เพราะไม่รู้จึงติดข้อง
โดย เมตตา  18 ส.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52958

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้า 28-29

๓. ทุติยปหานสูตร

ว่าด้วยทรงแสดงธรรมเพื่อละสิ่งทั้งปวง

[๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเพื่อรู้ยิ่งกำหนดรู้แล้วละสิ่งทั้งปวง แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสำหรับรู้ยิ่งกำหนดรู้แล้วละเสียซึ่งสิ่งทั้งปวงเป็นไฉน. จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้แล้วละเสีย แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัส เป็นปัจจัย ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้แล้วละเสีย ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ แล้วละเสีย แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้แล้วละเสีย นี้เป็นธรรมสำหรับรู้ยิ่ง กำหนดรู้แล้วละสิ่งทั้งปวงเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้แล เป็นธรรมสำหรับรู้ยิ่ง กำหนดรู้แล้วละสิ่งทั้งปวง.

จบ ทุติยปหานสูตรที่ ๓


อ.ณภัทร: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าข้อความในพระไตรปิฎกที่เป็นพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงก็เป็นประโยชน์ เป็นสาระที่จะทำให้มีความเข้าใจในสิ่งที่มีจริง ผมก็อยากที่จะอัญเชิญข้อความใน ทุติยปหานสูตร ครับ พระองค์ว่าด้วยทรงแสดงธรรมเพื่อละสิ่งทั้งปวง ครับ ขออนุญาติอ่านครับ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเพื่อรู้ยิ่งกำหนดรู้แล้วละสิ่งทั้งปวง แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสำหรับรู้ยิ่งกำหนดรู้แล้วละเสียซึ่งสิ่งทั้งปวงเป็นไฉน. จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้แล้วละเสีย แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัส เป็นปัจจัย ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้แล้วละเสีย ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ แล้วละเสีย แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้แล้วละเสีย นี้เป็นธรรมสำหรับรู้ยิ่ง กำหนดรู้แล้วละสิ่งทั้งปวงเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้แล เป็นธรรมสำหรับรู้ยิ่ง กำหนดรู้แล้วละสิ่งทั้งปวง

กราบท่านอาจารย์ครับ ข้อความที่น่าสนใจ ก็คือว่า ธรรมสำหรับรู้ยิ่ง อันนี้ ๑ นะครับ แล้วก็ กำหนดรู้แล้วละเสีย อันนี้ก็ ๑ นะครับ แล้วพระองค์ก็ทรงแสดงว่า จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง แล้วก็เมื่อกำหนดรู้แล้วละเสีย ท่านอาจารย์ครับ ข้อความพระองค์ทรงแสดงในหลากหลายมากมายหลายนัยยะ เพราะว่าเคยกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์เมื่อวันอาสาฬหบูชาในเรื่องของธรรมที่ควรกำหนดรู้ ก็คือพระองค์ทรงแสดงที่ว่าเป็นปริญเญยธรรมนะครับ ก็คือรูป เวทรา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่อันนี้พระองค์ทรงแสดงว่า จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เมื่อรู้ยิ่งแล้วนี่ครับ กำหนดรู้แล้วละเสีย

ก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ว่า จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัสส นี่เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง อันนี้เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่งแน่นอน เมื่อกำหนดรู้แล้วละเสีย ตรงนี้ครับ เมื่อกำหนดรู้แล้วนี่ จากที่ไม่เคยรู้ พอเริ่มที่จะค่อยๆ รู้ขึ้นแล้วละเสีย ครับ จะมีความละเอียดอย่างไรครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น รู้แล้วละอะไร?

อ.ณภัทร: รู้แล้วละการยึดถือติดข้องในสิ่งนั้นครับ ตามความเข้าใจของผมครับ

ท่านอาจารย์: ละความไม่รู้ เพราะไม่รู้จึงติดข้อง ถ้ารู้ความจริงแล้วจะติดข้องไหม?

อ.ณภัทร: ถ้ารู้ความจริงย่อมไม่ติดข้องครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ละความติดข้อง จนกว่าจะละจนไม่เกิดอีกเลย

อ.ณภัทร: ดังนั้น จักษุ เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง รู้ยิ่งอย่างไรครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: มีไหมล่ะ?

อ.ณภัทร: มีครับ

ท่านอาจารย์: เป็นอะไรล่ะ?

