มีทางหลงทาง
โดย nattawan  28 ม.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 51935

ท่านอาจารย์ เวลานี้มีทางหลงทาง คือว่า ทางมี ไปสู่ความรู้แจ้งสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เป็นของจริง เป็นอริยมรรค เป็นมรรคมีองค์ ๘ หรือจะใช้คำว่า ทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา นี้มีอีกหลายชื่อทีเดียว แต่ให้ทราบว่า ทางที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ที่เกิดดับมี อันนี้เป็นทางจริงๆ นอกจากนั้นยังมีทางสำหรับจะหลงด้วย คือ ไม่ใช่ทางนี้ ไปทางอื่น และหวังเพียงหวังว่า จะถึงทางนี้ แต่การที่จะรู้ว่า ทางนี้เป็นทางจริง หรือว่า เป็นทางที่จะหลงทาง คือว่า ปัญญามีหรือไม่ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาแล้วอย่างไรๆ ก็เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้แน่ หรือพระสาวก ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ก็ต้องมีปัญญา และถ้าปัญญาขั้นฟังไม่มี ปัญญาขั้นอื่นจะมีได้ไหม เป็นเรื่องของปัญญาล้วนๆ ที่กำลังมาฟัง ขณะนี้ ใครเข้าใจ เคยเป็นเรา แต่ให้ทราบความจริงว่า เป็นปัญญาซึ่งเริ่มเกิด เริ่มเจริญ เริ่มที่จะรู้ว่า สภาพธรรมที่มีจริงนั้นคืออะไรในขณะนี้ นี้เป็นปัญญาขั้นหนึ่ง

เพราะฉะนั้นที่ใช้คำว่า ปฏิบัติ เข้าใจว่า คนที่ใช้คำนี้ ก่อนนั้นไม่ศึกษาเลย ไม่ได้ฟังพระธรรมเลยด้วยซ้ำไป แต่ได้ยินแต่คำว่า ปฏิบัติ และภาษาไทยใช้คำนี้มาก พอพูดถึงคำว่า ปฏิบัติ คนไทยทุกคนรู้เลยแปลว่า ทำ ไม่ว่าจะทำอะไรทั้งสิ้น ปฏิบัติ คือ ทำนั่นเอง เพราะฉะนั้น พอบอกว่า ต้องไปปฏิบัติธรรม เลยคิดว่า ต้องไปทำอะไรสักอย่าง แต่ว่า ไม่ใช่เขียนหนังสือ ไม่ใช่ว่ายน้ำ ไม่ใช่อะไรเหมือนทางโลกที่ทำกันอยู่ คงจะต้องไปนั่งขัดสมาธิ และหลับตา เพราะว่า มีหลานเล็กๆ คนหนึ่ง เขาบอกคุณยายของเขาให้นั่งขัดสมาธิ เอามือซ้อนกัน และหลับตา โรงเรียนอนุบาลเอง แต่เขาเข้าใจว่า นั่นคือ ปฏิบัติ นั่นคือทำ ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย เวลานี้กำลังทำอะไรหรือเปล่า เวลานี้เดิมเข้าใจว่า เราไม่ได้ทำงานอื่นแต่กำลังทำเหมือนกัน คือ กำลังนั่งฟังธรรม นี้คือ กำลังทำเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ทำอย่างอื่น

จริงๆ แล้ว เห็นกำลังทำหน้าที่เห็น เป็นหน้าที่ของจิต เวลาพูดเรื่องจิต เหมือนกับว่า เข้าใจแล้ว แต่ว่าจริงๆ แล้วถามว่า จิตอยู่ที่ไหนขณะนี้ เดี๋ยวนี้จิตทำอะไร ถ้ามีจิตจริงๆ ต้องสามารถที่จะยกออกมาให้เห็นได้ว่า นี้คือจิต และจิตมีลักษณะอย่างนี้ และจิตกำลังทำหน้าที่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่า ขณะนี้บางคนอาจจะบอกว่า นั่งเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร แต่ความจริงสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมเกิดขึ้นต้องทำกิจการงานทุกขณะ ไม่มีจิตแม้ขณะเดียว หรือประเภทเดียวซึ่งเกิดขึ้นแล้วไม่ได้ทำอะไร เวลานี้จิตเกิดแล้วดับ จิตขณะหนึ่งสั้นมาก เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และดับ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อจิตเกิดแล้ว เกิดเพื่อทำกิจการงานนั้น เฉพาะหน้าที่นั่นแล้วดับ

