จิตวิปลาส และ ทิฏฐิวิปลาส (๒)
โดย pirmsombat  27 ม.ค. 2554
หัวข้อหมายเลข 17788

ข้อความบางตอนจากการบรรยายธรรมโดยท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์

ท่านอาจารย์ วันนี้ฟังเรื่อง จิต เจตสิก รูป เกิดดับ ในขณะที่ฟังก็พยายามที่จะเข้าใจ กลับไปบ้านจะนึกไหมคะว่า

จิตนี้ไม่เที่ยงเลย เจตสิกก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป นึกบ้างหรือเปล่า อาจจะไม่ได้คิดเลย ใช่ไหมคะ แต่ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น มีการเปลี่ยนแปลง จากลาภ เป็นเสื่อมลาภ จากยศ เป็นเสื่อมยศ จากสุข เป็นทุกข์ และนึกได้ว่าไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นในขณะที่เป็นกุศล ก็พอจะสังเกตได้ว่า กุศลอย่างนี้ไม่วิปลาส

เพราะฉะนั้น ก็ตัดออกไปได้อีกตอนหนึ่ง ใช่ไหมคะ ว่าถ้าขณะใดที่มีความเห็นถูกอย่างนี้ และก็ขณะนั้นไม่วิปลาส ยังเหลืออยู่แต่ว่า กุศลอื่นที่ไม่ได้มีความเห็นถูกอย่างนี้ จะมีสัญญาวิปลาสและจิตวิปลาสไหม เป็นปัญหาน่าคิดใช่ไหมคะ

แต่สำหรับ วิปลาสกถา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง เพื่อให้เห็นความลึก และความเหนียวแน่นของอกุศล ซึ่งแม้ทิฏฐิวิปลาสจะดับหมดแล้ว ก็ยังคงมีอกุศลคือจิตวิปลาสและสัญญาวิปลาส

และถ้าจะให้ดับจริงๆ ก็ต้องถึงกับดับทั้งกุศลและอกุศล ไม่ใช่ดับแต่เฉพาะอกุศลเท่านั้น เพราะว่าต้องดับกุศลด้วย เพราะว่าสำหรับพระอนาคามีบุคคล ดับสัญญาวิปลาสและจิตวิปลาส ที่เห็นว่างามแต่ยังมีอวิชชาเหลืออยู่ เพราะฉะนั้น ก็ยังมีอกุศลจิตเกิด ยินดีพอใจ เป็นสุข เห็นว่า เป็นสุข ยังคิดว่าเป็นสุข ยังสำคัญว่าสุข เพียงขณะที่เกิดขึ้น เพราะขณะนั้นยังละการสะสมของ โมหะ ยังไม่ได้

เพราะฉะนั้น ลองคิดถึงสภาพจิตของพระอนาคามีบุคคล ประจักษ์แจ้งการเกิดดับ ของนามธรรมและรูปธรรม ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว ดับกิเลสเป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกทาคามี และถึงความเป็นพระอนาคามีแล้ว ยังมีวิปลาสในขณะที่อกุศลจิตเกิด

เพราะฉะนั้น ในขณะที่เป็นกุศล สำหรับ พระอนาคามี ขณะนั้นจะมีวิปลาสไหม ทั้งจิตวิปลาสและสัญญาวิปลาส เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก แล้วก็เกิดพิจารณาไปได้เรื่อยๆ เปรียบเหมือนบุคคลไป แต่สำหรับพวกปุถุชนก็มีทั้งหมด จนกระทั่งไม่สามารถแยกออกได้ และยังไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า กุศลแต่ละขั้นที่เกิดขึ้นนั้น จะต่างหรือจะเหมือนกับผู้ที่เป็นพระอริยบุคคล เพราะว่าความต่างของผู้ที่ไม่ใช่พระอริยบุคคลกับพระอริยบุคคล คือ พระอริยบุคคล ดับอกุศลเป็นสมุจเฉท ไม่มีเชื้อของอกุศลที่ดับแล้ว อย่างมิจฉาทิฏฐิ จะไม่เกิดขึ้นเลยกับพระโสดาบัน แม้กระนั้นทำไมยังมีอกุศล เป็นเพราะอวิชชาจึงเกิดวิปลาสขึ้น เมื่อไม่มีความเห็นผิดแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่อกุศลจิตของพระโสดาบันเกิดขึ้น ขณะนั้นมีวิปลาสไหม ท่านยังคงมี แต่วิปลาสในขณะที่เห็นว่า สุข หรือเห็นว่า งาม เท่านั้น เป็นเพียงความสำคัญและความคิดที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย

พอจะพิจารณาได้ไหม หรือสิ่งใดที่ไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะความเกิดดับอย่างรวดเร็วของจิต ก็จะต้องพิสูน์ด้วยตนเอง

(ยังมีต่อ)



ความคิดเห็น 1    โดย จักรกฤษณ์  วันที่ 27 ม.ค. 2554

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 2    โดย pirmsombat  วันที่ 27 ม.ค. 2554

ขอบคุณ คุณจักรกฤษณ์ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 3    โดย เมตตา  วันที่ 29 ม.ค. 2554

เพราะฉะนั้นเวลาที่กุศลจิตของพระโสดาบันเกิดขึ้น ขณะนั้นมีวิปลาสไหม

ท่าน ยังคงมีแต่วิปลาส ในขณะที่เห็นว่า สุข หรือเห็นว่า งาม เท่านั้น

เป็นเพียงความสำคัญ และความคิดที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย

...ขอบพระคุณและขออนุโมทนาคุณหมอค่ะ...


ความคิดเห็น 4    โดย pirmsombat  วันที่ 29 ม.ค. 2554

ขอบคุณและอนุโมทนาคุณเมตตามากครับ

"เป็นเพราะอวิชชาจึงเกิดวิปลาสขึ้น"


ความคิดเห็น 5    โดย chatchai.k  วันที่ 25 ม.ค. 2564

ขออนุโมทนาครับ