
[เล่มที่ 27] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้า 63 - 64
๕. อัสสาทสูตรที่ ๑
ว่าด้วยความปริวิตกของพระโพธิสัตว์เกี่ยวกับขันธ์ ๕
[๕๙] กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่ตรัสรู้ เมื่อเรายังเป็นโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า อะไรหนอเป็นคุณของรูป อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นเครื่องสลัดออก อะไรเป็นคุณของเวทนา ... อะไรเป็นคุณของสัญญา ... อะไรเป็นคุณของสังขาร ... อะไรเป็นคุณของวิญญาณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นเครื่องสลัดออก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้ปริวิตกต่อไปว่า สุขโสมนัสอันใดอาศัยรูปเกิดขึ้น นี่เป็นคุณของรูป รูปใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษของรูป การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในรูปเสียได้ นี้เป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูป สุขโสมนัสอันใดอาศัยเวทนาเกิดขึ้น ... สุขโสมนัสอันใดอาศัยสัญญาเกิดขึ้น ... สุขโสมนัสอันใดอาศัยสังขารเกิดขึ้น ... สุขโสมนัสอันใดอาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งวิญญาณ วิญญาณใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งวิญญาณ การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในวิญญาณเสียได้ นี้เป็นเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณ.
อ.ณภัทร: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ความจริงที่กำลังมีอยู่ขณะนี้ ก็เป็นสิ่งที่ควรที่จะรู้ แต่ว่าก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง ก็ต้องอาศัยพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงแสดงไว้ครับ เพราะเหตุว่าตราบใดที่ยังมีตาอยู่ ก็ยังต้องท่องเที่ยวไปทางตา มีหูก็ต้องท่องเที่ยวไปทางหู จนถึงใจก็ยังต้องท่องเที่ยวไปทางใจอยู่ครับท่านอาจารย์
ก็จะมีข้อความที่ภิกษุได้ทูลถามปัญหากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ เพราะว่าชีวิตประจำวันก็ไม่พ้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยรวมก็คือทั้งรูปและนามที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน ก็ไม่สามารถจะพ้นไปได้เลยครับ
ภิกษุก็ทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นคุณเป็นโทษเป็นทางสลัดออกในรูป อะไรเป็นคุณเป็นโทษเป็นทางสลัดออกในเวทนา ... จนถึงสัญญา สังขาร วิญญาณ โดยนัยยะเดียวกันครับ
พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสตอบภิกษุผู้นั้นว่า อาการที่สุขโสมนัสอาศัยรูปเกิดขึ้นนี้เป็นคุณในรูป อาการที่รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา นี่เป็นโทษในรูป อาการที่กำจัดฉันทราคะละฉันทราคะในรูปได้ นี่เป็นทางสลัดออกในรูป
กราบท่านอาจารย์ครับ คุณของรูปในชีวิตประจำวันครับ ก็เวลาที่เกิดขึ้นเกิดอาการสุขโสมนัสก็เพลิดเพลินไป ส่วนโทษนี่ครับ อาการที่รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาไม่ว่า สี เสียง กลิ่น รส เย็นร้อนอ่อนแข็งที่เกิดขึ้นปรากฏ แล้วดับไป ก็ไม่เห็นถึงความเป็นโทษของรูปที่มีในชีวิตประจำวันเลยครับท่านอาจารย์ ดังนั้น การที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า อาการที่กำจัดฉันทราคะละฉันทราคะในรูปได้นี้ เป็นทางสลัดออกในรูป ท่านอาจารย์ครับ รูปที่มีในชีวิตประจำวันก็ไม่พ้นจาก สี เสียง กลิ่น รส เย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว แต่ด้วยความไม่รู้ก็หลงติดในสิ่งที่ปรากฏทางตา หลงติดในเสียงที่ปรากฏทางหู ดังนั้น การที่จะค่อยๆ เป็นอาการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อาการที่กำจัดฉันทราคะละฉันทราคะในรูปได้ ครับ ก็จะกราบเท้าความละเอียดในตรงนี้ครับท่านอาจารย์ ก็คือว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงคุณของรูป คืออาการที่สุขโสมนัสที่อาศัยรูปเกิดขึ้น นี่เป็นคุณของรูป
ท่านอาจารย์: จริงไหม?
อ.ณภัทร: จริงครับ ส่วนโทษของรูปนี่ครับ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า อาการที่รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษของรูปครับ
ท่านอาจารย์: จริงไหม?
