคือ กุศล อกุศล กิริยา วิปาก วิริยะเป็นเจตสิกปรมัตถ์ เป็นสังขารขันธ์ เกิดขึ้นไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครได้ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ขณะที่กุศลจิตเกิดวิริยเจตสิกก็เกิดร่วมด้วยกับกุศลจิตนั้น ขณะที่อกุศลเกิดวิริยเจตสิกก็เกิดร่วมกับอกุศลจิตนั้น วิริยเจตสิกเป็นเจตสิกที่อุตสาหะค้ำจุนสหชาตธรรม ไม่ท้อถอย ดังนั้น จึงควรศึกษาพระธรรมให้เข้าใจอบรมเจริญปัญญายิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้น วิริยเจตสิกก็เป็นสัมมาวายามะ


ความคิดเห็น 7    โดย suwit02  วันที่ 18 มิ.ย. 2551
สาธุ

ความคิดเห็น 8    โดย เซจาน้อย  วันที่ 18 มิ.ย. 2551
ขออนุโมทนาครับ

ความคิดเห็น 9    โดย happyindy  วันที่ 20 มิ.ย. 2551

อ้างอิงบางส่วนจากความคิดเห็นที่1 โดย khampan.a

เวลาจะมีค่า ก็ต่อเมื่อเป็นเวลาที่ได้เข้าใจพระธรรม ช่วงเวลาของชีวิตที่ประเสริฐ คือ ขณะที่สามารถจะมีเวลาให้ได้เข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น แต่จะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่การสั่งสมของแต่ละบุคคล ครับ

เมื่อได้ศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรม จนกระทั่งมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นๆ แล้ว กุศลทั้งหลายก็จะค่อยๆ เจริญขึ้น ความเสียใจหรือเสียดายในการที่จะไม่ได้เจริญกุศลก็จะไม่เกิดขึ้นทั้งหมดย่อมมาจากความเป็นผู้ได้เข้าใจพระธรรม ... ขออนุโมทนาครับ

* * * * * * * * * *

ขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 10    โดย ไม่มีเรา  วันที่ 20 มิ.ย. 2551
ขออนุโมทนาบุญค่ะ

ความคิดเห็น 11    โดย orawan.c  วันที่ 20 มิ.ย. 2551

ขออนุโมทนาค่ะ