เพราะฉะนั้น ขณะนี้ที่เห็น เป็นจิตเกิดขึ้นทำหน้าที่เห็น ขณะที่ได้ยิน เป็นจิตเกิดขึ้นทำหน้าที่ของจิตได้ยิน เพราะฉะนั้น สภาพธรรมแต่ละอย่างมีกิจหน้าที่ ที่บอกว่า ปฏิบัติ เอาอะไรปฏิบัติ กำลังนี้เห็น ถ้าจะบอกว่า ปฏิบัติธรรม เอาอะไรปฏิบัติ จิตเห็นปฏิบัติอะไรไม่ได้ ได้แต่เห็นอย่างเดียว จิตได้ยินทำอะไรไม่ได้ นอกจากได้ยินอย่างเดียว จิตได้กลิ่นทำอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากได้กลิ่น จิตที่รู้สิ่งที่กำลังอ่อนหรือแข็ง ทำอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากรู้อ่อนหรือแข็ง จิตที่คิดนึกคิด เหมือนกัน หมายความว่า จะคิดอะไรก็ได้ แต่คิดเป็นจิตที่คิด ไม่ใช่จิตที่เห็น ไม่ใช่จิตที่ได้ยิน เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่า จิตทุกประเภท ทุกขณะ เกิดขึ้นปฏิบัติกิจ เพราะฉะนั้น ถ้าพูดว่า ขณะนี้ที่เราเห็น เราไม่ปฏิบัติธรรมหรืออะไรก็ตามแต่ เพราะฉะนั้น ขณะที่ปฏิบัติธรรม อะไรปฏิบัติ ต้องมีสภาพธรรมที่ปฏิบัติ เหมือนจิตกำลังปฏิบัติหน้าที่เห็น หน้าที่ได้ยิน เพราะฉะนั้น ถ้าจะมีการปฏิบัติธรรม ต้องรู้ว่า อะไรปฏิบัติ ถ้าตอบไม่ได้ ไม่ใช่ปฏิบัติธรรม

เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งคิดว่า เขาปฏิบัติธรรมโดยที่เขาไม่รู้อะไรเลย แล้วอยู่ดีๆ นั่งไปนั่งมา สักครู่เกิดรู้ขึ้นมา เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะว่า ถ้ารู้ ต้องรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏ นี้คือปัญญา สิ่งเมื่อกี้นี้ดับหมดแล้ว สิ่งที่จะเกิดข้างหน้าก็ยังไม่เกิด เพราะฉะนั้น ขณะนี้ของจริง คือ เดี๋ยวนี้เอง ทางตาที่กำลังเห็น จริง ทางหูที่กำลังได้ยิน จริง ทางกายที่กระทบสัมผัส จริง ทางใจที่กำลังคิดนึก จริง ปัญญารู้ความจริง คือ รู้สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้จึงเป็นปัญญา แต่ถ้าไม่รู้สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ใครจะบอกว่า เป็นปัญญาก็ไม่ใช่ปัญญา จะเป็นปัญญาได้อย่างไร ในเมื่อไม่รู้สิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น ปฏิบัติธรรม ถ้าตอบไม่ได้ว่า อะไรปฏิบัติ ไม่ใช่ปฏิบัติธรรม อย่าไปหลงทาง อย่าไปหลงเข้าใจผิดว่า เขาปฏิบัติธรรมกัน

ฟังเพิ่มเติม ปกิณณกธรรม ตอนที่ 18



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 1 ก.พ. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