ผู้ฟัง ความสัมพันธ์ระหว่างกิเลส กรรม และวิบาก เกี่ยวข้องกันอย่างไรบ้าง
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีกิเลส ก็ไม่มีกรรม เช่นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว ดับกิเลสหมด หลังจากนั้นแล้ว การกระทำของพระองค์ทั้งหมด ไม่ใช่กรรมที่จะเป็นเหตุให้เกิดผลคือวิบาก แต่ผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่และได้กระทำกรรม ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ก็ตามแต่ สะสมอยู่ในจิต จนกว่าถึงกาลที่พร้อมที่จะให้ผลเกิดเมื่อใด ก็ทำให้จิตที่เป็นวิบากจิต คือ เป็นผลของกรรมนั้นเกิดขึ้น
การให้ผลของกรรมในชาติหนึ่งๆ เริ่มตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดขึ้น เพราะว่าทุกคนในขณะนี้หรือในชาตินี้ทำกรรมกันไว้มาก ทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรม แต่ไม่รู้ว่ากรรมไหนจะให้ผลทำให้เกิดที่ไหน ต้องเป็นกรรมหนึ่งซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว กรรมก่อนๆ ที่ได้กระทำไว้ในสังสารวัฏฏ์ก็ยังมีโอกาส ถ้ายังเป็นปัจจัยที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดได้ และก็ไม่ทราบว่าชาติต่อไป จิตที่ทำกิจเกิดขึ้นเป็นขณะแรก จะเป็นผลของกรรมใดในชาตินี้หรือในชาติก่อน
เรื่องของกรรมเป็นเรื่องซึ่งไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะเหตุว่าเรื่องของกรรมเป็นสภาพที่ปกปิด ในขณะที่ได้กระทำกรรม ก็ไม่รู้ว่ากรรมนี้จะให้ผลเมื่อไร ให้ผลมากน้อยเพียงใด และให้ผลทางไหนด้วย จะเป็นทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เวลาที่ผลของกรรมเกิดขึ้นก็ไม่รู้ว่า ผลนี้เกิดจากกรรมใดที่ได้กระทำแล้วในชาติไหนด้วย เช่นในขณะนี้ทุกคนกำลังเห็น เท่าที่จะรู้ได้ก็คือการเห็นซึ่งเลือกไม่ได้ แล้วแต่ว่ากรรมจะทำให้จิตเห็นอะไร เมื่อไร แต่ว่าเมื่อเห็นเกิดขึ้นไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า เป็นผลของกรรมใด
ดังนั้น ปัญญาที่สามารถจะรู้ได้ก็เพียงคร่าวๆ ว่า ถ้าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นสิ่งที่น่าพอใจ ขณะนั้นเป็นผลของกุศลกรรม ขณะใดสิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ขณะนั้นเป็นผลของอกุศลกรรม ไม่ว่าจะเป็นทางหู เสียงก็มีลักษณะ ๒ อย่างคือ เสียงที่น่าพอใจ และเสียงที่ไม่น่าพอใจ เวลาที่ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ จะเปลี่ยนเสียงนั้นให้เป็นเสียงที่น่าพอใจไม่ได้เลย แล้วจะไม่ให้ได้ยินก็ไม่ได้
ทุกคนเกิดมาเป็นผลของกรรมส่วนหนึ่ง แล้วก็กระทำกรรมที่จะให้เกิดผลข้างหน้าอีกส่วนหนึ่ง จะทราบได้ว่าขณะไหนเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ถ้ามีใครประทุษร้ายร่างกาย คนอื่นทำให้หรือไม่ หรือว่าเพราะกรรมที่ได้กระทำแล้วนั่นเองเป็นปัจจัย ทำให้กายปสาทเกิดขึ้น ทำให้มีสิ่งที่มากระทบที่ไม่น่าพอใจ และจิตเกิดขึ้นรู้สึกเป็นทุกข์ ไม่สบายกายในขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ
แสดงให้เห็นว่า ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ จะรู้ได้ว่า เพราะกรรมที่ได้กระทำแล้วจึงทำให้สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ในวันหนึ่งๆ คนอื่นไม่สามารถจะทำให้ได้เลย แต่เมื่อเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ความต่างกันคือ บางคนเป็นกุศล บางคนเป็นอกุศล ตามการสะสม ซึ่งถ้าเห็นโทษของอกุศลว่า เมื่อถึงการที่ได้กระทำกรรมที่จะต้องให้ผล จะได้รับผลที่ไม่น่าพอใจ ถ้าเห็นโทษเช่นนี้จริงๆ ก็จะสะสมทางฝ่ายกุศลเพิ่มขึ้น
ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1574