อ.ณภัทร: เป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่เรา ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ธรรมอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่เรา เดี๋ยวนี้หรือเปล่า?

อ.ณภัทร: เดี๋ยวนี้ครับ

ท่านอาจารย์: แน่หรือ?

อ.ณภัทร: ตามความคิดที่ได้ฟัง แต่ยังไม่ได้ปรากฏอย่างนั้นครับ

ท่านอาจารย์: แล้วถ้ายังไม่ปรากฏ ควรรู้ยิ่งไหม?

อ.ณภัทร: ควรรู้ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะเหตุว่า ถ้ารู้ยิ่งก็จะละแน่นอน

อ.ณภัทร: ครับ ถ้ารู้ยิ่งก็จะละ ก็ไม่ใช่เราละแน่นอน ต้องเป็นปัญญาที่รู้แล้วละ ครับ

ท่านอาจารย์: ก็เกิดแล้วดับไม่เหลือเลย!! ไม่ละหรือความติดข้อง? สิ่งนั้นไม่ได้มีอีกต่อไป แค่มีปัจจัยเกิดแล้วดับไปเรื่อยๆ ไม่จบในสังสารวัฏฏ์

อ.ณภัทร: ครับ ท่านอาจารย์ครับ แล้วการรู้ยิ่งที่พระองค์ทรงแสดงนี่ครับ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส นี่ครับเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เพราะฉะนั้น การรู้ยิ่ง คือรู้ความจริงของจักษุ รู้ความจริงของรูป รู้ความจริงของจักษุวิญญาณ แล้วก็จักษุสัมผัส อย่างนั้นใช่ไหมครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แน่นอน!! ที่ปรากฏ!!

อ.ณภัทร: ที่ปรากฏ แล้วรู้ยิ่งนี่รู้อย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: รู้อย่างไรหรือ จักขุคืออย่างไร?

อ.ณภัทร: จักขุ ก็คือรูปที่เกิดจากกรรม

ท่านอาจารย์: รู้อย่างนี้หรือเปล่า รู้ยิ่ง?

อ.ณภัทร: ถ้ารู้ยิ่ง ก็คือต้องรู้ตามความเป็นจริง แต่นี่ยังไม่ได้รู้ยิ่งอย่างนั้น

ท่านอาจารย์: แค่ จักขุ เป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดแล้วดับ รู้ยิ่งถึงที่สุดของจักขุไหมว่า ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นแล้วดับไป

อ.ณภัทร: ครับ แม้จักขุ แค่นี้ครับ ก็รู้ได้โดยยากครับ แม้จะฟังว่า เป็นรูปที่เกิดจากกรรม แล้วก็ต้องมีในขณะนี้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ชื่อที่เรารู้ แต่ต้องเป็นลักษณะที่เป็นอย่างนั้น

อ.ณภัทร: เพราะฉะนั้น คำว่า รู้ยิ่ง นี่ละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่งครับ

ท่านอาจารย์: จักขุ แข็งไหม?

อ.ณภัทร: จักขุ ก็ต้องมีธาตุดินอยู่ในนั้น ก็ต้องแข็งทางใจ

ท่านอาจารย์: จักขุหรือแข็ง? คิดดีๆ แค่นี้

อ.ณภัทร: อันนี้ลึกซึ้งครับ ผม ...

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องมั่นคง แข็งเป็นแข็งเท่านั้น แข็งเป็นอื่นไม่ได้

เพราะฉะนั้น จักขุเป็นแข็งไม่ได้ จักขุเป็นหูไม่ได้ จักขุเป็นอื่นไม่ได้เลย เป็นได้แค่จักขุ รูปที่ต่างจากรูปอื่น

อ.ณภัทร: แต่ผมก็ดันไปคิดว่า จักขุก็ต้องมีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อยู่นั้น ก็เลยคิดว่ามันต้องแข็งครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ไม่ได้เลย!! แข็งจะเป็นจักขุไม่ได้ จักขุเป็นแข็งไม่ได้

อ.ณภัทร: ครับ อันนี้ก็เป็นความละเอียด ขึ้นไปๆ ครับ

ก็จักขุ ขณะนี้ก็รู้ได้โดยยากครับ ที่ผมกราบเรียนท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ปริยัติก่อนใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วปฏิปัตติ จะเลือกได้ไหมว่าจะรู้อะไร?