อ.ณภัทร: จริง แต่ไม่เห็นโทษครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จริง เปลี่ยนเป็นไม่จริงได้ไหม?
อ.ณภัทร: ไม่ได้ครับ จริงก็คือจริงครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงจึงสามารถที่จะเห็นได้ ใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: แต่เห็นนี่ เห็นด้วยปัญญา หรือเห็นด้วยอะไร?
อ.ณภัทร: ต้องเห็นด้วยปัญญาครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความเข้าใจกว่านี้ จะสามารถเห็นได้ไหม?
อ.ณภัทร: ถ้าไม่มีความเข้าใจก็ไม่สามารถจะเห็นได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น โทษของรูปคืออะไร?
อ.ณภัทร: โทษของรูป คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาครับ
ท่านอาจารย์: เป็นอริยสัจจธรรมหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: เป็นอริยสัจจธรรมครับ
ท่านอาจารย์: รอบไหน?
อ.ณภัทร: รอบแรกครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ยังมีอีกต่อไปใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วตอนนี้รอบไหนก็ต้องตรง แต่ต้องรู้ได้แน่นอน
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: จากรอบที่ ๑ ถึงรอบที่ ๒ ถึงรอบที่ ๓ มิเช่นนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ทรงแสดง เพราะไร้ประโยชน์ถ้ารู้ไม่ได้
อ.ณภัทร: ครับ ก็จะเห็นถึงพระปัญญาของพระองค์จริงๆ ว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงก็ไม่สามารถที่จะเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงรูปที่กำลังมีในขณะนี้ได้เลยครับว่า เป็นโทษอย่างนั้นจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงแสดงตามความเป็นจริงถึงอริยสัจจะ ๓ รอบ เพราะฉะนั้น คนไม่สนใจเลยสักรอบเดียว ทำเลย รอบไหนล่ะ? นี่ ... ไม่มีสักรอบ!!
ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..
๕. อัสสาทสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความปริวิตกของพระโพธิสัตว์เกี่ยวกับขันธ์ ๕
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ
คัดจาก
โนอัสสาทสูตรที่ ๒ [๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าคุณแห่งรูปจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็ จะไม่พึงกำหนัดในรูป แต่เพราะคุณแห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัดใน รูป ถ้าโทษแห่งรูปจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในรูป แต่ เพราะโทษแห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในรูป ถ้าความสลัดออก แห่งรูปจักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงสลัดออกจากรูป แต่เพราะความ สลัดออกแห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงสลัดออกจากรูป ฯลฯ แห่งเสียง ฯลฯ แห่งกลิ่น ฯลฯ แห่งรส ฯลฯ แห่งโผฏฐัพพะ ฯลฯ ถ้าคุณแห่งธรรมารมณ์ จักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงกำหนัดในธรรมารมณ์ แต่เพราะคุณแห่ง ธรรมารมณ์มีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัดในธรรมารมณ์ ถ้าโทษแห่ง ธรรมารมณ์จักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในธรรมารมณ์ แต่ เพราะโทษแห่งธรรมารมณ์มีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในธรรมารมณ์ ถ้าความสลัดออกจากธรรมารมณ์จักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงสลัดออก จากธรรมารมณ์ แต่เพราะความสลัดออกแห่งธรรมารมณ์มีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึงสลัดออกจากธรรมารมณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายยังไม่รู้ตามความเป็น จริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายนอก ๖ เหล่านี้โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็น โทษ ซึ่งความสลัดออกโดยเป็นความสลัดออกเพียงใด สัตว์ทั้งหลายก็ยังไม่ เป็นผู้ออกไป พรากไป หลุดพ้นไปจากโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก จากหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ มีใจหาเขต แดนมิได้อยู่เพียงนั้น แต่เมื่อใด สัตว์ทั้งหลายได้รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่ง อายตนะภายนอก ๖ เหล่านี้โดยเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่ง ความสลัดออก โดยเป็นความสลัดออก เมื่อนั้น สัตว์ทั้งหลายก็เป็นผู้ออกไป พรากไป หลุดพ้นไปจากโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก จากหมู่ สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ มีใจอันหาเขตแดนมิได้อยู่ ฯขอบพระคุณ และยินดีในกุศลจิตค่ะ คุณpreechacupr