อ.ณภัทร: เลือกไม่ได้อย่างแน่นอนครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เข้าใจสิ่งที่ปรากฏโดยทันทีพร้อมกับสติสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นรู้ตรงนั้น

อ.ณภัทร: ครับ รู้ตรงนั้น ไม่ว่า

ท่านอาจารย์: ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามแต่ สิ่งนั้นมีจริงเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนไม่ได้

อ.ณภัทร: ครับ เพราะว่าพระองค์ทรงแสดงว่า จักษุก็ควรรู้ยิ่ง รูปก็ควรรู้ยิ่ง จักษุวิญญาณก็ควรรู้ยิ่ง เวทนาก็ควรรู้ยิ่ง สุขเวทนาก็ควรรู้ยิ่ง ทุกขเวทนาก็ควรรู้ยิ่ง เป็นต้น ครับ

ท่านอาจารย์: เมื่อปรากฏ

อ.ณภัทร: เมื่อปรากฏ แล้วในขณะที่รู้นี่ครับ รู้ในความเป็นธรรมแต่ละลักษณะ ครับ

ท่านอาจารย์: แข็งปรากฏเป็นอย่างอื่นได้ไหม?

อ.ณภัทร: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เป็นรู้แข็งได้ไหม?

อ.ณภัทร: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เป็นหวานได้ไหม?

อ.ณภัทร: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: รู้แข็งเมื่อไหร่?

อ.ณภัทร: เมื่อแข็งปรากฏครับ

ท่านอาจารย์: เมื่อแข็งเกิดปรากฏ

อ.ณภัทร: ครับ แต่แข็งจะปรากฏ ก็ปรากฏกับสภาพที่รู้แข็งครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แน่นอน เพราะฉะนั้น ลักษณะที่รู้แข็งไม่ใช่แข็ง

อ.ณภัทร: เพราะฉะนั้น ปัญญาก็ต้องเห็นความต่างของธรรมทั้ง ๒ อย่าง

ท่านอาจารย์: ตั้งแต่เริ่มต้น ธรรมทั้งปวงหมายความว่า แต่ละหนึ่งๆ ๆ ไม่เว้นเลยสักอย่าง ทั้งหมดเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตาไม่ใช่เราไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น ลืมตาขึ้นมาเห็น เต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ ใช่ไหม ไม่ใช่แค่สิ่งเดียว ลวงไหมว่า จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้นในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แค่นี้ต้องฟังอีกนานเท่าไหร่กว่าจะรู้ว่า โลกไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง

อ.ณภัทร: ครับ ดังนั้นที่ท่านอาจารย์กล่าวเสมอ ถามบ่อยๆ เสมอว่า ขณะนี้มีอะไรนี่เป็นประโยคที่เตือนอย่างยิ่งที่จะให้เริ่มรู้สึกตัวว่า ไม่รู้อะไรครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องตรงต่อความเป็นจริง ขณะที่รู้อย่างนั้นเริ่มเข้าใจถูกต้องแล้ว กำลังเห็นก็ไม่รู้ลักษณะของเห็น

อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรจะปรากฏตามที่พระองค์ทรงแสดงว่า ละสิ่งทั้งปวงเลย เพราะว่า ไม่ว่าอะไรจะปรากฏก็สามารถที่จะรู้ในสิ่งที่ปรากฏในขณะนั้นครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เปลี่ยนไม่ได้เลยเห็นไหม แต่ละคำที่เป็นจริง

อ.ณภัทร: ครับ แต่ความยาก คือว่าปรากฏไม่ได้ปรากฏดีเพราะว่า มันรวดเร็วครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ที่รู้ว่าไม่ได้ปรากฏดีก็เป็นประโยชน์แล้วใช่ไหม!! ประโยชน์อยู่ตรงนั้น!! ตรงที่ค่อยๆ รู้ถูกต้องตามความเป็นจริง

อ.ณภัทร: ครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ ก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้น มั่นคงขึ้นๆ ในคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ทรงแสดงโดยนัยยะหลากหลายประการต่างๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กว่าจะฟันฝ่าจากสิ่งที่เคยสะสมมาเกินแสนโกฏกัปป์ด้วยการไม่รู้ความจริง ค่อยๆ มั่นคงต่อความเป็นจริง

อ.ณภัทร: กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่งครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1     โดย chatchai.k  วันที่ 18 ส.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